มุมมองผู้บริหารการศึกษากับทิศทางปี 52

มุมมองผู้บริหารการศึกษากับทิศทางปี 52

 

            ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ด้วยรัฐบาล ประชาธิปัตย์ ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยประกาศว่าจะดูแลงานด้านการศึกษาเอง ซึ่งมีเสียงตอบรับอย่างดี แต่สุดท้ายเมื่อปัญหาเศรษฐกิจมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รอการแก้ไข ต้องการนายกรัฐมนตรีไปนั่งบัญชาการเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วยตนเอง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ผู้เขียนนโยบายของพรรคจึงได้รับการวางตัวให้นั่งเก้าอี้เสนาบดีการศึกษา เป็นอันว่าคนเขียนนโยบายลงมาปฏิบัติเอง ปีหน้าฟ้าใหม่การศึกษาไทยน่าจะพอเห็นแสงสว่างจากปลายอุโมงค์

            วันนี้ลองมาฟังผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการดูว่ามองอนาคตการศึกษาไทยใต้ปีกประชาธิปัตย์กันอย่างไรบ้าง
            ดร.ชินภัทร ภูมรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มองว่า เมื่อการเมืองเปลี่ยน พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล และดูแลงานด้านการศึกษาเอง เชื่อว่าในปี 2552 น่าจะได้เห็นความชัดเจนเรื่องการเรียนฟรี ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาก ก็จะรู้ว่าเรียนฟรีหมายถึงรายการอะไรบ้าง เพราะถ้าเรื่องนี้มีความชัดเจน เชื่อว่าประชาชนจะรับได้ เนื่องจากเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่พึงจะได้รับเมื่อไปโรงเรียน คงไม่มีใครคาดหวังว่าการศึกษาจะฟรีทุกอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าการศึกษาเอกชนจะได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ปกครองและนักเรียนอีกด้วย
            อีกเรื่องหนึ่ง คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จำเป็นต้องส่งเสริมให้กว้างขวางมากขึ้น เพราะการเรียนของมนุษย์ไม่ได้จบลงเมื่อสำเร็จการศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานก็เป็นแค่เพียงความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และการเป็นสมาชิกของสังคมได้  แต่ทุกวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงและมีการพัฒนาในเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องมี การเรียนรู้ที่ต่อเนื่องตลอดไป ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ก็ประกาศตัวแล้วว่าจะส่งเสริมกลไกในการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้มีความเข้มแข็งด้วย 
            ส่วนเรื่องการพัฒนาครู ก็ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้ลงทุนด้านบุคลากรสูงสุด แต่การพัฒนาครูก็ยังไม่เชื่อมโยงกันทั้งระบบตั้งแต่การผลิตครู การควบคุมการประกอบวิชาชีพครูให้มีจรรยาบรรณ การส่งเสริมให้ครูมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการให้ขวัญกำลังใจและเส้นทางความก้าวหน้าให้แก่ครูที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับและเกิดประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างแท้จริง จึงเป็นอีกเรื่องที่รอการผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2552

            คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มองว่า เมื่อดูสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะวิกฤติหนักในปี 2552 ซึ่งจะมีปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ประกอบกับจุดเน้นในนโยบายของรัฐบาลที่จะจัดให้ทุกคนมีโอกาสรับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงมัธยมปลาย แล้วก็สอดคล้องกับแนวนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ในปีหน้าเราจะเน้นสนับสนุนเรียนฟรี เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ซึ่งคงได้รับการผลักดันเป็นพิเศษ เพื่อลดอัตราเสี่ยงของเด็กยากไร้ที่จะออกกลางคัน

            นอกจากนี้จะเน้นเรื่องการยกระดับคุณภาพของโรงเรียนที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. ซึ่งขณะนี้มีกระแสตอบรับจากสังคมมามากว่าจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือโรงเรียนกลุ่มนี้
            สำหรับเรื่องการดูแลครูให้มีทั้งปริมาณที่เหมาะสม มีความสามารถจัดการเรียนการสอนในสภาพสังคมยุคใหม่ได้ และรับมือกับเด็กรุ่นใหม่ให้ได้ รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ครูมีความสุขกายสบายใจในการรับภาระหนักหน่วงนี้ ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ และจะเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีอยู่ พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนเพื่อใช้ในการยกระดับคุณภาพการศึกษา และเข้าถึงพื้นที่ที่ยากไร้ห่างไกลได้มากขึ้น

            นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า

            ในปี 2552 การอาชีวศึกษาน่าจะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายด้านการศึกษาที่รัฐบาลจะยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน หรือการให้ค่าตอบแทนตามสมรรถนะ ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการเรียนด้านอาชีพให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากและสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาที่ตั้งเป้าหมายว่า ปี 2552 จะเร่งรัดเรื่องคุณภาพ ทั้งในส่วนของผู้เรียน และการบริหารจัดการ

            ผมได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดไปแล้วว่า การรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2552 ผู้เรียนต้องผ่านระบบการวัดแววด้านวิชาชีพ ต้องหารือกับโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนเพื่อรับนักศึกษาร่วมกันขณะเดียวกันการกำหนดแผนจัดการเรียนการสอนของแต่ละจังหวัด ประธานอาชีวศึกษาจังหวัดต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน อาทิ เกษตรจังหวัด แรงงานจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด และสถานประกอบการ โดยเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน เพื่อร่วมกันพยากรณ์ทิศทางความต้องการบุคลากรของแต่ละจังหวัด และ  จัดการเรียนการสอนให้สนองตอบต่อความต้องการของสภาพแรงงานในอนาคต เพื่อให้เด็กที่จบออกมาทุกคนมีทักษะฝีมือในสาขาที่เรียน และมีงานทำในพื้นที่ ส่วนเรื่องการเติมเต็มการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่ผ่านมาสถานศึกษาในสังกัด สอศ.เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น จัดให้มีการเทียบโอนประสบการณ์ ตลอดจนจัดสอนให้แก่แรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการ ปีละประมาณ 1,312,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่านักศึกษาในระบบที่มีเพียง 700,000 คน แต่เราก็จะขยายความร่วมมือกับเครือข่ายต่าง ๆ ต่อไป

 

           

 

            รศ.ธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษา มองว่า

            การศึกษาจะดีได้อยู่ที่การมีครูดีเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาครูทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มผลิตเรื่อยไปจนถึงการพัฒนาครูประจำการให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง เป็นครูที่ดีมีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและที่เป็นที่น่ายินดีอย่างมาก คือ การที่ รมว.ศึกษาธิการ หยิบเรื่องปฏิรูปการศึกษาขึ้นมาพูดอย่างชัดเจนในวันแรกที่เข้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นการพูดในที่ประชุมกระทรวงว่า มีนโยบาย หรือจุดเน้นที่การปรับปรุงคุณภาพการศึกษา โดยยึดคุณค่าทางจริยธรรม การมีคุณธรรม และความเป็นไทย ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของทุกฝ่าย แต่หากถามถึงความคาดหวังที่จะเกิดต่อการศึกษาเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วการเมืองแล้ว ผมมองโลกในแง่ดีเสมอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็หวังว่าจะเกิดสิ่งดี ๆ ทั้งนั้น อย่างน้อย รมว.ศึกษาธิการก็พูดชัด เจนแล้วว่า มุ่งเน้นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ต่อไปการศึกษาบ้านเราจะต้องเป็นการศึกษาตลอดชีวิตมากกว่าการศึกษาที่อยู่ในสถานศึกษาเท่านั้น เพราะฉะนั้นนอกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีว  ศึกษา และอุดมศึกษา แล้วเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมาก ยิ่งขึ้นแน่นอน

 

            ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา บอกว่า

            สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะยินดีอย่างมาก ถ้า รมว.ศึกษาธิ   การ คณะกรรมการ  การอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ร่วมมือกันทำงาน ซึ่งจะสามารถฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้แน่นอน เพียงแต่ สกอ.ต้องปรับแผนในการทำงานและทิศทาง โดยยึดนโยบายของรัฐบาล กรอบแผนอุดมศึกษาระยะยาว 15 ปี ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2551-2565) และดูสภาวะเศรษฐกิจทั้งของประเทศและทั่วโลกที่กำลังเผชิญอยู่มาประกอบเท่านั้น
            สำหรับงานแรกที่ สกอ.จะต้องทำ คือ เร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาอุดมศึกษา อันเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน มาตรการระยะสั้นและมาตรการระยะยาว เพื่อให้นักศึกษายังคงอยู่ในระบบการศึกษาจนสำเร็จการศึกษา ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมความพร้อมด้านคุณภาพและศักยภาพของบัณฑิต เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยร่วมมือกับสถานประกอบการ ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ   นอกจากนี้ ยังต้องร่วมมือกับสถานประกอบการ สมาคม องค์กรเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มามีบทบาทในการกำกับคุณภาพการศึกษา มีส่วนร่วมในการผลิตบัณฑิตและการวิจัย รวมถึงส่งเสริมการมีงานทำผ่านการบูรณาการ การประเมินศักยภาพการวิจัยของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริม การวิจัย และการจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยให้ตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสุดท้าย คือ ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา เพื่อใช้ประโยชน์จากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้สามารถตอบสนองความต้องการของนักศึกษาและผู้ปกครองได้สูงสุด.

 

ขอบคุณที่มา : เดลินิวส์ และ ข่าวการศึกษา วันที่ 5 มกราคม 2552 อักษรเจริญทัศน์ (อจท)