กรอบแนวคิดในการวิเคราะห์โซ่อุปทานเพื่อปรับปรุงกระบวรการธุรกิจ (2): Unintended Consequences


แม้ว่าจะมีคุณเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นหรือไม่ ระบบเหล่านั้นก็ยังมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันอยู่ดีนะครับ ดังนั้น โอกาสที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำๆมีได้เสมอครับ และต้องไม่ลืมว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วยนะครับ

ตอนที่แล้ว ทิ้งไว้ถึง Unintended Consequeneces ตอนนี้มาดูว่า Unintended Consequences เกิดขึ้นได้อย่างไร แตกต่างจาก Side Effect อย่างไร

ตัวอย่างของ Side Effect ที่ยกไว้ก็คือ อาการง่วงซึมจากการทานยาแก้ไข้  เอาตัวอย่างเดียวกันในกรณีของ Unintended Consequences เช่น อาจมีใครสักคนที่คุณไม่รู้จักกำลังจะเดินทางไปต่างประเทศแต่ต้องตกเครื่องบิน เพราะคุณทานยาแก้ไข้ละกันครับ

อาจจะดูไม่สมเหตุสมผลในเชิงตรรกกะนัก แต่มันก็เกิดขึ้นได้ โดยประกอบขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆร่วมกันครับ นั่นคือ คุณไม่สบายเลยต้องทานยาแก้ไข้ แต่จำเป็นต้องออกไปธุระข้างนอก ในขณะขับรถเกิดอาการง่วงซึมและหลับในไปชั่วเสี้ยววินาทีเดียว รถของคุณเกิดไปเฉี่ยวกับรถคันข้างๆ (คนในรถคันข้างๆยังไม่ใช่คนที่จะไปต่างประเทศนะครับ) คุณต้องลงมาตกลงกับรถคู่กรณี

ช่องทางเดินรถช่องเดียวจากสามช่องทางที่รถพวกคุณขวางอยู่ ทำให้จราจรติดขัดยาวเหยียด ในที่สุดคนที่คุณไม่รู้จักซึ่งกำลังเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ นั่งรถ Taxi ข้ามแยกมาพอดีในจังหวะเดียวกันที่รถของคุณและคู่กรณีจอดขวางอยู่ขวางหน้า ห่างจากที่เกิดเหตุหลายร้อยเมตร ติดแหง็กครับ กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง ตกเครื่องบินไปตามระเบียบครับ (ไม่ว่า คุณจะอยู่ที่ไหนของกรุงเทพฯและปริมณฑล ก็จะมีป้ายบอกทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ตอนนี้ไปไหนไม่ได้ ป้ายบอกทางเหล่านั้นไร้ประโยชน์ครับ)



อาจจะดูว่าเป็นเหตุการณ์เว่อร์ๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้นะครับ แต่เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นทุกวันครับ ซึ่งมันเกิดขอบเขตที่เราจะสังเกตเห็นได้ครับ องค์ประกอบทั้งหมดมันเกิดจากระบบที่มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน เช่นในกรณีนี้ ประกอบด้วย 1) ระบบสาธารณสุข 2) ระบบจราจร 3)ระบบกฎหมาย/การปกครอง 4) ระบบการประกันภัย หรือระบบการศึกษา แม้กระทั่งระบบสื่อสารมวลชน หรือเทคโนโลยีสารสนเทศฯลฯ ระบบเหล่านี้สัมพันธ์กันอยู่นะครับ ไม่มีใครปฏิเสธถึงความสัมพันธ์ของระบบเหล่านี้ได้ครับ แต่ถ้าพิจารณาเพียงเหตุการณ์ คุณก็อาจจะเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน

คุณอาจสงสัยว่า แล้วระบบเหล่านี้เกี่ยวข้องจนผลิตเหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมจะอธิบายด้วยวิธีการเล่าเรื่อง (Story Telling) นะครับ โดยเริ่มจาก ยาแก้ไข้เป็นผลผลิตของระบบสาธารณสุขนะครับ การให้บริการสาธารณะสุขทำให้เราเข้าถึงตัวยาได้อย่างง่ายดาย คุณสามารถหาซื้อยาแก้ไข้ได้ตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป ทำให้เมื่อคุณบริโภคยาเข้าไปแล้ว อาจจะไม่ได้คำนึงถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น อาจจะเพราะความเคยชินหรือความเผอเรอ ซึ่งเกิดจากความยาก/ง่ายในการเข้าถึงยาแก้ไข้นี้ก็เกี่ยวข้องกับระบบกฎหมายนะครับ คือ ถ้ากฎหมายกำหนดไว้ว่าไม่สามารถซื้อยาแก้ไข้ได้หากไม่มีใบสั่งจากแพทย์ คุณก็ไม่สามารถหายาแก้ไข้ทานได้นะครับ หรือเมื่อคุณไปพบแพทย์ก็อาจจะได้รับคำปรึกษาถึงการใช้ยา ทำให้ไปลดระดับความเคยชินที่จะไปขับรถหลังทานยาแก้ไข้เข้าไป หรือมีบทลงโทษเป็นตัวอย่างจากคดีที่เกิดจากเหตุการณ์อุบัติเหตุจากการใช้ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึมแล้วไปขับรถ ก็จะไปลดระดับความประมาทของคุณได้ครับ

ส่วนระบบจราจร ก็เกี่ยวข้องแน่ๆอยู่แล้วครับ ถ้าคุณขับรถอยู่ในบ้านตัวเองก็คงไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทว่า คุณไปขับขี่บนท้องถนนที่มีผู้ใช้รถอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อไปเฉี่ยวชน คุณก็เรียกตัวแทนจากประกันภัย ให้เข้ามาเคลียร์ กว่าตัวแทนจะมา รถของคุณและรถคู่กรณีก็เคลื่อนไม่ไหนไม่ได้ ขวางไว้หนึ่งช่องทางการจราจร (ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่าเรื่องการเคลื่อนย้ายรถจากสถานที่ประสบอุบัติเหตุในขณะที่ต้องรอตัวแทนจากประกันภัย เอาเฉพาะการรับรู้จากประสบการณ์นะครับ ไม่นับรวมความรู้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเท่าที่เคยเจอมา ก็เห็นว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เคลื่อนรถไปไหน รอจนกว่าประกันจะมาถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เรื่องการรับรู้เหล่านี้ก็เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ระบบสารสนเทศ การสื่อสารมวลชนด้วยนะครับ ซึ่งการรับรู้เหล่าข้อมูลสารสนเทศเหล่านี้มีผลต่อการตัดสินใจของคุณนะครับ) เอาเป็นว่าเราไม่ได้เคลื่อนย้ายรถออกจากที่เกิดเหตุละกัน รถที่ตามหลังมาก็ต้องชะลอตัว จากสามช่องทางสู่สองช่องทางเป็นคอขวด ทำให้รถติด ยิ่งรอนาน รถยิ่งติดยาวนะครับ

พอจะเห็นเค้าร่างของความสัมพันธ์ของระบบนะครับ ที่สำคัญก็คือ แม้ว่าจะมีคุณเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นหรือไม่ ระบบเหล่านั้นก็ยังมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันอยู่ดีนะครับ ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ซ้ำๆมีได้เสมอครับ และต้องไม่ลืมว่าพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วยนะครับ

ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างระบบเหล่านี้เราจะรู้ได้ไงครับว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดหรือเหตุการณ์ใดจะไม่เกิด ไม่มีใครรู้ครับ ถ้าเคยอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีความไม่แน่นอนมักจะมีการบอกไว้ว่า "เราไม่รู้หรอกว่าอะไรมันจะเกิด จนกว่ามันจะเกิด"

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบนะครับ ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ (Decision) ตั้งแต่เริ่มละครับ ถ้าคุณตัดสินใจไม่ทานยา เรื่องราวที่ตามมาก็ไม่เกิดขึ้น สมมุติไปไกลกว่านั้น ถ้าระบบวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากนี้ ยาแก้ไข้อาจจะไม่มีผลข้างเคียง หรือคนที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศออกเดินทางไปอีกเส้นทางหนึ่ง หรือออกเดินทางเร็วหรือช้ากว่าเดิม ในกรณีที่เร็วกว่าเดิมรถ Taxi อาจจะอยู่ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์รถชนนะครับ แต่ถ้าช้ากว่าเดิมอาจทำให้ไม่ต้องข้ามแยกมาในจังหวะที่รถของคุณกำลังจะชน สร้างทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงเส้นทางที่มีให้เลือกมากมายครับ

คุณจะเห็นถึงความสำคัญว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะดีจะเลวร้ายเพียงใด เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครับ แล้วเกิดขึ้นในหลายระดับด้วยนะครับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล จากตัวอย่างข้างต้น ระดับบริหารในองค์กรธุรกิจ ระดับประเทศ ระหว่างประเทศ แล้วแต่เงื่อนไขพฤติกรรม (Behavioral Rules) ครับ ซึ่งการตัดสินใจของคนหนึ่งไปมีผลกระทบกับอีกคนหนึ่งหรือต่อเหตุการณ์อื่นๆ ตลอดเวลานะครับ อย่างที่กล่าวว่าไว้ข้างต้นละครับว่าบางทีมันก็เกิน "ขอบเขตที่เราจะสามารถรับรู้ได้"

ตรงนี้ละครับที่เป็น Key Note "ขอบเขตของความสามารถในการรับรู้" บางที่ในระดับของการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อภาพรวม จำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตของการรับรู้ออกไปครับ วิธีการหรือเครื่องมือในอดีตอาจจะไม่เพียงพอต่อการดำเนินการในปัจจุบันแล้วก็เป็นได้ ซึ่งรวมถึงกระบวนทัศน์ที่ฝังอยู่ภายในตัวเรานะครับ ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลสารสนเทศมีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับบริหารการตัดสินใจของผู้บริหารมีผลต่อภาพรวมของระบบ ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องเคลื่อนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากกระบวนทัศน์แบบลดทอน/แยกส่วน(Reductionism) ไปสู่กระบวนแบบองค์รวม (Holism) ครับ

องค์รวมหรือ Holistic ก็คือ ภาพรวมทั้งหมดครับ แตกต่างจากการบูรณาการ (Intergration) นะครับ นัยยะขององค์รวม ในแว่บแรกต้องมองภาพรวมทั้งหมดก่อนเลยครับ ส่วนบูรณาการนี่จะเกิดขึ้นหลังจากเราคิดลดแทน/แยกส่วนแล้ว จากนั้นค่อยเอาผลลัพธ์มารวมกันใหม่ ซึ่งบางทีภาพสุดท้ายของการบูรณาการอาจแตกต่างจากภาพในจินตนาการขององค์รวมนะครับ ซึ่งหมายความว่าเรารวมองค์ประกอบกลับเข้ามาใหม่แล้วอาจจะแตกต่างไปจากความเป็นจริงก็เป็นได้นะครับ

อริสโตเติล ปรัชญาเมธีชาวกรีก เคยกล่าวไว้ครับว่า "The whole is more than sum of its part. ภาพรวมทั้งหมดเป็นมากกว่าผลรวมของส่วนประกอบ"

เพื่อที่จะให้ภาพที่ใกล้เคียงกับความจริงมากที่สุด เราต้องก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิมครับ แทนที่จะตัดเอาปัจจัยที่คิดว่าไม่สำคัญออกไปหรือมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อ ความสัมพันธ์ในของเขตที่เราสนใจเหลือเพียงปัจจัยเพียง 2-3 ปัจจัย แล้วค่อยเอามารวมกันใหม่ ก้าวไปสู่การพิจารณาถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้นที่ทำให้เกิด เป็น "ระบบ (System)" แล้วค่อยๆเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจากระบบหนึ่งไปสู่ระบบหนึ่ง หรือขยายไปสู่ระบบที่ใหญ่ขึ้นครับ เราก็จะมองเห็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงต่อการเป็นเครือข่าย (Network) ขยายตัวไปเรื่อยๆครับ

อย่างไรตามเราก็ยังคงต้องกำหนดขอบเขตที่เรา สนใจครับ เพราะมันสามารถขยายตัวไปเรื่อยๆอย่างไม่ที่สิ้นสุดครับ เราเรียกวิธีคิดรูปแบบนี้ว่า "การคิดเชิงระบบ หรือ Systems Thinking" ครับ

หมายเลขบันทึก: 335227เขียนเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2010 10:22 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 พฤษภาคม 2012 13:33 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี