หากมีสิ้นสมรสต้องนำมาแบ่งเป็นสองส่วนเท่ากันส่วนหนึ่งเป็นของคู่สมรสอีกส่วนเป็นของผู้ตาย ตรงนี้ส่วนมากเข้าใจกันผิด ตัวอย่างเช่น คู่สมรสมีเงินอยู่ 100 ล้าน ต่อมาภรรยาตายลง (เออ...ทำไมไม่เป็นเรา......ฮา.....คุณผู้ชายห้ามคิดนะให้ผมคิดคนเดียว...ฮา...) เงิน 100 ล้านต้องมาแบ่งฝ่ายละ 50 ล้านคือสามีแบ่งไป 50 ล้าน เหลืออีก 50 ล้านก็จะเป็นของภรรยา ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นมรดกของภรรยา ใครเป็นสามีงานนี้ รวย...อิ.อิ..

กลับมาตามคำมั่น ทุกวันอังคาร ( 9 กุมภาพันธ์ 2553 )

มรดกนี้พ่อให้ฉันคนเดียว มีแค่นี้แหละ

ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า ท่านเคยได้ยินคำว่า “  สันดาน " หรือเปล่า ผมเชื่อว่า  คงได้ยินมาบางอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง ขอถามต่อนะ       คำนี้เป็นคำหยาบหรือ  คำสุภาพ ถ้าผมบอกว่าเป็นคำสุภาพจะเชื่อไหม....เอ๊ะ.......วันนี้ชาวฝนแปด    จะมาท่าไหนอีก....สงสัย....ถ้าผมบอกว่ามีบางท่านชอบถึงชอบมากอยากได้    คำนี้ไปห้อยไว้ท้ายชื่อตัวเองถ้าได้เมื่อไหร่จะดีใจจนน้ำตาไหล....เออ...ทั้ง..งง...ทั้งสงสัย แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องที่จะเล่าด้วยหรือยังไงกัน....นึก....อะไรวะ...อิ.อิ.

ที่บอกเช่นนี้เพราะ นักเรียนกฎหมายทุกรายต้องพูดจนติดปากแล้วจะไม่ให้บอกว่าเป็นคำสุภาพได้ไง  เออ...นึกอีก...ดู...ว่าเข้าไปนั่นมิน่านักกฎหมายถึงเกิดเป็นเทวดายาก...ฮา....

คำ “สันดาน ” คำนี้ถึงกับต้องไปฟ้องศาลเพื่อให้ได้คำนี้มา...เอาเข้าไป.....เออ...หรือเป็นคำสุภาพ....เห็นตามจะได้ขึ้นสวรรค์ไหมนี่....ทนายอยู่ด้วยไม่เหงา...ฮา

อย่าสงกะสัยเลยครับ เดี๋ยวฉี่เหลือง...มีกฎหมายเกี่ยว เรื่องสิทธิในการได้รับมรดกครับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังนี้

                       หมวด 2 การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างทายาท

                               โดยธรรมในลำดับและชั้นต่าง ๆ

    มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่ง ต่อไปนี้ คือ

    (1) ผู้สืบสันดาน

    (2) บิดามารดา

    (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

    (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

    (5) ปู่ ย่า ตา ยาย

    (6) ลุง ป้า น้า อา

    คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

เห็นยังครับคำว่า “ สันดาน ” อยู่ใน (1) ผู้สืบสันดาน

ยืนอยู่หัวแถวและเป็นคนแรกที่กฎหมายให้สิทธิในการรับมรดกของเจ้ามรดก

ลองคิดตามผม ถ้ากองมรดกมีสักพันล้านท่านอยากไปยืนอยู่ในตำแหน่งใดทั้ง 6 ลำดับนี้ และถ้าบอกว่า หากลำดับที่(1) และ(2) ยังมีชีวิตอยู่ ลำดับถัดลงมา    ไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลยแม้แต่บาทเดียว ที่นี้เลือกได้ถูกแล้วนะครับ ผมถึงบอกคำว่า “ สันดาน ”  เป็นคำสุภาพ และบางท่านอยากได้ไปห้อยท้ายชื่อถึงกับไปฟ้องศาลเพื่อคำสั่งว่า เช่น “ชาวฝนแปดแดดสี่เป็นผู้สืบสันดานของ....ผู้ตายมีสิทธิได้รับมรดกรายนี้”

แต่คำนี้ต้องได้มาโดยกฎหมาย  และหรือโดยคำสั่งศาลเท่านั้นนะ  ถ้าเป็นบุคคลอื่นมอบให้ผมไม่เอาเด็ดขาด.....ฮา....

ก่อนไปต่อต้องทำความเข้าใจก่อนเดี๋ยวยุ่ง  คำว่า “สันดาน” ตามความหมาย  ในทางกฎหมายหมายถึงผู้สืบสายโลหิตโดยไม่ขาดสายโดยตรงมีได้เฉพาะทายาทชั้นบุตรเท่านั้น ส่วนผู้อื่นอาจมีสิทธิเพียงเทียบเท่าทายาทชั้นบุตร

แต่ความหมายที่ทั่วไปที่นำไปใช้เป็นความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คำว่า “สันดาน” คืออุปนิสัยที่มีมาแต่กําเนิด มีสันดานดี มีสันดานเลว และมักใช้ไปในทางไม่สู้จะดี  

สรุปก็คือ คำว่า “สันดาน” ต้องใช้ในทางกฎหมายถึงจะมีมูลค่าหากนำไปใช้ในทางทั่วไป.......ทนายได้ตังค์.....ฮา......

 

เอาหละทีนี้มาเข้าใจก่อนว่าลำดับใดบ้างที่มีสิทธิได้รับมรดก คือกฎหมาย  กำหนดลำดับไว้เพื่อทายาททั้งหลายได้รู้ว่าเมื่อเจ้าของทรัพย์สินตายลง ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ตายนั้นกฎหมายเรียกว่ามรดกทั้งหมด

ที่บอกว่าทรัพย์สินส่วนตัวคือส่วนตัวจริงๆไม่มีของผู้อื่นเลย เช่นหากมี   สินสมรสต้องนำมาแบ่งเป็นสองส่วนเท่ากันส่วนหนึ่งเป็นของคู่สมรส  อีกส่วนเป็นของผู้ตาย ตรงนี้ส่วนมากเข้าใจกันผิด ตัวอย่างเช่น คู่สมรสมีเงินอยู่ 100 ล้าน ต่อมาภรรยาตายลง (เออ...ทำไมไม่เป็นเรา....ฮา.....คุณผู้ชายห้ามคิดนะให้ผมคิดคนเดียว...ฮา...) เงิน 100 ล้านต้องมาแบ่งฝ่ายละ 50 ล้านคือสามีแบ่งไป 50 ล้าน เหลืออีก 50 ล้านก็จะเป็นของภรรยา ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นมรดกของภรรยา ใครเป็นสามีงานนี้ รวย...อิ.อิ..

ที่นี้ก็ต้องมาดูลำดับกันหละว่าใครจะได้แบ่งมรดก 50 ล้านไปบ้าง

ตัวอย่างเดิม ภรรยาที่ตายไป (เฉพาะคนนี้นะ อิ.อิ.คิดมากไปป่าว)สมมุติว่ามีญาติพี่น้องดังนี้

  • ลูก 2 คน         (ยังมีชวิตอยู่)

  • พ่อและแม่       (ยังมีชวิตอยู่)

  • น้องสาว 1 คน  (ยังมีชีวิตอยู่ไม่แต่งงานอิ.อิ. อิจฉาสามีผู้ตาย)

  • ลุงกับป้า          (ยังมีชีวิตอยู่)

เอาแค่นี้พอเห็นภาพ และที่ต้องใส่(วงเล็บ)เพราะหากตายแล้วก่อนหรือหลัง   เจ้ามรดก สิทธิในลำดับจะต้องว่ากันไปอีกแบบ

ทีนี้มาดูอีกคนที่ลืมไม่ได้(ไอ้หมอนี่สำคัญ..แฮ..)กฎหมายถือเป็นทายาทด้วย   คือ สามีที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้แบ่งสินสมรสมาแล้ว 50 ล้านจำได้นะครับ เพราะ  วรรคท้ายของ มาตรา 1629 ว่าไว้

“คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษ แห่งมาตรา 1635”

ทีนี้มาสรุปทายาทเจ้ามรดกรายนี้มีตามที่บอกรวม 8 คน แต่จะไม่ได้รับมรดก ทุกคนเพราะกฎหมายแบ่งลำดับไว้ให้รับก่อนหลัง เห็นยังว่า มีลูก 2 คนถือเป็น  ผู้สืบสันดาน อยู่ในลำดับที่ 1 ได้แน่นอน ที่นี้พ่อแม่อีก 2  คน อยู่ลำดับที่ 2 ได้ครับ เพราะมีกฎหมายมาตรา 1630  กำหนดให้พ่อแม่ได้ส่วนแบ่งเท่าทายาทชั้นบุตรหรือเรียกว่าชั้นผู้สืบสันดาน ส่วนสามีก็มีรับรองในวรรคท้ายที่กล่าวแล้ว นอกนั้นไม่ได้ครับ ภาษานักกฎหมายเรียกว่าถูกตัดไม่ให้รับมรดก โดยผลของกฎหมาย สรุปในที่นี้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่าๆกัน คือมี 5 คน    ก็จะได้แบ่งไปคนละ  10 ล้าน ส่วนสามีก็ได้แบ่งสินสมรสไปก่อนแล้ว 50 ล้าน แล้วยังได้สิทธิแบ่งมรดกอีก10 ล้าน รวมเป็น 60 ล้าน บอกแล้วไอ้หมอนี่สำคัญ....ภรรยาทั้งหลายโปรดระวังด่วน! ฮา.... ผมไม่เกี่ยว....อิ.อิ.   รู้ยังครับ ว่าทำไมถึงมีคำว่าพ่อหม้ายหรือแม่หม้ายเนื้อหอม

หวังว่าคงพอเข้าใจนะ แต่หากจะรู้ให้ลึกกว่านี้คงต้องไปหาตำรากฎหมายมาอ่านหละครับ เพราะมีข้อกำหนดมากหลาย ตอนเรียนข้อสอบที่ออกมาก็ไปขุดเอาญาติๆของเจ้ามรดกมาถามจนงง.แล้ว งง.อีก และ งง.ติดต่อสืบทอดไปยัง        ผู้สืบสันดานเลยหละ....ฮา.....

บ้างครั้งเจอหน้าพวก ที่เรียนกฎหมายด้วยกันยังถามว่า ตาของหลายเป็นไงต้องนับญาติกันใหม่ว่ามันหมายถึงใครวะ.....ฮา....ถึงรู้ว่าพ่อตา  ดีที่มีได้ทีละคนตามกฎหมาย ฮา.....ไม่งั้น งง.ไปถึงชาติต่อไป ฮา.....

กลับเข้าเรื่องเสียทีเดี๋ยวมีสามีของยายทวดเพิ่มมาอีกคนยุ่งตาย....ฮา

คำเตือนก่อนอ่าน

กรุณาเว้นวรรคตามสมควรด้วย "พักดืมน้ำปัสสาวะกันก่อนครับ" ฮา....

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อปี 2542 ผมรับคดีข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกมา            เรื่องนี้ไตร่ตรองแล้วได้ตำแหน่งเทวดาจนจบ ลองมีปัญหาเรื่องมรดกเมื่อไหร่ไม่มีนอนคุยมีแต่นอนฟังพระสวดประมาณ 3 วัน แล้วเผา.....ฮา

มรดกกองนี้เจ้ามรดกมีลูก แท้ 4 คน ตายไป 1 คนเหลือ 3 คนที่ตายมีลูก 1 คน (มีสิทธิรับแทนคนที่ตาย ทางกฎหมายเรียกรับมรดกแทนที่) ลูกเทียม 1 คน (ขอมาเลี้ยงรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว) คู่สมรสใหม่ของเจ้ามรดก 1 คน (คู่สมรสเดิมตายไปหลายปี คงเหงานะเห็นใจ แฮ...) ออ...ลืมบอกเจ้ามรดกเป็นชายครับ

ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายได้อยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับภรรยาใหม่ประมาณ หก ปีก็ตายลง กับภรรยาใหม่นี้ไม่มีลูกด้วยกัน      เมื่อจัดพิธีตามประเพณีเสร็จ บรรดาลูกๆก็ได้สอบถามภรรยาใหม่ถึงเงินฝากในธนาคารและที่ดิน อาคารพาณิชย์ และอื่นๆอีกมากมาย  ขอให้เอามาแบ่งปันกันตามความเป็นจริง สิ่งที่บรรดาลูกๆได้คำตอบคือ พ่อไม่มีทรัพย์สินอื่นนอกจาก    บ้านที่อาศัยอยู่กับเงินฝากในธนาคาร200,000 บาท    ก่อนพ่อตาย พ่อสั่งว่ามรดกนี้ยกให้ฉันคนเดียว มีแค่นี้แหละ

เลยเป็นเรื่อง อิ.อิ. ทนายรับตังค์จนได้ ฮา...........

บอกแล้วว่า อย่า....อย่า....และอย่าปองดองกัน...อิ.อิ.

(คำถูกคือ “ปรองดอง” แปลว่า ประนีประนอม )

เมื่อเรื่องเป็นดังนี้ผมก็สอบปากคำบรรดาลูกๆแล้ว  ต่างยืนยันว่าคุณพ่อมีที่ดินอย่างน้อย 200ไร่ เงินฝากธนาคารอย่างน้อย 7,000,000 บาท อาคารพาณิชย์ 4 คูหา อาวุธปืนและทองคำอีกหลายรายการ รวมแล้วมรดกกองนี้มีประมาณ 20,000,000 บาท แต่ภรรยาใหม่บอกมรดกพ่อมีบ้านที่อยู่ซื้อมาเป็นชื่อภรรยาใหม่แต่เดิม  เงินฝาก200,000 บาท บรรดาลูกๆยอมไม่ได้แต่จนปัญญาว่าจะหาขุมทรัพย์เจอได้อย่างไร คงมีแต่ลายแทง ผมเลยขอเปิดโต๊ะเจรจา แจ้งอีกฝ่ายว่าขอให้มีทนายความอยู่ด้วย เพราะทางนี้มีผมเป็นทนายความ  เกรงว่าจะเป็นข้อได้ข้อเสียต่อกัน อีกฝ่ายจึงจัดหาทนายความมา ถึงเวลาเจรจาเมื่ออยู่กันพร้อมหน้าปรากฏว่าคงมีคำถามคำตอบเพียงผมกับท่านทนายฝ่ายภรรยาใหม่เท่านั้นที่พูดจาโต้ตอบกันนอกนั้นเป็นกองเชียร์ ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่ายอดของฝ่ายตนถูกต้อง ผมจึงตัดบทว่าท่านทนายก็ทราบว่า  ผลการปกปิดทรัพย์มรดกที่ตนครอบครองอยู่เป็นอย่างไร หากทางผมติดตามได้เอง ฝ่ายท่านจะไม่ได้รับเลย ท่านก็ยังยืนยันว่าได้สอบถามแล้วทางฝ่ายเขาบอกชัดว่ามีเพียงที่แจ้งจริงๆ เมื่อผมยื่นคำขาดว่าให้เวลาสองวันไปไตร่ตรองดู แล้วผมจะโทรไปถามคำตอบ หากยังยืนยันเช่นเดิมคงต้องไปจบในศาล เมื่อครบกำหนดผมโทรไปหาท่านทนายฝ่ายภรรยาใหม่       คำตอบคือยินยอมยกเงินสดทั้ง 200,000 บาทให้หมดแต่บ้านขอไว้เพราะอยู่อาศัยมาและพ่อก็ซื้อใส่ชื่อให้ตั้งแต่วันจดทะเบียนสมรส ผมเลยแจ้งให้ท่านทนายทราบว่าทางเรารับไม่ได้ต้องไปจบกันที่ศาล แต่ขอฝากท่านทนายให้ลองสอบข้อเท็จจริงจากลูกความท่านเสียใหม่ หากได้ความจริงก่อนสืบพยานยังมีโอกาสเจรจา แต่ถ้าฝ่ายผมตรวจเจอเองจะไม่มีการเจรจาใดๆกันอีก

เมื่อฟ้องคดีต่อศาลสิ่งที่ผมทำคือขอให้ศาลมีคำสั่งเรียก รายการบันทึกบัญชี(สเตรทเมนท์)  ของเจ้ามรดก และของคู่สมรส(ภรรยาใหม่)ไปยังสำนักงานใหญ่ของทุกธนาคาร และมีไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย รวมตลอดถึงสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช้ธนาคาร และสำนักงานที่ดินขอให้ส่งสำเนาหลักฐานการถือครองที่ดินทั้งชื่อเจ้ามรดกและคู่สมรสมายังศาล

ผลที่ได้ปรากฎว่า มีเงินฝากชื่อของเจ้ามรดกอยู่ 10,000,000 บาท จากหลายธนาคาร และในชื่อของคู่สมรส 3,000,000 บาท ในชื่อร่วมอีก 2,000,000 บาท ที่ดิน 352 ไร่ อาคารพาณิชย์ในสามจังหวัด รวม ห้าคูหาให้ผู้อื่นเช่า ส่วนทองคำไม่ปรากฎแต่ลูกๆยืนยันว่ามีอย่างต่ำ ยี่สิบบาท เมื่อหลักฐานปรากฎดังนี้ มีโอกาสที่ฝ่ายภรรยาใหม่จะไม่ได้ทั้งหมดเพราะกฎหมายถือว่าผู้ที่ซ่อนเร้นปกปิดทรัพย์มรดกกฎหมายตัดสิทธิในส่วนที่ปกปิดนั้นไม่ให้ได้รับเลย และอาจต้องถูกจำคุกฐานยักยอกมรดกอีกด้วย

เมื่อการผันแปรเป็นอย่างนี้ ผมก็นัดประชุมบรรดาลูกๆทุกคนว่าผมจะเปิดการเจรจาใหม่เพื่อสรุปให้คดีจบโดยรวดเร็วทุกฝ่ายต่างก็ได้มากน้อยดีกว่าไม่ได้ เพราะเดิมนั้นทุกคนไม่ได้มีความหวังว่าจะได้เงินกันเลย แต่ขอให้สรุปกันให้ได้ก่อนว่าจะยอมแบ่งปันไปฝ่ายภรรยาใหม่เท่าไหร่  ทุกคนยืนยันว่าให้แบ่งไปได้ไม่เกิน 1,000,000 บาท กับบ้านที่อยู่อาศัยหนึ่งหลังนอกนั้นไม่ให้

เมื่อมีหลักการชัดเจนผมก็นัดท่านทนายฝ่ายภรรยาใหม่เจรจากันโดยไม่มีตัวความเพราะในฐานะที่เราต่างมีอาชีพเดียวกันต่างรู้ข้อได้ข้อเสีย ของแต่ละฝ่ายดีการเจรจาน่าจะสำฤทธิ์ผลง่ายกว่าให้มาเผชิญหน้ากัน  ทางท่านทนายฝ่ายภรรยาใหม่ต่อรองว่าให้เพิ่มยอดเงินเป็น 2,500,000 บาท เมื่อผมนำกลับมาแจ้งให้บรรดาลูกๆทราบ ในครั้งแรกที่ทราบต่างไม่ยินยอม บอกว่ายอมมามากแล้วให้ศาลตัดสินดีกว่าเพราะเชื่อว่าจะชนะคดีตามเหตุผลที่ผมชี้แจงไปทั้งเชื่อว่าจะได้มากกว่าที่เจรจากัน

เห็นยังครับว่าเงินทองเมื่อถึงเวลาต้องการจะเอาต้องการจะได้ก็จะคิดแต่ทางได้ไม่คิดทางเสีย ผมเองมองว่าทุกคนคิดเป็นแต่คำนวณไม่เป็น เลยต้องถามไปว่าทราบหรือไม่ว่าคดีนี้ถ้าต้องให้ศาลตัดสินคดีต้องใช้เวลากี่เดือนกี่ปีกว่าคดีจะถึงที่สุดและได้รับเงิน ทุกคนไม่ตอบเพราะคาดเดาไม่ได้ ผมเลยตอบไปแทนว่าประมาณ เจ็ดปีเป็นอย่างเร็ว แต่เท่าที่ทำมาในศาลชั้นต้นสี่ถึงห้าปี ศาลอุทธรณ์ ประมาณสองถึงสามปี ศาลฎีกาประมาณสองปี และถามว่าถ้าทุกคนยอมสละให้ฝ่ายเขาไปอีก 1,500,000 บาท เราซื้อเวลา ได้เงินภายในวันสองวันนี้ไม่ดีกว่าหรือทุกคนได้เงินไปใช้แน่นอน และถ้าดูตามหลักฐานการเงินที่ได้มาชัดแจ้งว่า มียอดเงินในซื่อภรรยาใหม่ของพ่อ 3,000,000บาท ชื่อร่วม อีก 2,000,000 บาท รวมเป็น 5,000,000 บาท ที่ถือว่าได้มาระหว่างสมรสตรงนี้เป็นสินสมรสต้องแบ่งคืนฝ่ายเขาไปก่อน 2,500,000 บาท ไปฟ้องศาลใด ในส่วนนี้เขาก็ชนะ และเขาก็ยอมแล้ว เพียงขอส่วนที่เป็นสิทธิของเขาและทางเราไม่ได้เสียในส่วนที่เป็นสิทธิของเราเลย และเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินส่วนอื่นจะไม่ได้มาในระหว่างสมรส หากรอไปอีกเจ็ดปีมั่นใจหรือว่าชีวิตเราไม่มีอะไรเกิดขึ้น พูดเสร็จผมบอกว่าให้เวลา หนึ่งชั่วโมงผมขอคำตอบว่าจะยอมหรือไม่ เพราะผมไม่มีปัญหาเรื่องจะยอมหรือจะสู้ ค่าทนายเพียงได้เร็วหรือช้าเท่านั้น

ไม่เกินสิบนาทีทุกอย่าจบผมนัดท่านทนายอีกฝ่ายไปทำสัญญายอมกันที่ศาลแล้วไปธนาคารถอดเงินออกมาทันทีส่วนที่ดินและอาคารพาณิชย์ตกลงให้ใช้คำพิพากษาตามยอมไปเป็นหลักฐานการรับโอนกรรมสิทธิ์และรับมอบอาวุธปืนมาสามกระบอก ส่วนทองคำไม่ปรากฏ

เห็นยังครับถ้าใช้เหตุใช้ผลทุกอย่างจบแม้จะไม่เต็มร้อยก็ไม่โกรธแค้นกัน แต่เชื่อเถอะเงินทองไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

หลังเสร็จคดีผมก็หมดหน้าที่ ให้เป็นหน้าที่ของทายาทไปแบ่งปันกันเองตามความพอใจก็เกิดปัญหาจนได้ ทีนี้หันมาหาเหตุเอาเงินให้ทนายใช้กันเสียเองอีกแล้ว

ก็ผมอีกแหละทำหน้าที่เจรจาแบ่งปัน แต่ก่อนจะเจรจากันผมถามทุกคนว่า ยังจำวันที่เดินเข้ามาหาผมได้หรือไม่ วันนั้นไม่มีใครคาดหวังว่าจะได้เงินกันมากขนาดนี้หวังเพียงว่าจะได้ที่ดินกับอาคารพาณิชย์มาบ้างก็พอใจแล้ว แต่ผมทำให้ได้เพิ่มแล้วทำไมไม่แบ่งให้เท่าๆกัน ลูกแท้ทั้งสามบอกว่าเขาเป็นสายเลือดแท้ๆต้องได้มากกว่าและมีส่วนช่วยสร้างด้วยในตอนที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ (ถูกในหลักความจริง) หลานก็ยืนยันว่าเขาถามเพื่อนที่กำลังเรียนกฎหมายมาแล้วว่าถึงจะเป็นหลานก็มีสิทธิเท่าลูกแท้เพราะเข้ารับมรดกแทนที่แม่ซึ่งเป็นลูกแท้เช่นกัน(ถูกในหลักกฎหมาย) ลูกเทียมก็บอกว่าเขาก็มีสิทธิเท่าลูกแท้เพราะพ่อรับเป็นลูกบุญธรรมแล้ว(ถูกในหลักกฎหมาย) เห็นยังต่างมีเหตุมีผล

น่าจะห้ามปองดองกัน....ฮา

ผมฟังเสร็จบอกยินยอมให้ผมแบ่งให้จะตกลงไหม ทุกคนถามว่าจะใช้วิธียังไง ผมบอกใช้หลักกฎหมาย กับหลักความพึงพอใจ ทุกคนบอกให้ลองแบ่งดูก่อนผมบอกไม่ได้ถ้าตกลงถึงจะจัดการแบ่งให้การที่ผมจะแบ่งอะไรให้ใครผมต้องอธิบายได้และสมเหตุสมผล ใครจะโต้แย้งต้องมีเหตุผลที่ฟังขึ้น หากฟังไม่ขึ้นต้องแบ่งตามผม ทุกคนตกลง เมื่อตกลงก็เสร็จผม

ผมเอาห้าหารทุกอย่างเท่ากันเงินสดได้เท่ากัน ที่ดินแบ่งไม่ได้ใส่ชื่อห้าคน บ้านแบ่งไม่ได้ใส่ชื่อห้าคน ปืนสามกระบอกให้จับฉลากเอาได้ไปสามคน แล้วอธิบายว่าที่แบ่งให้ตามนี้ผมยึดหลักกฎหมายเพราะไปฟ้องศาลก็ต้องแบ่งตามนี้ยกเว้นปืนต้องขายเอาเงินมาแบ่งกันทุกคนพอใจ

แต่ทราบว่าภายหลังต่างไปตกลงจับฉลากอาคารพาณิชย์แบ่งกันไปคนละคูหา ส่วนที่ดินไปตัดแบ่งแยกเป็นห้าแปลง

ส่วนผมได้เพียงค่าคอแห้งเพิ่มอีก 5,000 บาท บอกแล้ว อย่าปองดองกัน..อิ.อิ.

เออ..เหนื่อยใจ....(ใครช่างคิดคำว่า...คน... นะอยากรู้)

เรื่องนี้มีข้อให้คิดคือตัวภรรยาใหม่ของเจ้ามรดก ถ้าไม่มี “เถยจิต” คือมีจิตคิดเป็นโจรเรียกว่ามีคิดได้ไม่มีคิดเสีย หากมีคิดเสียแต่ต้นก็จะได้มากกว่าที่ได้รับลองคิดตามนะครับมรดกกองนี้เอาเฉพาะเงินสดอย่างเดียวพอหากพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเงินสดที่มีอยู่ก่อนวันจดทะเบียนสมรสก็ต้องถือเป็นสินสมรสก่อนจะถือเป็นกองมรดกต้องแบ่งเอาสินสมรสออกก่อน เพราะเป็นข้อได้เปรียบทางกฎหมายอยู่แล้ว ลองดูนะมีเงินสดมีจำนวน 15,2000,000บาท แบ่งสิ้นสมรสไป 7,600,000บาทเหลือเป็นกองมรดก 7,600,000บาท ทายาท 6 คนมีสิทธิ์ได้รับเท่าๆกันก็ได้ไปอีกคนละ 1,266,000บาท งานนี้ถ้ามีคิดเสียแต่ต้น คู่สมรสควรจะได้ไป 8,866,000บาท นี้เป็นเพราะคิดได้ จึงได้ไปเพียง 2,500,000 บาท และเกรงจะถูกดำเนินคดีอาญาทำให้ต้องยินยอมตามที่เจรจากัน

อ่านเรื่องนี้แล้วหากมีทรัพย์สินเงินทองมากหลายจนลืมใช้..ฮา...                 เมื่อควรแก่เวลาหากไม่คิดจะยกให้ผม...อิ.อิ... ก็ควรจะจัดแบ่งปันให้เสร็จสิ้นกันไปก่อนจะไม่มีโอกาสแบ่งให้ด้วยตัวท่านเอง เพราะเท่าที่พบเห็นมาทรัพย์ยิ่งมากเมื่อเจ้าของทรัพย์ปิดป้ายว่าไม่อยู่ไปอย่างถาวร ยิ่งมีปัญหามาก

คิดดูเป็นพี่น้องกันแทนที่รู้ปรองดองไว้ให้หลานยกมือไหว้เล่นๆ กลับต้องมาไล่ยิงไล่ฆ่ากันก็เห็นมากอยู่ เออ....ไม่น่าแนะนำ ค่าทนายไม่ได้อีกแล้วเรา...เสียดาย..

แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าควรแก่เวลาอยู่ตรงไหน แบ่งมาให้ผมใช้ไปพลางก่อนก็ได้....ผมไม่ถือครับ....ฮา.....

เห็นชัดขึ้นยังครับ ยุติธรรมคือศาสตร์ จริงจริงนะ

คราวหน้าจะเล่าเรื่อง

ให้หนูพันห้า...จะบอกว่ายินยอมได้ไง