ครูดีต้องมีอีคิว

            ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสไปจัดการอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการกับอุปสรรคและปัญหาด้วยเทคนิคความฉลาดทางอารมณ์ รวมทั้งการสร้างสรรค์วิธีคิดด้านบวก แก่คุณครูหลายท่าน หลายโรงเรียน ในเขต กทม.โดยเราจัดกันที่โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าแถวสุขาภิบาล 3 นี่เอง

            ที่จริงจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น ครูส่วนใหญ่มักจะเรียนรู้ประเด็นของความฉลาดทางอารมณ์ได้ดีทีเดียว แต่เวลานำไปปฎิบัติจริง ๆ นั้นต่างหากที่จะเกิดปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะทำไม่ได้อย่างที่เรียนกันมาจากการอบรม หัวข้อการอบรมไม่ว่าจะเป็นการฝึกคิดด้านบวก การจัดการกับอารมณ์ของตนเองให้สร้างสรรค์จึงเป็นสิ่งที่ยากลำบาก โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ แต่ในการอบรมครั้งนี้ ก็ทำให้ผมรู้สึกว่า มีคุณครูจำนวนมากทีเดียวที่สามารถเรียนรู้และนำเอาไปทดลองใช้กับตนเองอย่างได้ผล

            ใช่แล้วครับ ขอเพียงแค่ “ทดลองใช้” ก็จะพบว่าวิธีการคิดและปฏิบัติตามแนวทางของความฉลาดทางอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่พลิกผันชีวิตได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            คุณครูท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอมีท่านผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งพูดจาไม่สร้างสรรค์ ล่าสุดทางโรงเรียนได้ส่งเธอไปอบรมในหลักสูตรเกี่ยวกับการเรียนการสอนเป็นเวลาหลายวัน ครั้นกลับมาทำงานก็ได้รับการร้องขอให้ช่วยเล่าความรู้และสิ่งที่ได้จากการอรบรมให้ฟัง

            เล่าให้ฟังนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากแต่เล่าเสร็จแล้วนี่ซิ

            “อะไรกัน ไปอบรมตั้งหลายวันได้กลับมาแค่นี่เองหรือ” ท่านผู้อำนวยการอุทาน

            “ก็ ผอ. ส่งคนโง่ไปเรียนนี้คะก็เลยได้มาแค่นี่ “ เธอตอบแบบประชดประชัน ประโยคของ ผอ. ที่พูดออกมานั้น ไม่น่าฟังก็จริง แต่เธอ คือคุณครูท่านนี้ มีทางเลือกอื่น ๆ บ้างไหม ในการตอบสนอง

            การตอบสนอง ต่อคำพูดด้านลบของ ผอ.ไปรูปแบบดังกล่าวเราเรียกว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ที่ “แพ้ทั้งคู่” ครูเองก็เกิดความไม่พอใจแรงใน ผอ.ก็ไม่ชอบหน้าหนักยิ่งขึ้น สุดท้ายเลยไม่มีใครได้อะไร (นอกจากความสะใจ ที่กินไม่ได้)

            คุณครูท่านนี้เลยได้รับการบ้านให้ตอบสนองในแบบ“ชนะทั้งคู่” ซึ่งก็หมายความว่า เมื่อถูกตำหนิหรือแนะนำจาก ผอ.ท่านนี้ได้ให้ทดลองที่จะน้อมรับมาใช้ปรับปรุงการทำงาน ประโยคอย่างเช่น “หนูจะปรับปรุงงานชิ้นนี้” (เมื่อได้รับคำแนะนำว่ายังเป็นงานที่ไม่สมบูรณ์) น่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าการบอกว่า “หนูทำได้แค่นี้”



คุณครูต้องฝึกการจัดการกับอารมณ์ด้านลบโดยเฉพาะความโกรธ วิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการกับความโกรธหรือไม่พอใจก็คือการมองปัญหาหรือสถานการณ์ที่ไม่น่าพอใจว่ามัน “อาจมีข้อดี”

ครูวันดีคุณครูอีกท่าน เธอได้เอาเทคนิคของการสงบอารมณ์นี้ไปใช้ครับ 

            วันหนึ่งคุณครูวันดี เธอต้องทำงานจนมืดค่ำ ด้วยความเป็นห่วงลูกเธอเลย ซื้อกับข้าวจากร้านแถวโรงเรียน เพื่อเตรียมเอาไปฝากลูกชายที่บ้าน ทั้งนี้ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเพราะลูกคนนี้ คงหิวเนื่องจากแม่กลับบ้านผิดเวลา เลยไม่ได้ทำกับข้าวให้กินเหมือนเคย

            ครั้นพอเทกับข้าวให้ลูกกินนั่นเองก็เกิดเรื่อง

            ลูกชายไม่ชอบกับข้าวที่ซื้อมา โดยบอกว่าไม่อร่อย กินไม่ลง

            ถ้าเป็นคุณครูจะรู้สึกอย่างไร อุตส่าห์ซื้อกับข้าวมาด้วยความเป็นห่วง แต่ลูกเรากลับบอกว่ากินไม่ลง มันน่าโกรธไหม? เรียกว่าถ้าเป็นหนังไทยคงต้องด่ากันสักยกเป็นแน่

            แต่คุณครูวันดี เธอทดลองจะไม่โกรธและมองในแง่ดีว่า “มันอาจจะดีก็ได้”

            ครูวันดีถามลูกว่า “แล้วลูกจะทำอย่างไร”

          “ลูกจะทำยำปลากระป๋องแล้ว จะเจียวไข่ด้วย”

            พูดแล้ว ลูกชายเธอก็ลงมือเปิดปลากระป๋องใส่เครื่องเคียงต่าง ๆ และก็เจียวไข่ ด้วยตนเอง สุดท้าย แม่ลูกคู่นี้เลยนั่งกินยำปลากระป๋องและไข่เจียวอย่างเอร็ดอร่อย

            ครูวันดี เธอเล่าว่าตอนแรกนั้นเธอไม่เชื่อว่า ลูกจะทำกับข้าวได้แต่พอเหตุการณ์วันนี้ผ่านไป เธอกลับรู้สึกเชื่อมั่นว่าลูกเธอนั้นพึงพาตนเองได้ มากกว่าที่เธอคิด เหตุการณ์จึงกลับกลายเป็นว่า เรื่องที่คล้ายๆ กับจะเลวร้าย ก็กลับกลายเป็นเหตุการณ์ด้านบวกได้

            ที่จริงคนเราสามารถเลือกบทบาทของตนเองได้ทั้งสิ้น ครั้นเมื่อเลือกบทบาทแล้ว ก็จะนำไปสู่ตอนจบที่แตกต่างกัน หากเลือกที่จะใช้ความสงบ ค่อยๆ ใช้สติปัญญา หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ หรือความสะใจเข้าจัดการกับปัญหา เมื่อนั้นเราจะพบผลลัพธ์ที่ดี (แน่นอนบางอย่างอาจต้องรอเวลาสักหน่อยไม่ใช่ปุ๊บปั๊บก็จะมีทางออกเลย)

          ในการสอนเด็กอนุบาลและประถม ให้จัดการกับอารมณ์ตนเองและมีวิธีการแก้ไขปัญหานั้นอาจทำได้ในเวลาปกติ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปัญหาขึ้นมาจริง ๆ เช่น การทะเลาะหรือความขัดแย้ง ครูก็ควรถือเป็นโอกาส  อันดีในการสอนเด็กให้เข้าใจถึงทักษะในการควบคุมตนเอง และจัดการกับปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คุณครูที่เข้าใจวิธีคิดชนิดนี้ได้ จึงอาจนำไปใช้ทั้งในโรงเรียนกับเด็กๆ และที่บ้านกับคนใกล้ชิด

            เพราะครูที่มีนั้นอีคิวนั้น สามารถใช้อีคิวได้ในทุกที่นั่นเอง

 

โดย: นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง

ขอบคุณ: วารสารเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้บนโลกออนไลน์