ยกแรกเริ่มแล้วสำหรับกระบวนการยกร่างกฎหมายอุดมศึกษาเมื่อวันที่ ๓ ก.พ. ๕๓ เมื่อ สกอ. เชิญประชุมกลุ่มย่อย (focus group) เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับหลักการและสาระที่พึงมีในกฎหมายอุดมศึกษา ที่โรงแรมสยาม ซิตี้ ในช่วงเย็น
พอจะสรุปได้ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องให้รื้อและออกแบบระบบใหม่ (systems design) ให้เป็นหัวรถจักรลากสังคมในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ได้จริง
เป้าหมายคือเพื่อให้อิสระแก่สถาบันอุดมศึกษา และในขณะเดียวกันก็เรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคมจากสถาบันอุดมศึกษาด้วย และไม่เรียกร้องเฉยๆ ตัวระบบจะสร้างข้อมูลและสารสนเทศออกเปิดเผยให้แก่สังคม ให้ประชาชนเลือกใช้บริการของสถาบันอุดมศึกษาได้อย่างคุ้มค่าการลงทุนของตน
เน้นการคุ้มครอง ทั้งผู้บริโภคและผู้ให้บริการที่ดี
เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการกำกับระบบอุดมศึกษา จากเน้นกำกับรายสถาบัน ไปสู่การกำกับระบบเป็นเป้าหมายหลัก มีกลไกสร้างวิวัฒนาการของระบบ แยกแยะวิธีการกำกับระดับสถาบัน โดยกำกับแบบให้อิสระแก่สถาบันที่ควรได้รับความอิสระสูงเพราะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ตรวจสอบเข้มข้นและสวมวิญญาณคุ้มครองสังคมต่อสถาบันที่ไม่รับผิดชอบ
เปลี่ยนยุทธศาสตร์ของการกำกับระบบ จากเน้นกำกับด้วยการออกกฎระเบียบอย่างเดียว แล้วไม่มีเครื่องมือกำกับติดตามตรวจสอบ มาเป็นมีระบบข้อมูลที่แต่ละสถาบันอุดมศึกษาต้องส่งทางระบบสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ เข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง ที่จะประมวลเป็นสารสนเทศที่เปิดเผยต่อสาธาณชน เป็นกลไกหนึ่งของการคุ้มครองผู้บริโภค และคุ้มครองผู้ให้บริการที่ดีไปพร้อมๆ กัน สารสนเทศอีกส่วนหนึ่งใช้ในการสื่อสารระหว่างฝ่ายกำกับระบบ และฝ่ายสถาบันอุดมศึกษา เพื่อร่วมกันหาทางสร้างวิวัฒนาการของระบบ ให้รับใช้สังคมได้อย่าง “ผู้ชี้นำ” และ “ผู้ลงมือทำนำสังคม”
เปลี่ยนชุดทักษะในการกำกับระบบ จากทักษะของการควบคุมสั่งการเชิงงานธุรการ เป็นทักษะของการสร้างการสื่อสารหลายทางด้วยสารสนเทศเพื่อทำความเข้าใจแต่ละส่วนของระบบกำกับดูแล เพื่อ coordinate กลไกกำกับดูแลที่มีอยู่มากมายหลากลายกว่าสิบกลไก ให้ทำงานประสานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน เป็นการเปลี่ยนจาก regulation-based management (แบ ก) ไปเป็น knowledge-based & communication-based management (แบบ ข) หรือจริงๆ แล้วใช้ทั้ง ๒ แนวทาง แต่เปลี่ยนจากสัดส่วน แบบ ก : แบบ ข = 80 : 20 ไปเป็น 20 : 80
หน้าที่ของ กกอ./สกอ. จะเปลี่ยนมา coordinate กลไกกำกับดูแลที่มีอยู่หลากหลายมาก ทั้งที่เป็นกลไกโดยตรงและโดยอ้อม และ coordinate โดยใช้กลไกแบบ ก + แบบ ข ในสัดส่วน 20 : 80
ในที่ประชุม มีการเสนอว่า ต้องไม่ใช่แค่เปลี่ยนกฎหมาย ต้องเปลี่ยนโครงสร้าง และเปลี่ยนทักษะของเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องด้วย รวมทั้งความรู้ความเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการสภามหาวิทยาลัย เพราะการให้อิสระแก่สถาบันอุดมศึกษาต้องมากับสภามหาวิทยาลัยที่เข้มแข็ง
บรรยากาศในที่ประชุม มีการพูดถึงด้านลบของพฤติกรรมไม่รับผิดชอบต่อสังคมของบางสถาบันการศึกษามากมาย อย่างน่าตกใจ จนผมกังวลว่า จะโดนบรรยากาศนี้ชักจูงให้คิดหาทางป้องกันความไม่รับผิดชอบจนเกิดความเคร่งครัดเกินไปของระบบกำกับดูแล
ผมคิดว่าระบบกำกับดูแลต้องใช้ยุทธศาสตร์แยกแยะ และดำเนินการ แนว ๒ ขั้วคู่ขนาน โดยขั้วหนึ่งคือการส่งเสริมให้อิสระ แก่สถาบันที่มีคุณภาพสูง มีความรับผิดชอบสูง อีกขั้วหนึ่งคือการเข้มงวดตรวจสอบและคุ้มครองผู้บริโภค แก่สถาบันที่มีปัญหาด้านคุณภาพและความรับผิดชอบ กฎหมายที่จะยกร่างขึ้นใหม่ควรเน้นยุทธศาสตร์แยกแยะ ไม่ตกหลุมกฎระเบียบแนว one size fits all
ผมคิดว่าหัวใจสำคัญที่สุดคือ การยกระดับความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ต่อสังคมของอุดมศึกษาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง คือระดับที่ทำหน้าที่ร่วมเป็น partner กับทุก sector ของสังคม ในการสร้างสรรค์สังคมไทยยุคโลกาภิวัตน์ + ท้องถิ่นภิวัตน์ ในเวลาเดียวกัน ให้เป็นสังคมเรียนรู้
กฎหมายใหม่จึงต้องเขียนให้ระบบอุดมศึกษาเป็นระบบที่เรียนรู้และปรับตัว (Complex-Adaptive Systems) มีกลไกให้เรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ต้องดึงระบบอุดมศึกษาออกจากหล่มแห่งกระบวนทัศน์อำนาจ กระบวนทัศน์ความสัมพันธ์แนวดิ่ง สู่กระบวนทัศน์เรียนรู้และปรับตัว เปลี่ยนจากกระบวนทัศน์ power-based ไปเป็น knowledge-based, horizontal relationship-based
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.พ. ๕๓
เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ครับ แต่ปัญหาของมหาวิทยาลัยอยู่ที่การบริหารของอธิการบดี หากท่านเก่ง มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และปฏิบัติตนน่าเคารพยกย่อง สังคมจะยอมรับสูง แต่หากท่านไม่มีความแน่นอน เพราะอายุมาก มีปากเป็นอาวุธ และความคิดยากที่ใครจะคาดเดาว่าจะมาอารมณ์ใด มหาวิทยาลัยนั้นคงต้องชงักการพัฒนาอีกนาน อยากเสนอท่านอาจารย์ในฐานะประธานกกอ ช่วยดูแลด้วยครับไม่อยากให้การดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่เกินกว่า 2 วาระ การที่บุคคลเดิมกลับมาอีกในวาระ 3 ที่เริ่มต้นใหม่จะก่อให้เกิดพวกพ้องและการตามล้างแค้นที่ท่านคิดไปเองเนื่องจากอายุมากและอิจฉาริษยาเด็กที่ก้าวหน้ากว่าท่านในอดีตที่เมาตลอดเวลา แต่กลับตัวได้ในวัยก่อนเกษียณ การแก้กฎเกณฑ์และดูแลมหาวิทยาลัยที่ใกล้ชิดจะดีกว่าปล่อยอิสระจนเลยเถิด แม้สภามหาวิทยาลัยยังเกรงกลัว สงสารภาษีของราษฎรที่ต้องจ่ายเงินเดือนเรือนแสนเถอะครับ