จุดประกายเชื่อมโยงความรู้แนวคิด 5 Discipline ไปใช้ในการบริหารงาน

  

ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Peter_Senge.jpg

 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส ทฤษฎี 5 Discipline ของ Peter Senge อันโด่งดังในวงการ LOKM จากหนังสือ “เจาะลึกองค์กรเรียนรู้ และการบริหารความรู้ : The Inner Path of Learning Organization “ ของท่านไร้กรอบ (ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ http://gotoknow.org/blog/ariyachon ) แต่การนำทฤษฎีนี้ไปปฏิบัติของผมกลับไม่ใช่วงการ LOKM ผมได้นำเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับการบริหารทีมงานเล็กๆ ที่ผมรับผิดชอบอยู่ จำนวน 5 คน แต่ละคนทำหน้าที่เป็นนักฝึกอบรมแบบครบวงจร คือ เป็นทั้งผู้ดูแลภาพรวมของหลักสูตรจัดการอบรมและเป็นวิทยากรด้วย ผมนำแนวคิดนี้มาเป็นค่านิยมร่วมที่เป็นพื้นฐานการทำงานร่วมกัน โดยตีความ เรียงลำดับและประยุกต์ใหม่ดังนี้

 

ภาพจาก http://www.thaispecial.com/bookshop/newbookpreview.asp?booklist=9749409876

 

1. Share Vision :

ผมบอกกับทีมงานว่า การทำงานในทีมของเราต้องมีเป้าหมายร่วมกัน เราทำงานเพื่ออะไร วัตถุประสงค์ของงานคืออะไร เป้าหมาย KPI ของงานเป็นอย่างไร เราจะทำงานให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้อย่างไร แน่นอนว่าเรามีนโยบายภาพใหญ่ของบริษัทอย่างชัดเจนอยู่แล้ว คือ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและการให้บริการลูกค้าเป็นหลัก ส่วนนโยบายของทีมเราเองคือ ทุกคนต้องสอนวิชาพื้นฐาน วิชาหลักได้ตามมาตรฐานเดียวกัน และสอนแทนกันได้ทุกคน โดยดำเนินการตามรายละเอียดของบันทึกที่ผมได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ ดังนี้http://gotoknow.org/blog/attawutc/252721 ปกติผมจะมีการประชุมเพื่อ Updated งานร่วมกันทุกเช้าวันจันทร์หรือวันแรกของสัปดาห์ก่อนเริ่มงานในแต่ละสัปดาห์นั้นๆ ผมบอกกับทีมงานว่า ผมในฐานะหัวหน้าทีมจะดูภาพรวมทุกเรื่อง แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปคลุกหรือลงลึกกับทุกเรื่อง เพราะมีพวกเราคอยช่วยกันทำในหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่บางเรื่องที่ผมยังเข้าไม่ถึงต้องอาศัยพวกเราช่วยกระจายข่าวร่วมกันผ่านสื่อต่างๆ ที่เป็นไปได้ เช่น การพูดคุยในที่ประชุม การคุยกันในกลุ่ม การส่ง Email เป็นต้น หัวหน้าทีมในการบริหารงานในลักษณะนี้จึงดูเหมือนไม่ใช่หัวหน้า เพราะหัวหน้า (ตัวผมเอง) จะทำตัวกลมกลืนไปกันทีม ทำหน้าที่คอยช่วยเหลือทีม และขับเคลื่อนการดำเนินการไปให้ถึงเป้าหมาย แต่บางครั้งต้องทำหน้าที่เหมือนพนักงานขายของไปขายสินค้า (หลักสูตร) ยังต้นสังกัด เมื่อขายได้แล้วก็ให้ทีมงานผลิตสินค้า (จัดการอบรมตาม Need) ส่งให้ต้นสังกัดตามความต้องการที่จำเป็นต่อการทำงาน (Need) ต่อไป หรือบางครั้งลูกค้า (ต้นสังกัด) อาจจะมี Order สินค้าเข้ามามาก แต่ความสามารถในการผลิตของทีมยังผลิตให้ได้ไม่ทัน ผมก็ต้องมีการเจรจาต่อรองการผลิตและส่งมอบสินค้าให้สมดุลกัน เหล่านี้ต้องอธิบายให้ทีมเข้าใจตรงกัน

 

2. Personal Mastery :

หลังจากที่ทุกคนมีค่านิยมเป้าหมายร่วมกันแล้ว การที่แต่ละคนจะต้องทำงานไปให้ถึงเป้าหมายนั้น ทุกคนต้องมีดีในตัว ต้องมีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ตาม KUSA (ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ทัศนคติ) ผมบอกกับทีมงานว่างานที่แต่ละคนรับผิดชอบต้องมีความเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ เป็นอย่างดี นอกความเชี่ยวชาญแล้วยังต้องมีความช่ำชองด้วย นั่นคือ สามารถปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล และต้องสามารถสอนผู้อื่นให้ได้ตาม KUSA ได้ด้วย ทั้งนี้ต้องให้แต่ละคนได้มีโอกาสทำงานให้ครบทุกฟังก์ชัน โดยผมให้รุ่นน้องประกบกับรุ่นพี่ คอยเรียนรู้และรับผิดชอบงาน จนสามารถบินเดี่ยวได้

 

3. Team Learning :

ถึงแม้ว่าการทำงานของแต่ละคนจะมีทั้งความเชี่ยวชาญและช่ำชองแล้วก็ตามผมคิดว่าการทำงานไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลก็ยังไม่เพียงพอ เพราะถ้าแต่ละคน ต่างคนต่างทำและไม่เรียนรู้งานของแต่ละคน การบริหารงานก็อาจจะไม่คล่องตัว และงานก็ไม่มีการพัฒนา ผมบอกทีมงานไว้ว่าเราต้องเรียนรู้ร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน Updated อยู่ตลอดเวลา ผมพยายามให้ทุกคนได้เรียนรู้ด้วยกัน การอบรมเพื่อเติมความรู้จากหน่วยงานภายนอกพยายามให้ทุกคนไปให้ครบในแต่ละเรื่องตามความรับผิดชอบ โดยทยอยกันไปรวมทั้งตัวผมเองด้วย ส่วนตัวผมเองพยายามให้ทีมงานได้เรียนรู้ความรู้แนวข้างด้วย ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้หลัก (Technical) สำหรับการทำงาน แต่เป็นความรู้ที่จะช่วย Support ในการทำงานราบรื่นขึ้น เช่น การแนะนำ ชวนดูหนัง ฟังเพลง แลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน เป็นต้น ผลของการดูหนัง ฟังเพลง ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้อบรมพนักงานได้อีกด้วย (ตัวอย่างบางเรื่องดูรายละเอียดตาม Link นี้ http://gotoknow.org/blog/attawutc/286837 , http://gotoknow.org/blog/attawutc/300812 , http://gotoknow.org/blog/attawutc/320250 )

 

4. Systemic Thinking :

ตามความหมายเดิมจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “วิธีการคิด การอธิบาย และการทำความเข้าใจในปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยการเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยองค์ความรู้ที่เป็นสหวิทยาการ นำมาบูรณาการขึ้นเป็นองค์ความรู้ใหม่” แต่ผมคิดว่าแนวคิดเหล่านี้มันได้ฝังอยู่ใน ข้อ 1-3 ที่ผมได้กล่าวมาแล้ว ผมจึงตีความแปลความหมายเพื่อใช้งานไปอย่างตรงตัวคือ การคิดอย่างเป็นระบบ ผมได้ชักชวนทีมงานให้นำหลักวิทยากรการคิด ที่แต่ละคนได้ศึกษาอบรมมา มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ให้เป็นระเบียบและเข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเนื้อหาที่ได้จากการอบรมเรื่อง “การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด” (http://gotoknow.org/blog/attawutc/309226) ก่อนหน้านี้ทุกคนในทีมก็ได้มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับความคิดมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การใช้สมองซ้ายขวา การคิดด้วยหมวก 6 ใบ การคิดด้วยแนวพุทธ (โยนิโสมนนสิการ กาลามสูตร พหรมวิหาร4 อิทธิบาท4 สังคหวัตถุ 4 ฯลฯ)  เป็นต้น

 

5. Mental Model :

ตามความหมายเดิมหมายถึง ภาพในใจ สิ่งที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น  หรือแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนทัศน์ (Paradigm) เดิม ๆ ความเชื่อพื้นฐาน แนวคิดที่ตัดสินไว้ในใจแล้ว ในส่วนนี้ผมได้ตีความและบิดความหมายเชื่อมโยงออกไปเป็นในเรื่องรูปแบบการคิดกับระบบการทำงาน โดยผมบอกทีมงานไว้ว่าการทำงานของทีมงานเราต้องมีรูปแบบที่ชัดเจน มีระบบการทำงานที่ชัดเจน สืบค้นได้ ยึดมั่นในหลักการตามหลักธรรมมาธิปไตย (ไม่เผด็จการ และไม่ตามโลกตามกระแส)

 

 ภาพจาก http://www.infed.org/thinkers/senge.htm

 

จากแนวคิดที่ผมนำเสนอมาดังกล่าว อาจจะมองได้ว่าไม่เคารพและบิดเบือนทฤษฎีของ Peter Senge แต่เมื่อมองในมุมของการต่อยอดเชื่อมโยงจุดประกายความรู้จากวงจรโนนากะแล้ว (คุย คิด คลิก คลำ)  ผมคิดว่าน่าจะเป็นการสร้างแนวทางขององค์ความรู้ที่นำไปใช้งานได้ให้เหมาะกับบริบทที่เกี่ยวข้องได้ ผมมองว่าถ้าเรานำมาใช้แบบตรงๆ ทื่อๆ ก็จะเป็นการเรียนรู้แบบท่องจำเหมือนกับการลอกสำเนา ไม่เป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริง ตามแนวคิดของ LOKM ผมเข้าใจว่า “เราต้องพยายามสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อยู่เสมอ”

 

ข้อมูลอ้างอิงจากhttp://www.ns.mahidol.ac.th/english/KM/article005.htm , http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=2121 , http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=2482&PN=1 และ http://thegu.exteen.com/20080605/entry