“ใครสร้างโลกสมัยใหม่” : ปลดปล่อยอิสรภาพทางปัญญาของมนุษยชาติ
January 23, 2010
สยามประเทศ คือ ดินแดนเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็น “เมืองขึ้น” ของชาวตะวันตก แต่ในปัจจุบัน เรากลับพบว่าทุกหนทุกแห่งของประเทศกลับเต็มไปด้วยอิทธิพลของตะวันตกแฝงฝังอยู่ หากวันนี้มี “ผู้เผด็จการ” ออกมาประกาศทุบทำลายทุกสิ่งที่มีกลิ่นอายตะวันตก คาดว่าประเทศไทยคงเหลือแต่ซากปรักหักพัง
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจปิดประเทศโดยหวังว่าจะค่อยๆ “เลือกรับ” สิ่งดีงามของตะวันตก โดยไม่ให้มีผลกระทบด้านลบหลุดรอดเข้ามาเลยนั้น ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่มีต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของประชากรซึ่งต้องลำบากยากแค้น ซึ่งมีเพียงผู้เผด็จการไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เสวยสุข
ตลอด 50 ปีของการพัฒนาทุนนิยมไทยอย่างเร่งร้อนนั้น ได้มีการถกเถียงนับครั้งไม่ถ้วนว่า ควรจะเดินตามตะวันตกเพียงใด หรือควรจะรักษาความเป็นไทยที่แสนภาคภูมิใจไม่ให้แปดเปื้อน แต่ก็ไม่เคยมีใครสามารถให้คำตอบได้อย่างชัดแจ้ง
“ตะวันออก-ตะวันตก…ใครสร้างโลกสมัยใหม่” ผลงานจากมันสมองลึกล้ำของ รศ.ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้ช่วยชี้ให้เห็นถึงทางสว่างในการพัฒนาประเทศอย่างมีความภาคภูมิใจในตัวเอง แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่วิพากษ์ตะวันตก แต่น่าจะเป็นคนไทยคนแรกที่ชำแหละให้เราเห็น “กระบวนการพัฒนาสู่ความยิ่งใหญ่” ของชาติตะวันตก ซึ่งไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษหรืออภิสิทธิ์โดยกำเนิดของชาติตะวันตกเท่านั้น แต่ทุกประเทศสามารถประยุกตใช้ได้ หากเข้าใจที่มาที่ไปอย่างถ่องแท้
“มายาคติ” ในความยิ่งใหญ่ของตะวันตกก็คือ การผูกขาดความเจริญรุ่งเรืองไว้ที่ “เชื้อชาติ” ตะวันตกเท่านั้น จึงทำให้เกิดความสับสนในการพัฒนาของประเทศที่มาทีหลัง เพราะพวกที่นิยามความก้าวหน้าด้วยความเจริญทางวัตถุก็จะยอมละเลยด้านลบของตะวันตกแล้วยกย่องเชิดชูอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในขณะที่พวกต่อต้านตะวันตกเพราะมองเห็นโทษภัย ก็มักจะคัดค้านการพัฒนาโดยละเลยด้านที่ก้าวหน้าของตะวันตกไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น คุณูปการยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ก็คือ การทำให้คนไทยที่ปรารถนาดีต่อชาติ หากทว่ามีมุมมองในการพัฒนาที่แตกต่างกันได้ค้นพบเส้นทางในการเดินทางร่วมกัน โดยเฉพาะการปลดแอกจากวาทกรรม “ตะวันตก” ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในเชิงสรรเสริญและก่นประณาม ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเราสามารถหยิบยืม “สิ่งดีๆ” จากทุกประเทศทั้งออกตกเหนือใต้ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับตนเองได้ หากเริ่มต้นด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง
“ผู้ชนะ” คือ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทำให้ตะวันตกยิ่งใหญ่นั้น จึงถูกทำให้ดูเสมือนว่า พัฒนามาจากปัจจัยภายในของตะวันตกทั้งสิ้น แต่แท้จริงแล้ว ทุกขั้นตอนในการพัฒนาของตะวันตกนั้น ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากภายนอกแทบทั้งสิ้น ทั้งการหยิบยืมภูมิปัญญากรีกจากอารยธรรมอิสลาม การต่อยอดเทคโนโลยีจากประเทศจีน และการขูดรีดแรงงานและทรัพยากรจากประเทศอเมริกาและแอฟริกา
การหยิบยืมภูมิปัญญาซึ่งกันและกันนี้ ไม่ได้พึ่งเริ่มต้นจากอารยธรรมตะวันตกเท่านั้น แต่เป็นคุณสมบัติสำคัญของมนุษย์ที่เหนือกว่าสัตว์เพราะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากภูมิปัญญามุสลิมที่ชาวตะวันตกหยิบยืมไปนั้น ก็เป็นผลผลิตของภูมิปัญญากรีกผสานกับตัวเลขอารบิกจากอินเดีย และแน่นอนว่าภูมิปัญญากรีกที่ชาติตะวันตกภูมิใจหนักหนาก็ไม่ได้คิดค้นความรู้อันยิ่งใหญ่นี้ด้วยตนเองทั้งหมด ทว่ากรีกก็ยังมีวันเวลาที่ต้องหยิบยืมบางสิ่งบางอย่างจากอียิปต์เช่นกัน แน่นอนว่า แม้แต่ชาวจีนที่เคยภาคภูมิใจและเรียกตัวเองว่า “ประเทศศูนย์กลาง” ก็เคยหยิบยืมศาสนาพุทธจากอินเดีย หยิบยืมม้าและรถศึกจากตะวันออกกลาง
ปัญหาที่ “ดร.เอนก” ไม่ได้อธิบายอย่างแจ้งชัด แต่ได้ทิ้งปริศนาไว้ให้ขบคิดต่อก็คือ เหตุใดชนชาติมุสลิมและจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจมาก่อนนั้น จึงได้เสื่อมลง จนทำให้ตะวันตกมาหยิบยืมภูมิปัญญาและแซงหน้าไป
คำตอบนี้ไม่ง่าย และมีความสลับซับซ้อนที่พัวพันไปถึงวิชาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) แต่กระนั้น คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ “การที่ผู้เจริญลุ่มหลงในความยิ่งใหญ่ของตนเอง จนละลืมที่จะหยิบยืมความรู้ใหม่จากภายนอก”
นั่นหมายความว่า ทุกประเทศล้วนแต่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว (Comparative Advantage) ไม่มีใครเหนือใคร ผู้ยิ่งใหญ่คือ คนที่รู้จักหยิบยืมภูมิปัญญาใหม่จากภายนอกมาผสมกับความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อพัฒนานวัตกรรมและความเจริญอย่างไม่สิ้นสุด และหากวันใดที่หลงคิดว่าตนเองนำหน้าผู้อื่นไปไกล ก็จะเกิดปรากฎการณ์ย่ำอยู่กับที่ และปล่อยให้ชาติที่ด้อยกว่าต่อยอดความรู้ที่ยิ่งใหญ่ของเรา ไปใช้พัฒนาให้ตัวเองยิ่งใหญ่กว่าในท้ายที่สุด
สิ่งที่ “ดร.เอนก” ได้สรุปปิดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็คือ การปลดปล่อยความคิดและจินตนาการของเราจากการครอบงำอย่างแนบเนียนของตะวันตก โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยที่อ้างว่าเป็นสากลนั้น แท้ที่จริงก็เป็นผลผลิตของตะวันตก แน่นอนว่า ประชาธิปไตยอาจเป็นระบบที่ดีที่สุดในเวลานี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดบกพร่อง และก็ใช่ว่าจะไม่มีระบบที่ดีกว่านี้ในอนาคต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรล้มล้างประชาธิปไตยและนำเผด็จการมาแทนที่ เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า “ทุกความคิด ทุกระบบ ล้วนมีข้อบกพร่อง ล้วนไม่ใช่สิ่งสมบูรณ์ และต้องถูกท้าทายเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าอยู่เสมอ”
ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นจากประเทศญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ที่ไม่เคยยึดติดในความเป็นสากลของแนวคิดจากตะวันตก แต่สามารถ “เลือก” หยิบยืมทุกความคิด จากทุกส่วนของโลก แล้วนำมาปรับให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของตัวเอง จึงสามารถเจริญรุ่งเรืองก้าวแซงหน้าบางประเทศที่นิยมหยิบยืมมาทั้งดุ้นอย่างสุกเอาเผากิน
ปัญหาสุดท้ายที่ผู้เขียนจะขอต่อยอดจาก “ดร.เอนก” ก็คือ การหยิบยืมภูมิปัญญาจากทั่วโลก เพื่อปรับให้เข้ากับความเป็นไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และในเชิงปฏิบัติก็ไม่มีใครสามารถสรุปได้โดยไม่ต้องค้นคว้าวิจัยว่า สิ่งใดที่ควรหยิบยืม สิ่งใดที่ควรละทิ้ง ยังไม่นับว่าอะไรคือตัวชี้วัดความเป็นไทย เพราะหากเรายังไม่รู้จักตัวเรา ก็คงยากที่จะหยิบยืมความคิดผู้อื่นมาใช้ได้อย่างไม่เกิดโทษภัย
แทนที่จะผลิตและบริโภคในสิ่งเดิมๆ โดยปล่อยให้เวียดนามแซงหน้าไปนั้น รัฐบาลที่กู้ยืมเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไปมากมาย น่าจะเจียดปันงบประมาณบางส่วนมาศึกษาความคิดดีๆจากทั่วทุกมุมโลกอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงผิวเผินอย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งได้กลายเป็น “ยาพิษ” ที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจการพัฒนาแบบตะวันตกผิดพลาดไปทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน ยิ่งกว่านั้น ยังต้องเร่งศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาความเป็นไทย ซึ่งไม่ใช่แค่การกลับไปหาวันคืนเก่าๆ แล้วปล่อยให้ประเทศดำดิ่งสู่ความหายนะ
ประเทศไทยเป็นชนชาติที่ชาญฉลาดในการหยิบยืมเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งก็ถือเป็นความสามารถประการหนึ่ง แต่เนื่องจากหยิบยืมเพียงเปลือกผิวจึงมักจะลุ่มๆดอนๆ ดังตัวอย่างจากการพัฒนาเพื่อเป็น “เสือตัวที่ 5” แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการเป็น “กุ้ง” ในต้มยำ ให้ฝรั่งกอบโกย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้อง “ลงทุน” ในการศึกษาค้นคว้าความเจริญและวิทยาการจากประเทศต่างๆอย่างลึกซึ้งจริงจัง เพื่อเป็นรากฐานในการหยิบยืมต่อยอด และก้าวกระโดดสู่การเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในสักวันหนึ่ง
เพลง...โลกสมมติ