ณ ที่แห่งนี้ เป็นห้องเรียนที่สำคัญ

 วันนี้ผู้เขียนได้ไปส่งญาติที่โรงพยาบาลระดับโรงพยาบาลศูนย์โรคหัวใจ จึงได้มีโอกาสสัมผัสบางสิ่งบางอย่าง ที่น่าสนใจ และเป็นเรื่องเชิงคุณภาพของจิตใจโดยตรง

 เมื่อสี่ห้าวันก่อน ญาติของผู้ขียนมีอาการเจ็บหน้าอก จึงตั้งใจไปหาแพทย์ที่คุ้นเคยกันที่คลินิก แต่ปรากฏว่า คลินิกปิด ขณะนั้นเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ใกล้ๆบริเวณนั้น เขียนว่าตรวจสุขภาพ 3,500 บาท จึงตัดสินใจเข้าไปเช็คสุขภาพ เมื่อทำการตรวจไปเรื่อยๆ พบนั้นตรวจนั่น พบนี่ตรวจนี่ จนที่สุด เสียเงินไปประมาณ สองหมื่นกว่าบาท ได้ทราบว่า มีแคลเซี่ยมเกาะเส้นเลือดหัวใจจำนวนมาก หมอจึงนัดให้ไปฉีดสีหัวใจ เพื่อเอกซเรย์ดูว่า มีเส้นเลือดหัวใจตีบตันหรือผิดปกติหรือไม่ ในราคา 40,000 บาท

  ช่วงนั้นผู้เขียนไปปฏิบัติธรรม และต่อด้วยการไปอบรมอีกสองวัน กว่าจะได้พบปะคุยกัน ผู้เขียนจึงแนะนำให้ใช้สิทธิ์บัตรทอง และตรวจของโรงพยาบาลของรัฐ โดยใช้ระบบส่งต่อ ไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ดังกล่าว

 ณ ที่แห่งนี้ เป็นห้องเรียนที่สำคัญ ทำให้ผู้เขียนได้นำเรื่องกลับมาเล่าสู่กันฟัง ในเวลานี้

คุณสหรัฐ เป็นยามที่อยู่ตรงบริเวณเปลและรถเข็น เขากุลีกุจอออกมาต้อนรับ และพาญาติผู้เขียนนั่งรถเข็น พูดคุยด้วยอัธยาศัยใจคอที่ดีเลิศ แนะนำพาไปห้องนั้นห้องนี้ เป็นเพื่อนพูดคุยกับคนไข้ระหว่างรอ ผู้เขียนประทับใจมาก

 แต่มีเหตุว่า แพทย์โรคหัวใจติดภารกิจ จะมาตรวจช่วงบ่าย พวกเราจึงกลับมาบ้าน รอบ่ายจึงเดินทางไปอีกรอบ เพื่อพบแพทย์ในวันนี้ สหรัฐยังรออยู่ที่เดิม มาต้อนรับเหมือนเดิม แล้วก็ทำหน้าที่ได้อย่างสุภาพมีน้ำใจ จนกระทั่งถึงเวลาพบแพทย์

  ณ ห้องตรวจโรคนี้เอง ที่ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้โลกอีกด้านหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อแพทย์เห็นใบส่งตัว และระบุว่าคนไข้ควรได้รับการฉีดสี ตรวจหาความผิดปกติของหัวใจ เขาก็มีอาการจี๊ดขึ้นมาทันที กล่าวหาว่า เที่ยวไปหาตรวจโรคมา เสียเงินเสียทอง แล้วก็มาเป็นภาระให้สังคม(คงหมายถึงไปเสียเงินตรวจที่โรงพยาบาลเอกชน แต่มารักษาฟรีที่โรงพยาบาลรัฐ) ผู้เขียนชี้แจงว่าไม่ใช่อย่างที่หมอเข้าใจ พูดไม่ทันจบหมอก็เสียงดังบ่นว่าต่อไป ไม่ฟังเลย  และยังพูดอย่างไม่น่ารักเลยว่ารู้ไหม ฉีดสีถ้าแพ้ก็ตายได้ จึงถามว่าสุดแท้แต่หมอจะสั่งการรักษาเถิด หมอก็ยังใช้คำพูดแบบเดิมอีก ว่าส่งมาถึงที่นี่ ก็ต้องฉีดสีนั่นแหละ ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่นึกว่าหมอเก็บกดอะไรมา ญาติของผู้เขียน ก็ทำงานเสียภาษีให้รัฐตลอดมา จนกระทั่งเกษียณ ทำไมต้องกลายเป็นภาระสังคม ภาระของรัฐ และมาถูกโกรธว่าไปเสียเงินตรวจให้โรงพยาบาลเอกชนก่อน

  ทำไมต้องอารมณ์เสีย ทำไมไม่ฟังเราอธิบาย ทำไมเข้าใจผิด ทำไม  ทำไม......

สุดท้ายก็ได้วันนัดมาแล้ว อีก หนึ่งเดือน ให้ไปทำการฉีดสีดังกล่าว พวกเราพากันเดินทางกลับ ระหว่างทาง มีเรื่องพูดคุยกันสองเรื่องคือ

๑. เรื่องของคุณสหรัฐ ที่มีน้ำใจงดงาม

๒. เรือ่งของนายแพทย์ผู้ขุ่นมัว

 ก็ไม่มีอะไรเสียหายมีแต่เรื่องได้ ได้เรียนรู้ว่า ใจคนเรานั้น ย่อมแตกต่างกันได้สุดประมาณ มีความเจริญหรือเสื่อมทราม ก็เพราะเพียงว่า ความคิดนั้น บวก หรือลบเท่านั้นเอง

  ขอขอบคุณคนทั้งสองที่ได้พบในวันนี้ และขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง ที่ทำให้ได้ข้อคิด เพื่อปรับปรุงพัฒนาใจเราเอง ให้สำรวมระวัง และแสดงออกให้เป็นสันติภาพต่อกัน

สวัสดีค่ะ