รู้จักการสาธารณสุขมูลฐานและความเป็นมาก่อนนำมาสู่ อสม 

เมื่อปี ๒๕๒๑ (คศ. ๑๙๗๘) ประเทศไทยและกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกทั่วโลก ได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายการพัฒนาอย่างบูรณาการให้มุ่งไปสู่ความมีสุขภาพดีถ้วนหน้าโดยร่วมประกาศเป็นเจตนารมย์ร่วมกันที่เมืองอัลมาอตา(Alma Ata) คาซัคสถาน สหภาพโซเวียต และจากนั้นก็แปรไปสู่การดำเนินการภาคปฏิบัติโดยเน้นยุทธศาสตร์การพัฒนาด้วยกลวิธีการสาธารณสุขมูลฐาน ถึงปี ๒๕๕๓ นี้ก็นับเป็นระยะเวลา ๓๒ ปีและย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ ๔ แล้ว

ประเทศไทยในเวลานั้นอยู่ในภาวะการพัฒนาประเทศในทุกด้านเพื่อมุ่งกระจายโอกาสการพัฒนาไปสู่ชนบทและคนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งอยู่ในชนบทมากกว่าร้อยละ ๗๐ ดังนั้น จึงสอดคล้องกับปรัชญาและกลวิธีของการสาธาณสุขมูลฐาน ซึ่งมุ่งสนองตอบต่อความจำเป็นของคนส่วนใหญ่ อีกทั้งจัดว่าเป็นพื้นฐานของการดำเนินงานสุขภาพในทุกมิติ ทั้งการรักษาพยาบาลทางการแพทย์ (Medical Care) การป้องกันโรค ควบคุมโรค (Preventive Health) การส่งเสริมทางสุขภาพ (Health Promotion) และการบำบัดฟื้นฟู ( Health Rehabilitation) จากความบาดเจ็บ อุบัติเหตุ และความพิการ ทั้งร่างกายและจิตใจ

เพื่อบรรลุความจำเป็นหลายด้านไปพร้อมกัน เมื่อดำเนินการขึ้นในประเทศไทยจึงมีการพัฒนารูปแบบผสมผสานให้การสาธารณสุขมูลฐานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นกลวิธีหลักที่นำการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมในทางอ้อมให้เกิดความร่วมมือกันเพื่อการพัฒนากับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน เกิดการระดมความร่วมมือกันอย่างกว้างขวางทั้งภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน โดยมีคณะกรรมการระดับชาติเป็นกลไกประสานงานและระดมความร่วมมือ คือ คณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐานแห่งชาติ มีหน่วยงานและผู้แทนขององค์กรที่มีบทบาทต่อการสร้างความเคลื่อนไหวของภาคสาธารณะหลายฝ่ายเข้ามาเป็นกรรมการและคณะทำงาน ทั้งกระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการพัฒนาประเทศ สำนักคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมวิเทศสหการ กรมประชาสัมพันธ์ ทบวงมหาวิทยาลัย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรรมแห่งชาตินี้โดยตำแหน่ง

  กลวิธีสำคัญที่ทำให้การสาธารณสุขมูลฐานเป็นสุขภาพของคนส่วนใหญ่ เพื่อคนส่วนใหญ่ และโดยคนส่วนใหญ่ 

การออกแบบการจัดการทางสังคมดังกล่าว สะท้อนหลักการสำคัญในกลวิธีการสาธารณสุขมูลฐานที่มีนัยะต่อการทำให้คนส่วนใหญ่เพิ่มพูนความสามารถพึ่งตนเองและนำไปสู่การพัฒนาในมิติต่างๆที่มั่นคงยั่งยืนมากยิ่งขึ้น คือ :

    ๑. รูปแบบนวัตกรรมองค์กร : ดำเนินการโดยเครือข่ายความร่วมมือแบบผสมผสานหลายภาคส่วน (Multi-Sectorals Collaboration) ข้ามกรอบการแยกส่วนที่มีกระทรวง ทบวงกรม และภาคส่วนทางสังคมเป็นตัวตั้ง เน้นการเอาชุมชนและพื้นที่เป็นตัวตั้งและเปลี่ยนโครงสร้างเชิงอำนาจการนำการพัฒนาจากแนวดิ่งสู่ประชาชน หรือจากเบื้องบนสู่ล่าง (Vertical and Top-down Development) เป็นจากฐานรากของสังคมและชุมชนระดับต่างๆสะท้อนขึ้นสู่ภาคสาธารณะของประเทศ หรือจากฐานรากสะท้อนสู่เบื้องบน (Community-Based and Buttom-up Development Approach) ทำให้ภาครัฐลดบทบาทการคิดและทำแทนประชาชน ลดการแยกส่วน มุ่งบรรลุเป้าหมายของส่วนรวมไปพร้อมกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพ การศึกษา เศรษฐกิจและการผลิตของคนส่วนใหญ่ในภาคเกษตรกรรม การเมืองการปกครอง การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน
    ๒. ทรัพยากรและปัจจัยดำเนินการ : เน้นการระดมทรัพยากร คน และสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน (Local community resourses Mobilization) มาเป็นปัจจัยการพัฒนาที่เพียงพอและสนองตอบต่อความจำเป็นของชุมชนมากขึ้น สามารถแก้ข้อจำกัดของภาครัฐในการขาดแคลนทั้งกำลังคน งบประมาณ และทรัพยากร ทำให้เกิดผลดีสองด้าน คือ สังคมมีพลังในการริเริ่มการพัฒนาด้วยการพึ่งตนเองได้มากขึ้น และทรัพยากรภาครัฐที่มีขีดจำกัดอยู่ในตนเอง ก็ระดมไปสร้างความเป็นส่วนรวมให้มีประสิทธิภาพได้มากขึ้น
    ๓. เทคนิควิชาการ : มุ่งเน้นวิทยาการ ภูมิปัญญา เทคโนโลยีที่เหมาะสมและเทคโนโลยีจากท้องถิ่น ให้เป็นปัจจัยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Local wisdom and appropriate technology utilization) ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองในการพัฒนา ทำให้สุขภาพเชิงรุก งานป้องกัน การดูแลตนเอง การคัดกรอง ในระบบสุขภาพมีความเข้มแข็ง เชื่อมโยงสุขภาพในขอบเขตที่กว้าง การรักษาและเทคโนโลยีที่จำเป็นนำไปใช้เพื่อกรณีที่จำเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    ๔. การบริหารจัดการ : เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของประชาชนและชุมชน (Community participation) ทำให้สนองตอบต่อความต้องการพื้นฐาน และเกิดกระบวนการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา ทำให้สังคมเดินแสวงหาความร่วมกันได้มากขึ้น และทำให้มีพื้นฐาน ที่ก่อให้เกิดการพัฒนาต่างๆในลำดับต่อมาอีกมากมาย กระทั่งปัจจุบัน

  การสาธารณสุขมูลฐานกับสังคมไทย 

การดำเนินงานพัฒนาอย่างผสมผสานโดยกลวิธีการสาธารณสุขมูลฐานในประเทศไทยนี้ มีกระทรวงสาธารณสุขกับมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นภาคีสนับสนุนทางวิชาการ โดยกระทรวงสาธารณสุขดูแลหน่วยปฏิบัติการและสนับสนุนทางวิชาการระดับภาค ๔ แห่ง ที่นครศรีธรรมราช ชลบุรี นครสวรรค์ และขอนแก่น ต่อมาได้ขยายเป็น ๕ แห่งที่ภาคใต้ตอนล่างที่จังหวัดยะลา ชื่อ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานระดับภาค มีการทำงานเชื่อมโยงเครือข่ายลงไปถึงชุมชนหมู่บ้านทั่วประเทศ ส่วนมหาวิทยาลัยมหิดลนั้นดูแลเครือข่ายระดับภูมิภาคในประเทศเชื่อมโยงออกไปยังเครือข่ายนานาชาติ โดยเน้นกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน แหลมทอง และอินโดจีน ชื่อ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน

ต่อมาเครือข่ายหน่วยงานดังกล่าวที่ดูแลโดยกระทรงสาธารณสุขนั้น ก็ได้พัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนสุขภาพภาคประชาชน หรือ สช  ส่วนศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐานอาเซียน ในความดูแลของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ก็ได้พัฒนาเป็น สถาบันพัฒนาสาธารณสุขอาเซียน และต่อมาเป็น สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน : AIHD : ASEAN Institute for Health Development ดังปัจจุบัน

  ปัจจัยความสำเร็จของการสาธารณสุขมูลฐาน คือ อสม และพลังคุณธรรมต่อส่วนรวม 

เครือข่ายหน่วยงานดังกล่าวนี้ ประสานความร่วมมือทางวิชาการ ระดมทรัพยากร ตลอดจนสร้างยุทธศาสตร์การร่วมกันพัฒนาเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในระบบสุขภาพ การพัฒนาท้องถิ่น และการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนระดับต่างๆเป็นอย่างมาก เป็นความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับของนานาประเทศ ซึ่งต่อมา องค์การอนามัยโลกก็จัดว่าบทเรียนการดำเนินงานพัฒนาประเทศโดยกลวิธีการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทยนั้น เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของโลกประเทศหนึ่ง และหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งองค์การอนามัยโลกเอง ก็ร่วมกันถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวของประเทศไทยนี้ให้กับอีกหลายแห่งของโลก

ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าวนั้น รูปแบบการทำงานอย่างได้ผล ครอบคลุมไปถึงคนส่วนใหญ่ในชุมชนต่างๆของประเทศก็คือ การระดมพลังจิตอาสาของชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาโดยใช้ชื่อว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อสม ซึ่งทุก ๑๕ ครัวเรือนในทุกหมู่บ้านจะมี อสม ๑ คน จังหวัดหนึ่งจึงจะมี อสม นับแต่ ๒-๓ หมื่นคน ไปจนถึง ๘ หมื่น - แสนคน ทั่วประเทศในปัจจุบันนี้จึงมี อสม อยู่กว่า ๑.๑ ล้านคน นับว่าเป็นศักยภาพและทุนทางสังคมที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศมาก อีกทั้งกล่าวได้ว่า ในรอบ กว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมานี้ ความเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาสุขภาพที่สำคัญที่สุดของประเทศนั้น เกิดจากบทบาทการมีส่วนร่วมของชุมชน ด้วยพลังจิตอาสาของ อสม นี่เอง

  สู่ทศวรรษที่ ๔ และความจำเป็นต่อการค้นหาอนาคตการพัฒนา 

การดำเนินงานดังกล่าวได้ผ่านไปกว่า ๓๐ ปีและเริ่มย่างเข้าสู่ทศวรรษที่ ๔ ซึ่งการพัฒนาสุขภาพก็ได้ดำเนินการไปในแนวทางที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสนองตอบต่อความจำเป็นของการพํมนาในเงื่อนไขแวดล้อมที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ใช้รูปแบบ การพัฒนาเมืองน่าอยู่ซึ่งเป็นการนำเอาปัจจัยทางสังคม สิ่งแวดล้อมเมืองและการพัฒนาเมือง การเมือง ศิลปวัฒนธรรม มาบูรณาการกับการพัฒนาสุขภาพ (Socio-economic and Cultural Determinants in Health), การสร้างเสริมสุขภาพซึ่งเป็นการปรับกระบวนทรรศน์สุขภาพจากที่เน้นการตั้งรับและรักษาทางการแพทย์ให้หายจากความเจ็บป่วย (Illness Health) ไปสู่การเน้นสุขภาพเชิงรุกเพื่อป้องกันและส่งเสริมปัจจัยที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีซึ่งเรียกว่า Proactive Health, การสร้างสุขภาวะชุมชนซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทรรศน์จากเรื่องสุขภาพของปัจเจกบุคคลเป็นภาวะสุขภาพของชุมชนและความเป็นส่วนรวมมากขึ้น เหล่านี้เป็นต้น

ขณะเดียวกัน กลวิธีการสาธารณสุขมูลฐานก็ได้ลดบทบาทไปหลายด้าน คณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐานแห่งชาติซึ่งบ่งบอกความสำคัญว่าเป็นองค์กรอิสระและเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติก็ยุบ และงานสาธารณสุขมูลฐานก็เป็นหน่วยงานย่อยระดับกองในกรมสนับสนุนบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข และ อสม ก็ไม่มีสถานะและบทบาทอันแน่ชัดว่าจะสลายไป หรือว่าจะพัฒนาตนเองไปในแนวทางใด ชุมชนและสังคมมีความคาดหวังอย่างไร รัฐบาลและสังคมควรจะมีแนวนโยบายสำหรับการพัฒนาไปสู่อนาคต อย่างไร

 การพัฒนานโยบายเพื่อการสนับสนุนศักยภาพ อสม สู่การบริการระบบสุขภาพชุมชน

ปัจจุบัน การดำเนินงานพัฒนาระบบสุขภาพที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ริเริ่มและดำเนินการขึ้นในประเทศก็คือระบบการบริการสุขภาพชุมชน ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดกับผลของการพัฒนาต่างๆที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและการที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการพัฒนาในหลายมิติ ทั้งการพัฒนารูปแบบอันหลากหลายและยืดหยุ่นต่อบริบทของชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ใกล้บ้าน ใกล้ใจ และต้องอาศัยปัจจัยการดำเนินการที่สำคัญหลายด้าน ส่วนหนึ่งนั้นก็คือพลังการมีส่วนร่วมและระบบดำเนินการที่ภาคประชาชนจะสามารถดำเนินการอย่างพึ่งตนเองได้ องค์ประกอบดังกล่าวนี้ อสม ถือว่าเป็นทุนทางสังคม (Social Capitals) ที่สำคัญ จึงมีความจำเป็นและเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำการวิจัยและพัฒนาแนวนโยบาย ตลอดจนมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ อสม ให้มีบทบาทเชื่อมโยงสู่การพัฒนาระบบการบริการสุขภาพชุมชน

  ข่ายวิจัยนโยบายการเสริมศักยภาพ อสม สู่การพัฒนาในอนาคต 

ด้วยความสำคัญและความเป็นมาที่กล่าวมาดังข้างต้น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส) กับ กองสนับสนุนการพัฒนาสุขภาพภาคประชาชน (สช) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกันพัฒนาโครงการขึ้นเพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนานโยบายสำหรับส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพ อสม ให้เชื่อมโยงเข้าสู่การบริการระบบสุขภาพชุมชน โดยได้รับความร่วมมือเป็นผู้ดำเนินการจาก คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

                     

โครงการวิจัยดังกล่าว ดำเนินการในรูปแบบข่ายการวิจัยและประเมินอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Rapid Appraisal : PRA) รองศาสตราจารย์ ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง สาขาวิชาสังคมศาสตร์การแพทย์ และศูนย์ศึกษานโยบายสาธารณสุข เป็นหัวหน้าโครงการและมีกลุ่มนักวิชาการจากหลายแห่งร่วมกันเป็นทีมวิจัยหลัก พื้นที่ตัวอย่าง ๘ จังหวัด ครอบคลุม ๔ ภูมิภาค ภาคละ ๒ จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ พิจิตร โคราช ยโสธร สระแก้ว กาญจนบุรี นครศรีธรรมราช และสงขลา แต่ละจังหวัดจะสร้างทีมประสานการวิจัย และมีเครือข่ายการวิจัยในพื้นที่ไปตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงคุณภาพของผลการวิจัยและโอกาสการเรียนรู้ สร้างคนและทุนทางสังคมเพื่อทำงานให้กับสังคม ทุกภาคมีศูนย์ส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชนเป็นเครือข่ายประสานงานกับทีมนักวิจัยส่วนกลาง

กิจกรรมสำคัญในโครงการนี้จะดำเนินการร่วมกันเป็น ๓ ระยะ โดยระยะแรก จะระดมกันวิเคราะห์และศึกษาสถานการณ์ของจังหวัดอย่างรอบด้านเพื่อดูสถานะว่าศักยภาพของ อสม ในบริบทของพื้นที่ระดับจังหวัดต่างๆเป็นอย่างไร มีรูปแบบการดำเนินงานเชิงรุกของตนเองอย่างไร ผลกระทบเชิงบวก เชิงลบ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคเป็นอย่างไร จากนั้น ระยะที่สอง ก็จะเป็นข่ายการวิจัยร่วมกันทำกรณีศึกษาเชิงลึกของแบบอย่างที่ดีตามประเด็นสำคัญต่างๆ ระยะที่สาม จะร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ พัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและผลักดันการนำไปสู่การปฏิบัติใระดับต่างๆร่วมกันต่อไป โดยมีระยะเวลาดำเนินการ ๑ ปีถึงปี ๒๕๕๔

  จุดเริ่มต้น    พัฒนาเครือข่ายและพัฒนาแผนเพื่อระดมปฏิบัติการวิจัยร่วมกัน 

เมื่อวันอังคารที่ ๙ - พุธที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา โครงการข่ายการวิจัยประเมินอย่างมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนานโยบายสนับสนุนศักยภาพ อสม เข้าสู่การบริการระบบสุขภาพชุมชนนี้ ได้เริ่มสร้างทีมวิจัยของจังหวัดและพัฒนาความร่วมมือของเครือข่ายหน่วยงาน สช ของภาคต่างๆ ที่วังยางรีสอร์ต จังหวัดสุพรรณบุรี ผมร่วมเป็นทีมนักวิจัยส่วนกลาง และในเชิงพื้นที่ ก็จะทำงานร่วมกับทีมพื้นที่ของภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่และพิจิตร หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้แล้ว ทีมจังหวัดและข่ายการวิจัยจะร่วมกันวิเคราะห์กรณีศึกษาระดับจังหวัดในระยะแรกก่อน โดยจะดำเนินการไปถึงประเมาณเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓

                    

                    

                    

                    

                    

                    

  การจัดการความรู้และบริหารจัดการข่ายการวิจัยทางไกลจากอินเทอร์เน็ต 

ทางข่ายการวิจัยขอให้ผมช่วยเปิดบล๊อกเป็นเวทีประสานเครือข่ายการทำงานให้หน่อย ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจของผมอยู่พอดี เลยก็เป็นที่มาของบล๊อกซึ่งเป็นเวทีข่ายการวิจัยสุขภาพชุมชนและ อสม นี้นะครับ หน้านี้เป็นหน้าแนะนำเพื่อให้เครือข่ายทุกท่าน รวมไปจนถึงประชาชนและผู้สนใจทั่วไปได้ใช้เป็นช่องทางการสื่อสารและบริหารจัดการเครือข่าย รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มีความหมายที่สุดอย่างที่ทุกท่านสนใจ

                                  เวทีในบล๊อกนี้เชื่อมโยงกับภารกิจของเครือข่ายการวิจัยได้อย่างไรบ้าง ?                                   

  • จัดการความรู้ สร้างความรู้ สังเคราะห์และผลิตความรู้ สนับสนุนเครือข่ายการทำงาน : ผมจะร่วมกับท่านอื่นๆช่วยกันสังเคราะห์ความรู้และจัดการความรู้ไปตามความจำเป็น ทั้งเพื่อสนับสนุนการทำงานและเพื่อเป็นโอกาสให้เครือข่ายได้เพิ่มพูนประสบการณ์วิชาการตนเอง เท่าที่คิดได้จากเนื้องานและที่เวทีเสนอแนะผมไว้ก็เช่น ระเบียบวิธีและเทคนิควิธีการวิจัยผสมผสานโดยเน้นวิจัยและปฏิบัติการเชิงสังคม | การสร้างทีมวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมในแนวประชาคม | การสร้างทีมวิทยากรกระบวนการ | การบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสมและอย่างเป็นระบบ | การวาดรูปและการถ่ายรูปเพื่อบันทึกข้อมูลและถ่ายทอดสื่อสาร | การจัดกระบวนการเวทีเพื่อวิจัยและเพื่อขับเคลื่อนชุมชน | การนำเสนอและเผยแพร่การวิจัยที่มุ่งขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์ของชุมชน | แล้วก็เชิญทุกท่านด้วยนะครับ
  • บันทึกและสะสมความรู้จากพื้นที่ : เก็บบันทึกรวบรวมข้อมูลและเป็นช่องทางรายงานบทเรียนอันหลากหลายจากประสบการณ์ของพื้นที่และเครือข่ายจากชุมชนต่างๆของประเทศ ที่เอื้อต่อการทำได้เองของชาวบ้านและคนทำงานในหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่
  • เวทีสื่อสาร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประชาสัมพันธ์โครงการ : เป็นช่องทางสื่อสาร พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำรวจความเคลื่อนไหวทั่วประเทศ และเผยแพร่สื่อสารกิจกรรมการเคลื่อนไหวของทุกพื้นที่จังหวัดด้วยตนเอง
  • คลังทรัพยากรวิชาการ : รวบรวมแหล่งวิทยาการ ฐานข้อมูล และข้อมูลการติดต่อประสานงานทุกชนิดของเครือข่าย ทุกพื้นที่จะได้สามารถพัฒนาเครือข่ายของตนพร้อมกับเข้าถึงทรัพยากรทางวิชาการเพื่อพัฒนางานของตนให้ดียิ่งๆขึ้น
  • ทดลองสังเคราะห์ความรู้และปฏิบัติการวิจัยระยะไกลทางเว็บ ICB / WBRN : Integrated Community-Based and Web-Based Research Net-Working : ข่ายการวิจัยนี้ครอบคลุม ๘ จังหวัดของทุกภูมิภาค อีกทั้งมีระยะเวลาอันจำกัดมาก จึงเชื่อว่า ผม ดร.ลือชัย  ทีมนักวิจัยส่วนกลางและทีมประสานการวิจัยของ สช จะไม่สามารถลงพื้นที่ได้ทั่วถึงและปฏิสัมพันธ์ได้เข้มข้นเพียงพอ ทว่า ประสบการณ์ ศักยภาพ พลังจิตใจและพลังวิชาการของเครือข่ายทุกจังหวัดก็ดีมากเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดว่าโอกาสที่ดีที่สุดที่เกิดจากการทำงานด้วยกันนี้ จะมีบทเรียนที่ดีมากมายให้กับสังคม บล๊อกนี้จึงเป็นทางเลือกสำหรับเข้าถึงประสบการณ์อันหลากหลายและร่วมกันสังเคราะห์บทเรียน ทั้งเพื่อสะท้อนสู่วงจรการทำงาน และเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะร่วมกันไปตลอดโครงการ ผมจะเริ่มต้นให้ไปก่อนนะครับ
  • ช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนาวิธีทำงาน : เครือข่ายวิจัยสามารถใช้เวทีในบล๊อกนี้นำเอาความจำเป็นจากการทำงานมาโยนและแขวนไว้ เพื่อระดมประสบการณ์จากผู้อื่นมาช่วยพัฒนาการตั้งประเด็นคำถาม ปรึกษาหารือการออกแบบกระบวนการ การพัฒนาเครื่องมือและวิธีวิทยาต่างๆที่เป็นการแก้ปัญหาและปรับปรุงการทำงานขึ้นจากความจำเป็นของพื้นที่จริง ซึ่งจะทำให้งานมีความคืบหน้าควบคู่ไปกับการทำให้การวิจัยมีคุณภาพสูงทั้งทางวิชาการและความสอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม

เชิญทุกท่านตามอัธยาศัยครับ ผมจะปรับปรุงรายละเอียดและเชื่อมโยงเว็บต่างๆให้มีเครือข่ายการทำงาน ส่งเสริมข่ายการวิจัยของทุกท่านให้ดียิ่งๆขึ้นในภายหลังนะครับ.