การบรรยายและตอบคำถามของ ดร. ฤทัย หงส์สิริ อธิบดีศาลปกครองกลาง ในหลักสูตรธรรมาภิบาลอุดมศึกษา เมื่อวันที่ ๑๕ ม.ค. ๕๓   ทำให้ผมตระหนักว่าผมมีกระบวนทัศน์ที่ผิดต่อเรื่องการฟ้องร้องต่อศาล


          แทนที่จะมองการฟ้องร้องเป็นความขัดแย้งรุนแรงในระดับโกรธเคืองกัน    ก็ให้มองเป็นการขอให้ตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม (third party) คือศาล    เนื่องจาก ๒ ฝ่ายมองประเด็นไม่เหมือนกัน    ตกลงกันไม่ได้   การฟ้องศาลไม่ได้ฟ้องด้วยความโกรธ แต่ฟ้องด้วยเหตุผลและหลักฐาน  


          การถูกฟ้องเป็นเรื่องที่ไม่ควรตกใจหรือตื่นกลัวจนเกินไป   อย่างที่มักจะเอามาขู่กัน ว่าการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเท่ากับขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในตะรางแล้ว    รอว่าเมื่อไรอีกข้างหนึ่งจะโดนลากหรือผลักเข้าไป   ซึ่งเป็นการขู่ที่ผิด


          การทำงานไม่ว่าหน้าที่ใด หากยึดหลักให้มั่น มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส จริงใจ จริงจัง ระมัดระวัง อย่าให้ผิดพลาดจนเข้าเกณฑ์ประมาทเลินเล่ออย่างรุนแรง   จนเกิดผลเสียหายมากมาย    ความเสี่ยงจะมีไม่มาก (แต่ก็ยังมีนะครับ)


          ยิ่งการฟ้องศาลปกครอง    คำตัดสินที่แสดงว่าแพ้คดีมีเพียงให้แก้ไขคำสั่งเสียใหม่ หรือยกเลิกคำสั่ง    ไม่มีโทษต่อบุคคล


          ความผิดทางแพ่ง ป้องกันได้อีกชั้นโดยที่ทางองค์กรจัดให้มีการประกันการรับผิดทางแพ่งไว้กับบริษัทรับประกัน    และการรับผิดทางแพ่ง ศาลในปัจจุบันก็มีวิธีคิดความเสียหายส่วนที่แต่ละคนรับผิดชอบอย่างเป็นธรรม    ไม่ใช่เอาตัวเลขรวมมาโยนใส่ให้รับผิดชอบทั้งหมด 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๖ ม.ค. ๕๓