คือมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศในการทำหน้าที่วิจัย ผลิตบัณฑิต บริการ/พัฒนาสังคม และอื่นๆ อย่างบูรณาการและเสริมพลังกัน เพื่อเป้าหมายพัฒนาท้องถิ่นเป็นหลัก

มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น  : 1. คืออะไร

กำลังมีความเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่ง ไปสู่อัตตลักษณ์พิเศษ คือเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น   ผมยินดีและตื่นเต้นมาก ที่เกิดขบวนการ (movement) นี้   เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างมหาศาล   ถือเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง   จะมีผลดีต่อระบบอุดมศึกษาของประเทศ   เกิดความหลากหลายของ “ความเป็นเลิศ” ทางวิชาการ

ผมจึงอาสาเข้ามาร่วมคิดออกมาเป็นบันทึก โดยไม่รับรองว่าความคิดของผมจะถูกต้อง

เวลาคิดเรื่องอะไรใหม่ๆ ผมจะลองจินตนาการเสียก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร   เป็นนิยามเพื่อใช้ในการทำงาน ที่ฝรั่งเรียกว่า operating definition   คือทำให้มันชัดในระดับที่ใช้เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกันในหมู่คนจำนวนมากได้    โดยที่ระหว่างทำงานก็จะค่อยๆ ปรับภาพจินตนาการหรือนิยามให้คมชัดขึ้นเรื่อยๆ   แล้วในที่สุดผลมักออกมาดีกว่าภาพฝันแรกที่เราคิดได้เสมอ  

ประสบการณ์ชีวิตของผมสอนว่าอย่างนั้น   ไม่ว่าคณะแพทยศาสตร์ มอ., สกว., สคส. ต่างก็ให้ผลออกมาดีกว่าที่ผมคิดไว้ในตอนแรก

ดังนั้น จะทำสิ่งใหม่ ต้องกล้าฝัน และกล้าผิด   เพื่อทำส่งที่ยิ่งใหญ่ (เล็กๆ)

มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นคือมหาวิทยาลัยที่

  • รับใช้ ท้องถิ่น : ประเทศ : สากล  ในสัดส่วน ๖๐ : ๓๐ : ๑๐   ข้อนี้กำหนดไว้คร่าวๆ เพื่อจะบอกว่ามหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นก็ต้องทำงานระดับประเทศและระดับสากลด้วย   แต่ในสัดส่วนที่น้อยกว่ามาก   และทำงานระดับประเทศและสากลเพื่อเอามารับใช้ท้องถิ่น   ไม่ใช่เอาท้องถิ่นไปรับใช้ประเทศหรือสากล 
  • มีความเป็นเลิศในการทำงานเพื่อท้องถิ่น   ดังนั้นอาจารย์ต้องเป็นคนเก่งและผ่านการศึกษาและฝึกฝนมาอย่างดีและครบถ้วน    คือต้องจบปริญญาเอกและผ่านการฝึกอบรมหลังปริญญาเอกเพื่อเพิ่มทักษะในการทำงานเพื่อท้องถิ่น ร่วมกับกิจการ (real sector) ในท้องถิ่น    อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นต้องไม่ใช่นักวิชาการชั้นสอง    ต้องคัดเลือกคนที่มีสมองชั้นหนึ่ง และมีใจเพื่อท้องถิ่น มาเป็นอาจารย์
  • มีระบบการสร้างอาจารย์ที่มีความเป็นเลิศเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
  • มีระบบการจัดการ มีทุนสังคม และมีทักษะการจัดการ ในการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
  • ทรัพยากรที่ใช้ในการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น มาจาก ท้องถิ่น : ประเทศ : สากล  ในสัดส่วน ๖๐ : ๓๐ : ๑๐
  • มีภาระงานด้านการเรียนการสอน : การวิจัย : การบริการและพัฒนาสังคม : อื่นๆ ในสัดส่วน ๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐   การบอกสัดส่วนนี้ เท่ากับบอกว่า มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ว่ากลุ่มไหน ต่างก็ต้องทำงานสร้างความรู้พอๆ กับทำหน้าที่สร้างคน (บัณฑิต)   แต่แตกต่างกันที่ลักษณะของงาน    เช่นการวิจัย มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เน้นงานวิจัยแบบ translational research คือวิจัยใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้ว เพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น   โดยต้องทำงานทั้ง ๓ – ๔ ด้านให้เกิด synergy กัน  

จะเห็นว่า วิธีคิดของผมไม่เหมือนกับที่หลายหน่วยงานใช้อยู่ในปัจจุบัน   ที่มองมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นการผลิตบัณฑิตเท่านั้น   ไม่เน้นการวิจัย   ผมมองต่าง   โดยมองไปในอนาคต ว่า ไม่ว่ามหาวิทยาลัยกลุ่มไหน ต้องทำงานวิจัยเป็นงานหลักด้วย พอๆ กับงานผลิตบัณฑิต และต้องใช้กระบวนการผลิตบัณฑิตนั้นเอง เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น 

การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่มใด ต้องเน้นการเรียนรู้แบบ research-based learning เป็นหลัก   ไม่ใช่ lecture-based อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน   นี่คือเหตุผลที่อาจารย์ต้องเป็นคนเก่งและผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

งานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ไม่เน้นสร้างทฤษฎีหรือเทคโนโลยีใหม่   แต่เน้นประยุกต์ใช้ทฤษฎีและเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น   และต้องเน้นทำวิจัยร่วมกับ real sector ในท้องถิ่น

วิจารณ์ พานิช

๑๗ ก.พ. ๕๓