ตำแหน่งที่เราควรให้ความสำคัญเมื่อเกิดอาการปวดท้องมีอยู่ 8 จุดดังนี้
1. บริเวณชายโครงด้านขวา คือ ตับและถุงน้ำดี อาการที่พบมักจะกดแล้วเจอก้อนแข็งร่วมกับอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าอาจเป็นโรคเกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี เช่น โรคตับอักเสบ ฝีในตับ ถุงน้ำดีอักเสบ
2. บริเวณบั้นเอวด้านขวา คือ ท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่ ถ้ามีการปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือถ่ายเป็นเลือด อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ ถ้าปวดร้าวถึงต้นขาอาจเป็น นิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับปวดหลัง มีไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ และถ้าคลำเจอก้อนเนื้ออาจเป็นไตโตผิดปกติหรือเนื้องอกในลำไส้ใหญ่
3. บริเวณบั้นเอวด้านซ้าย ถ้าปวดบริเวณนี้อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับท่อไต ไต ลำไส้ใหญ่
4. ใต้ลิ้นปี่ คือ กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ตับ และกระดูกลิ้นปี่ ถ้าปวดเป็นประจำเวลาหิว หรืออิ่ม อาจเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะ ถ้าปวดรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ หากคลำเจอก้อนเนื้อค่อนข้างแข็งและมีขนาดใหญ่ อาจหมายถึงตับโต แต่หากคลำเจอก้อนสามเหลี่ยมแบนเล็กๆ มักเป็นกระดูกลิ้นปี่
5. รอบสะเดือ คือลำไส้เล็ก มักพบเป็นโรคท้องเดินหรือไส้ติ่งอักเสบ (ก่อนจะย้ายมาปวดท้องน้อยด้านขวา) แต่ถ้าปวดแบบมีลมในท้องอาจเป็นเพราะกระเพาะลำไส้ทำงานผิดปกติ
6. ท้องน้อย คือ กระเพาะปัสสาวะและมดลูก ถ้าปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายกระปริด กระปรอย มักเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ถ้าปวดเกร็งเวลามีประจำเดือนเป็นอาการปวดประจำเดือน ส่วนรายที่ปวดเรื้อรังในผู้หญิงที่แต่งงานแล้วแต่ไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก
7. บริเวณท้องน้อยด้านขวา คือไส้ติ่ง ท่อไตและปีกมดลูก ปวดเกร็งเป็นระยะร้าวมาถึงต้นขา อาจเป็นเพราะมีก้อนนิ่วในกรวยไต ถ้าปวดเสียดตลอดเวลากดแล้วรู้สึกเจ็บมาก มักเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับมีไข้สูง หนาวสั่น มีตกขาว มักเป็นเพราะปีกมดลูกอักเสบ และหากคลำแล้วเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นก้อนไส้ติ่งหรือรังไข่ผิดปกติ
8. บริเวณท้องน้อยด้านซ้าย คือ ท่อไตและปีกมดลูก ถ้าปวดเกร็งเป็นระยะและร้าวมาที่ต้นขา มักเป็นนิ่วในท่อไต หากปวดร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น มีตกขาว เป็นเพราะมดลูกอักเสบ หรือถ้าปวดร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นเพราะลำไส้ใหญ่อักเสบ แต่ถ้าคลำพบก้อนเนื้อร่วมกับอาการท้องผูกเป็นประจำ อาจเป็นเนื้องอกในลำไส้