บทคัดย่อ : การอบหอมผ้าไหมด้วยสมุนไพรของชาวไทยกูย อ. สำโรงทาบ จ. สุรินทร์

  ชื่อวิจัย : การึกษากระบวนการอบหอมผ้าไหมของชาวไทยกูย  อำเภอสำโรงทาบ  จังหวัดสุรินทร์

(The  Study  on  the  Process  of  Thai – Kui ,s  Silk  Aromatic  Steaming in Sumrongthap  District, Surin  Province.)

ชื่อผู้วิจัย : นางสารภี  สายหอม

โรงเรียนสำโรงทาบวิทยาคม  อำเภอสำโรงทาบ  จังหวัดสุรินทร์

บทคัดย่อ 

            การศึกษากระบวนการอบหอมผ้าไหมของชาวไทยกูย  อำเภอสำโรงทาบ  จังหวัดสุรินทร์ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการอบหอมผ้าไหมของชาวไทยกูย อำเภอ   สำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์  ศึกษาอุณหภูมิที่เหมาะสมในกระบวนการอบหอมผ้าไหม และศึกษาคุณสมบัติของผ้าไหมด้านความคงทนของกลิ่นหอมและสีของผ้าไหมหลังผ่านกระบวนการอบ โดยใช้ระดับอุณหภูมิ 3 ระดับคือ 60 0 C  80 0C และ 100 0C  ศึกษาความคงทนของกลิ่นหอม และสีของผ้าไหมโดยเก็บไว้ในสภาพปกติและในขวดโหลปิดสนิท วางไว้ในร่มและได้รับแสงแดด 1 ชั่วโมง  

            ผลการศึกษา พบว่า สตรีชาวไทยกูยจะนำพืชสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมในท้องถิ่น   ได้แก่ ลูกตะครอง หัวขมิ้นชัน หัวว่านเปราะหอม ใบเล็บครุฑ ใบอ้ม ใบขาไก่แดง ใบสาบแร้งสาบกา มาผสมกันแล้วสกัดความหอมด้วยน้ำ นำมาแช่ผ้าไหมแล้วอบนึ่งด้วยไอน้ำร้อนจนผ้ามีกลิ่นหอม  นำผ้าไหมที่ผ่านการอบหอมด้วยอุณหภูมิแตกต่างกัน 3 ระดับ คือ อุณหภูมิ 60 0C 80 0C และ 100 0C ไปทดสอบคุณสมบัติด้านความหอมและความเข้มของสีผ้า    พบว่า ผ้าไหมที่อบนึ่งด้วยอุณหภูมิ 100 0C  มีกลิ่นหอมระดับมาก รองลงมาได้แก่ อุณหภูมิ 80 0C และ 60 0C  ตามลำดับ   เมื่อเก็บรักษาผ้าไหมไว้ในเวลา  4 สัปดาห์  พบว่า กลิ่นหอมของผ้าลดลง และถ้านำผ้าไหมเก็บรักษาในสภาพปกติและเก็บไว้ในขวดโหลปิดสนิท พบว่า ความหอมมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  สีของผ้าไหมหลังผ่านการอบหอม เมื่อพิจารณาที่ค่าของ L พบว่า ความเข้มของสีผ้าไหมก่อนและหลังอบ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อนำผ้าที่เก็บในสภาพปกติไปวางในร่มและให้ถูกแสงแดด  1 ชั่วโมง พบว่า ความเข้มของสี ไม่แตกต่าง  ส่วนผ้าไหมที่เก็บในขวดโหลวางไว้ในร่มและได้รับแสงแดด 1 ชั่วโมง  พบว่า สีของผ้าไหมในร่มและได้รับแสงแดดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ