เช้าวันที่ ๑๙ ม.ค. ๕๓ ผมนัด ดร. ธวัช วิรัตติพงศ์แห่ง JPL, CalTech University มาคุยที่ มสช. ดร. ธวัชมาถึงแต่เช้ามืด และมานั่งกินบรรยากาศธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ท่านบอกว่าท่านชื่นใจในบรรยากาศธรรมชาตินี้มาก โชคดีที่เช้านี้อากาศเย็นสบาย
ดร. ธวัช รู้จักสนิทสนมกับผมมากว่า ๑๐ ปี โดยท่านเข้ามาแนะนำ สกว. ให้มีโครงการวิจัยขนาดใหญ่ ที่เกิดผลต่อบ้านเมืองมาก แต่เราลงทุนน้อย เพราะสามารถเข้าถึงความรู้ภายนอก และขออนุญาตเขาเอามาใช้ประโยชน์ของเราได้ ดังกรณีโครงการพยากรณ์คลื่นในทะเล ซึ่งต่อมาขยายเป็นโครงการพยากรณ์ภัยพิบัติทางทะเล และโครงการกู้ภัยพิบัติทางทะเล ท่านที่สนใจอ่านได้ที่นี่
ผมบอก ดร. ธวัช ว่าท่านเป็น “สมองไหลกลับ” (Reversed Brain Drain) ตัวจริง โดยที่สมัยนี้สมองไหลกลับได้โดยตัวไม่ต้องกลับมาอยู่เมืองไทย แต่ทำคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้มากมาย โดยการเชื่อมโยงงานวิจัยไทยให้เกิดการวิจัยใหญ่ๆ ได้ประโยชน์มาก แต่ลงทุนน้อย เพราะได้ของฟรีจากเมืองนอกเอามาต่อยอด โดยถ้าไม่มี ดร. ธวัช ที่เขารู้จัก ไปเจรจากับเขา เขาก็ไม่ให้ หรือจริงๆ แล้ว เราไม่รู้ว่ามีเทคโนโลยีนั้นๆ อยู่ด้วยซ้ำ
ดร. ธวัช เป็นห่วงเรื่องมหาวิทยาลัยวิจัย ว่าวิธีที่ทำกันอยู่จะเสียเงินเปล่า จะเป็นการทำงานวิจัยย่อยๆ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ผมจึงได้เล่าข้อสังเกตจากการประชุมที่ บวท. เมื่อวันที่ ๑๘ ธ.ค. ๕๒ ว่าเห็นร่องรอยว่า โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ กระตุ้นแกมบังคับให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้คิดใหญ่ คิดทำงานวิจัยแบบเป็นทีมใหญ่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม มีเค้าว่าโครงการนี้อาจจะไม่ได้เงินสนับสนุน
ดร. ธวัช สนใจเรื่องการเพิ่มงบประมาณวิจัย จาก ๐.๒๕ % GDP เป็น ๑% ว่าจะต้องไม่ใช่แค่เพิ่มเงิน แต่ต้องเปลี่ยน paradigm ของการทำงานวิจัยด้วย ซึ่งก็ตรงกับความคิดของผม
เท่ากับเพื่อนเก่า มาเชื่อมสัมพันธ์ใหม่ ที่จะรับใช้สังคมไทยในเรื่องใหญ่ๆ และผมได้เรียนรู้จากท่านในเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะมีผลต่อชีวิตมนุษย์ มีผลต่อการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาและความดีงาม