Bump front bump back ตอนที่ 1

          เมื่อปี พ.ศ.2548 ผู้เขียนมีเหตุจำเป็นต้องเป็นไกด์นำเที่ยวให้กับฝรั่งชาวอเมริกา ซึ่งไม่เคยมาเที่ยวเมืองไทยมาก่อนและพูดภาษาไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว ผู้เขียนถึงกับเครียดขึ้นมาทันทีพร้อมกับอาการวิตกกังวล เนื่องจากภาษาอังกฤษกับผู้เขียนนั้นเป็นไม้เบื่อ ไม้เมากันมาโดยตลอด แทบจะไม่กระดิกหูเอาเสียเลย ...เอ้า......ไหน ๆ เพื่อนอุตส่าห์ฝากฝังให้ผู้เขียนดูแลเทคแคร์ฝรั่งคนนี้แล้ว.......ผู้เขียนจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า ลงทุนซื้อ Talking Dict ขนาดพกพามาอันหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

         เมื่อฝรั่งมาถึงเมืองไทย ผู้เขียนได้ขับรถพาเขาเที่ยว ๆ รอบเมืองไทย โดยสื่อสารกันผ่านเจ้า Talking Dict อันเล็ก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ พอเอาตัวรอดได้ไปวันๆๆ แต่แล้ววันหนึ่ง นับว่าเป็นความโชคร้ายของผู้เขียน ที่กำลังขับรถจะพาฝรั่งเข้าไปเที่ยววัดป่าแห่งหนึ่งแถวจังหวัดอุดรธานี ฝรั่งมองไปเห็น ยอดเสาสูง ๆ และมีปล่องควันตรงปลายเสา ซึ่งมันก็คือ เมรุเผาศพนั่นเอง ฝรั่งจึงถามผู้เขียนในขณะที่ผู้เขียนมือจับพวงมาลัย ไม่สะดวกที่จะกด Talking Dict ตอบโต้ได้ในขณะนั้น ข้อความสนทนาระหว่างผู้เขียนและฝรั่งคนนั้นมีดังนี้

          Mr.Dave.........."Nong, Whate it's that"พร้อมชี้มือไปที่เมรุเผาศพที่ตั้งในบริเวณวัด

          ผู้เขียน.............ทำเป็นหูทวนลม แกล้งไม่ได้ยิน เนื่องจากไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร มือก็กำลังกุมพวงมาลัยรถยนต์ Talking Dict ก็อยู่ในกระเป๋าถือ

          ฝรั่งถามซ้ำคำเดิมอีกว่า.................."What it's that"

                  คำถามในรอบที่สองของฝรั่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกหงุดหงิดและมีอาการโมโหนิด ๆ ว่าทำไมช่างสอดรู้ สอดเห็นนักน่ะ ฝรั่งใช้มือมาสกิดต้นแขนผู้เขียนเบา ๆ เพื่อให้ผู้เขียนมองตามมือที่เขาชื้ไปทางเมรุเผาศพ

          Mr.Dave........"Nong, tell me please......... what it's that"

          ผู้เขียน.........."บาบิคิว people DIE"

          Mr.Dave แสดงอาการตกใจพร้อมร้องถามเสียงหลงว่า........."คนไทยกินศพเหรอ"

          ผู้เขียน..........Noooooooooo, I to mind when we have people DIE. We take input ไมโครเวฟ for have fossil.!!

          Mr.Dave...........Ohhhhhhhhh I see now. พร้อมกับพยักหน้าเข้าใจความหมายของเตาไมโครเวฟเผาศพ ที่ผู้เขียนพยายามสื่อสารกับเขา ทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีใจและภูมิใจในภาษาอังกฤษของตนเองมาก และเริ่มมั่นใจในการสื่อสารภาษาอังกฤษในแบบฉบับของผู้เขียนเองโดยเฉพาะ ที่สามารถพูดแบบ bump front bump back จนฝรั่งเข้าใจ

         ..........จนทุกวันนี้ 4 ปีผ่านไป เขาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของผู้เขียน และชอบกระเช้าเย้าแหย่ผู้เขียน เรื่อง "บาบิคิว people Die"เป็นประจำ

        จากประสบการณ์ตรงในครั้งนี้ ผู้เขียนได้มีมุมมองว่า "ในความโชคร้าย ย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ" ทำให้ผู้เขียนเริ่มเรียนรู้ด้วยตนเองว่า แหล่งเรียนรู้มีมากมาย เราสามารถบูรณาการและต้องพร้อมที่จะใฝ่รู้และแสวงหาอยู่ตลอดเวลา ผู้เขียนจึงพยายามฝึกฝนและเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง จนทุกวันนี้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่พอใช้ทีเดียว แต่ยังเป็นสไตล์ Bump front  bump back  เหมือนเดิมน่ะค่ะ