อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า “และสูเจ้าจงอยู่ร่วมกับพวกนาง (หมายถึงภรรยา) ด้วยดี” [1] อายะฮฺอัลกุรฺอานข้างต้นชี้ชัดว่า สามีที่มีความศรัทธาอันมั่นคงนั้นจะต้องอยู่ร่วมกับภรรยาบนพื้นฐานแห่งคุณธรรมความดีเท่านั้น ที่ว่าความดี คือดีอย่างที่ศาสนาระบุว่าดี ทีนี้จะรู้ว่าได้อย่างว่า อะไรคือความดีงามระหว่างสามีภรรยา? สามี (มืออาชีพ) จำเป็นจะต้องศึกษาอิสลามก่อนการแต่งงาน หรือแม้กระทั่งแต่งงานแล้วก็ตาม กล่าวคือจะต้องศึกษาหน้าที่ในฐานะสามีจะต้องกระทำความดีต่อภรรยานั้นมีอะไรบ้าง? โปรดอย่าลืมว่าทุกๆ หน้าที่นั้นจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ หน้าที่ของสามีก็จะต้องถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺเช่นกัน ดังนั้นสามี (มืออาชีพ) จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนเองจะต้องสนใจ,ศึกษาหลักการของศาสนาว่าด้วยตนเองจะต้องแสดงพฤติกรรมขณะอยู่ร่วมกับภรรยาด้วยคุณธรรมความดีเท่านั้น ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า “ดียิ่งในหมู่พวกท่าน, ดียิ่งในหมู่พวกท่าน คือ (บุคคลที่ทำความดี) ต่อครอบครัวของเขา” [2]
อาทิเช่นตัวอย่างหนึ่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺระบุให้เห็นชัดว่าสามีจะต้องแสดงพฤติกรรมของตนเองต่อภรรยา ว่าด้วยการแสดงความอ่อนโยนต่อภรรยา โดยหลีกเลี่ยงการแสดงความรุนแรง หรือแสดงอากัปกิริยาอันหยาบคาย ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า “บุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านจงอย่าเฆี่ยนตีภรรยาของเขา เฉกเช่นการเฆี่ยนตีทาส ภายหลังต่อมาเขาก็ร่วมหลับนอนกับนางในช่วงเย็น (ของวันนั้น)” [3] จักเห็นได้ว่า อิสลามกำชับอย่างหนักแน่นให้หลีกเลี่ยงการให้ความรุนแรง หรือการใช้กำลังกับภรรยาของตนเองโดยเด็ดขาด [4] ดังนั้นการใช้ชีวิตคู่ระหว่างสามีภรรยาจะต้องใช้ความอ่อนโยน หรือการเอื้ออาทรเข้าหากัน ด้วยความอ่อนโยนของสามีนี่แหละคือเสน่ห์ของสามี คงไม่มีภรรยาคนใดที่ชอบให้สามีของตนเองซ้อมเช้าซ้อมเย็นหรอก หากมีภรรยาผู้นั้นก็คงเป็นโรคจิต หรือโรคชอบความรุนแรงมากกว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น สามีมืออาชีพทุกคนจะต้องน้อมรับแนวทางแห่งความอ่อนโยนต่อภรรยาของตนโดยดุษฎีอย่างไม่มีเงื่อนไข
อีกสักตัวอย่างหนึ่ง คงจะเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่งมีบุคคลหนึ่งไต่ถามท่านรสูลุลลอฮฺเกี่ยวกับสิทธิของสามีที่ต่อภรรยาว่ามีสิ่งใดบ้าง? ท่านรสูลก็ตอบว่า “ท่าน (ความนัยคือสามี) จงให้อาหารแก่นาง (นัยยะคือภรรยา) (เช่นเดียวกับอาหาร) ที่ท่านรับประทาน, ท่านจงให้เครื่องนุ่งห่มแก่นาง (เฉกเช่นเครื่องนุ่งห่ม) ที่ท่านสวมใส่ และท่านจะอย่าตบใบหน้า (ภรรยา), ท่านจงอย่าถ่อยสถุล(ต่อภรรยา) และท่านจงอย่าหลบหนี (ภรรยาไปพำนักที่อื่น) ยกเว้นในบ้านเท่านั้น” [1] ศาสนาอิสลามเล็งเห็นถึงความสำคัญของสามีที่จะต้องมอบสิทธิให้แก่ภรรยาค่องข้างเด่นชัดที่สุด โดยไม่ปล่อยให้สามีที่มิใช่มืออาชีพคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องที่ไม่ต้องให้ความสนใจ ในทางกลับกัน ศาสนาให้ความสนใจทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ กล่าวคือ สามีจะต้องแสดงความรัก ความอ่อนโยนต่อภรรยาไม่แสดงอาการหยาบคาย, กักขฬะ หรือแม้แต่การแสดงในเชิงดูเมิ่นศักดิ์ศรีภรรยาก็ไม่ได้เช่นกัน ด้วยเหตุนั้น ศาสนาจึงไม่อนุญาตให้สามีตบใบหน้าภรรยา (หรือทำร้ายร่างกายจนกระทั่งเลือดตกยางออก) โปรดตรองดูเถิด หากใบหน้าของภรรยาที่ถูกทำร้ายจากสามี นางย่อมมีรอยฟอกช้ำ ครั้นนางเดินไปไหนมาไหนก็ต้องถูกชาวบ้านนินทา หรือวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งการเสื่อมเสียเกียรติของภรรยา (รวมถึงตัวของสามีด้วยเช่นกัน) หรือแม้กระทั่งการแสดงอากัปกิริยาอันถ่อยสถุล หรือกักขฬะต่อหน้าภรรยาก็ไม่อนุญาตเช่นกัน อาทิเช่น สามีถ่อมน้ำลายต่อหน้าภรรยาขณะที่ไม่พอใจนาง หรือการใช้วาจาที่หยาบคาย หรือวาจาผรุสวาท เป็นต้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามีทะเลาะกับภรรยาถึงขั้นสามีโมโหอย่างสุดขีด ศาสนาก็ยังไม่อนุญาตให้สามีออกไปหลับนอนนอกบ้าน หรือปล่อยภรรยาให้อยู่บ้านตามลำพัง เพราะความหวาดกลัว และความเศร้าโศกเสียใจจะเข้ามาครอบงำภรรยาทันที ซึ่งการปล่อยให้สิ่งข้างต้นประสบกับภรรยา ศาสนายังไม่อนุญาตให้สามีกระทำ เมื่อเป็นเช่นนั้น สามี (มืออาชีพ) ทุกคนจะต้องจดจำให้แม่นยำว่า ต้องอ่อนโยนกับภรรยาของตน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆ ที่ส่งกระทบในแง่ลบต่อจิตใจของภรรยา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรง, แสดงอาการหยาบคายต่อหน้าของภรรยา จำเป็นจะต้องขจัดให้หมดไปจากนิสัยของสามีมืออาชีพให้จงได้ และถ้ายังมีอยู่ในตัวตนของสามีทั้งหลาย ก็ต้องรีบขจัดออกไปโดยเร็วที่สุด
[1] บันทึกหะดีษโดยอบูดาวูด
[1] สูเราะฮฺ (บท) อันนิสาอ์ (ชื่อบท) : (ส่วนที่) 19
[2] เล่าโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ, บันทึกโดยติรฺมิซีย์ และอัดดัยละมีย์
[3] เล่าโดยท่านอับดุลลอฮฺ, บันทึกหะดีษโดยบุคอรีย์ และมุสลิม
[4] ยกเว้นบางกรณีที่ศาสนาระบุว่าให้ตีได้ กล่าวคือภรรยาละเมิดหลักการของศาสนา ตักเตือนแล้วก็ยังฝ่าฝืน เช่นนี้ศาสนาอนุญาตให้ตีนางได้ เช่นที่ แขนของนาง แต่มีเงื่อนไขว่าการตีแต่ละครั้งนั้นจะต้องไม่มีบาดแผล กล่าวคือ เป็นการตีเพื่อให้อับอาย(ที่จะทำผิดอีกครั้งหรือสำนึก)เท่านั้นเอง
คัดจากส่วนหนึ่งของหนังสือ
“สามีภรรยามืออาชีพ”
โดยอาจารย์มุรีด ทีมะเสน
ส่วนใครอยากรู้มากกว่านี้ก็ไปหาหนังสืออ่านเองเด้อ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณครับ
ถูกใจมากคะ