เรื่องเล่า จากการศึกษาดูงาน ระดับบัณฑิตศึกษา ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2552
จากแนวนโยบายการจัดการศึกษา ในระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในการเป็นผู้นำนโยบายการศึกษาระดับสากลสู่ท้องถิ่น (World’s Local University) ซึ่งเน้นกระบวนการผสมผสานความรู้ทั้งด้านทฤษฎี และประสบการณ์จากความเป็นจริง เพื่อการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการนี้ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จึงได้จัดทำโครงการศึกษาดูงานระดับบัณฑิตศึกษา ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์และให้ผู้ศึกษาได้เปิดโลกทัศน์ เกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศ รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์แก่นักศึกษาในระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต รุ่นที่ 2 ศูนย์มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ดังนี้ คือ เพื่อให้นักศึกษาเกิดความรู้ประสบการณ์ที่กว้างขวาง และได้รับประสบการณ์ทางตรงในต่างประเทศ เกิดการเรียนรู้ในด้านการพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ ระดับท้องถิ่น และได้รับประสบการณ์ด้านการพัฒนา และให้เกิดแนวคิดในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ความเป็นสากล ซึ่งมีคณะผู้ร่วมเดินทางศึกษาดูงาน ประกอบด้วย ท่านอาจารย์ และคณะนักศึกษา ประมาณ 30 ชีวิต
สิ่งที่ได้จากประเทศอินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย (Indonesia) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) เป็นหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทวีปออสเตรเลีย และระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิก มีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว (อินโดนีเซีย: กาลิมันตัน), ประเทศปาปัวนิวกินี บนเกาะนิวกินี (อินโดนีเซีย: อิเรียน) และ ประเทศติมอร์ตะวันออกบนเกาะติมอร์
อินโดนีเซียประกอบด้วยหมู่เกาะที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน แต่ต่อมาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเนเธอร์แลนด์อยู่นานประมาณ 300 ปี ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซีย และทำการขับไล่เนเธอร์แลนด์เจ้าอาณานิคมของอินโดนีเซียออกไปได้สำเร็จ จึงทำให้ผู้นำอินโดนีเซียคนสำคัญ ๆ ในสมัยนั้นให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ให้ความไว้วางใจกับญี่ปุ่นมากนัก เพราะมีเหตุเคลือบแคลง คือ เมื่อมีผู้รักชาติชาวอินโดนีเซียจัดตั้งขบวนการต่าง ๆ ขึ้นมา ญี่ปุ่นจะขอเข้าร่วมควบคุมและดำเนินงานด้วย เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามและประกาศยอมจำนนต่อฝ่ายพันธมิตร อินโดนีเซียได้ถือโอกาสประกาศเอกราชในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2488 แต่เนเธอร์แลนด์เจ้าอาณานิคมเดิมไม่ยอมรับการประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย จึงยกกองทัพเข้าปราบปราม ผลจากการสู้รบปรากฏว่าเนเธอร์แลนด์ไม่สามารถปราบปรามกองทัพของชาวอินโดนีเซียได้ อังกฤษซึ่งเป็นพันธมิตรกับเนเธอร์แลนด์จึงเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย เพื่อให้ยุติความขัดแย้งกัน โดยให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงลิงกัดยาติ (Linggadjati Agreement) เมื่อ พ.ศ. 2489 โดยเนเธอร์แลนด์ยอมรับอำนาจของรัฐบาลอินโดนีเซียในเกาะชวาและสุมาตรา ต่อมาภายหลัง เนเธอร์แลนด์ได้ละเมิดข้อตกลง โดยได้นำทหารเข้าโจมตีอินโดนีเซีย ทำให้ประเทศอื่น ๆ เช่นออสเตรเลีย และอินเดียได้ยื่นเรื่องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้าจัดการ สหประชาชาติได้เข้าระงับข้อพิพาท โดยตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย ออสเตรเลีย เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยประนีประนอม และได้เรียกร้องให้มีการหยุดยิง แต่เนเธอร์แลนด์ได้เข้าจับกุมผู้นำคนสำคัญของอินโดนีเซีย คือ ซูการ์โนและฮัตตาไปกักขัง ต่อมาทหารอินโดนีเซียนำตัวผู้นำทั้งสองออกมาได้ ในระยะนี้ทุกประเทศทั่วโลกต่างตำหนิการกระทำของเนเธอร์แลนด์อย่างยิ่ง และคณะมนตรีความมั่นคงได้กดดันให้เนเธอร์แลนด์มอบเอกราชแก่อินโดนีเซีย ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2492 อินโดนีเซียได้รับเอกราช แต่ความยุ่งยากยังคงมีอยู่ เนื่องจากเนเธอร์แลนด์ไม่ยินยอมให้รวมดินแดนอิเรียนตะวันตกเข้ากับอินโดนีเซีย ทั้งสองฝ่ายจึงต่างเตรียมการจะสู้รบกันอีก ผลที่สุด เนเธอร์แลนด์ก็ยอมโอนอำนาจให้สหประชาชาติควบคมดูแลดินแดนอิเรียนตะวันตก และให้ชาวอิเรียนตะวันตกแสดงประชามติว่าจะรวมกับอินโดนีเซียหรือไม่ ผลการออกเสียงประชามติ ปรากฏว่าชาว อิเรียนตะวันตกส่วนใหญ่ต้องการรวมกับอินโดนีเซีย สหประชาชาติจึงโอนอิเรียนตะวันตกให้อยู่ในความปกครองของอินโดนีเซียเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2506
ประเทศอินโดนีเซียมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขและทำหน้าที่ปกครองประเทศ
อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ อันดับ 7 ของโลก และใหญ่เกือบเป็น 4 เท่าของประเทศไทย ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อย จำนวน 17,508 เกาะ มีพื้นที่ 4,085,606 ตารางกิโลเมตร ชายฝั่งทะเลยาว 54,716 กิโลเมตร ปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 30 จังหวัด (provinces - propinsi-propinsi) 2 เขตพิเศษ* (special regions - daerah-daerah istimewa) และ 1 เขตนครหลวงพิเศษ** (special capital city district - daerah khusus ibukota) ได้แก่ เกาะสุมาตรา เกาะชวา หมู่เกาะซุนดาน้อย เกาะบอร์เนียว เกาะซูลาเวซี หมู่เกาะโมลุกกะ เกาะปาปัว
เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะต่าง ๆ มีเกาะใหญ่น้อยเกือบ 18,000 เกาะ มีภูเขาสูงอยู่ตามเกาะต่าง ๆ โดยทั่วไปเทือกเขาที่มีความสูงมาก ตามบริเวณเขามักมีภูเขาไฟและมีที่ราบรอบเทือกเขาชายเกาะมีความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล ทำให้มีที่ราบบางแห่งเต็มไปด้วยหนองและบึง ใช้ประโยชน์ไม่ได้
ลักษณะอากาศแบบศูนย์สูตรมีฝนตกชุกตลอดปี แต่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก(ประมาณ 24-30 องศาเซลเซียส) เพราะพื้นที่เป็นเกาะจึงได้รับอิทธิพลจากทะเลอย่างเต็มที่
ป่าไม้ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบ เป็นประเทศที่มีป่าไม้มากที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผลิตผลจากป่าไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็ง แร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมทำรายได้ให้กับ ประเทศมากที่สุด อินโดนีเซียเป็นสมาชิกขององค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็น สินค้าออก มีการปลูกพืชแบบขั้นบันได พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ข้าว ยาสูบ ข้าวโพด เครื่องเทศ ลักษณะภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะทำให้อินโดนีเซียสามารถจับสัตว์น้ำได้มาก อุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การกลั่นน้ำมัน การต่อเรือ เป็นต้น
ประชากร อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 234 ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ออสโตร นีเชียน และนับถือศาสนาอิสลาม เชื้อชาติ ชาวชวา 41.7% ชาวซุนดา 15.4% ชาวมาเลย์ 3.4% ชาวมาดูรีส 3.3% ชาวบาตัก 3% ชาวมินังกะเบา 2.7% ชาวเบตาวี 2.5% ชาวบูกิน 2.5% ชาวบันเทน 2.1% ชาวบันจารี 1.7% ชาวบาหลี 1.5% ชาวซาซะก์ 1.3% ชาวมากัสซาร์ 1% ชาวเชรีบอน 0.9% ชาวจีน 0.9% อื่นๆ 16.1% ชาวอินโดนีเซียมีภาษาที่ใช้เป็นทางการมีรากฐานมาจากภาษามลายู เรียกว่า ภาษาบาฮาซาอินโด นิเซีย มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนา ประจำชาติ โดย ศาสนาอิสลาม 87% ศาสนาคริสต์ 9.5% ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 1.8% ศาสนาพุทธ 1.3%
ผลที่ได้จากการสังเกต และสอบถาม รวมถึงบรรยายของสถานที่ต่างๆ ในการศึกษาดูงานครั้งนี้ โดยสังเขป
ขอเล่าท้าวความตั้งแต่ออกเดินทางจากสถาบันเลยแล้วกันนะคะ จริงๆ แล้วการเดินทางทั้งใน และต่างประเทศ สำหรับคุณ Pass แล้ว เป็นเรื่องที่ม่ายค่อยตื่นเค้นแล้วละ เพราะหน้าที่ในงานที่รับผิดชอบนั้นต้องเดินทางบ่อย แต่ที่ตลกก็คือ เพื่อนๆ ประมาณ 80% เป็นประเภทไม่ค่อยได้เดินทางไปไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางโดยเครื่องบิน และไปต่างประเทศซะด้วย เราได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ และไม่คุ้นเคยมาก่อน ตั้งแต่ออกเดินทางเลยละ ก็เรื่องถ่ายรูปไง..... โดยส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปคนๆๆๆๆๆ จะชอบแต่วิว และธรรมชาติ แต่เพื่อนเป็นพวก Mr. และ Miss Photoginic ทุกคนไม่ได้สนใจว่าใครจะจัดการเรื่องการเดินทางอย่างไร ถ่ายรูปอย่างเดียว ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบสนามบินสุวรรณภูมิ ยันก้าวสุดท้ายที่กลับถึงประเทศไทย ไม่รู้จักเหน็ดจากเหนื่อย ทำเอาคุณ Pass ต้องบ้าไปด้วย บ้าไม่บ้าเปล่า มีการ Post ท่าด้วยนะ เฮ้อ....ทำไปได้ (ดูรูปประกอบตอนท้ายละกันนะคะ) แถมบนเครื่องบินที่ฮาไปกว่าการถ่ายรูป ก็คือเรื่องที่นั่งและเข็มขัดของที่นั่ง แต่ละคนหาไม่เจอมั่ง ใช้ไม่เป็นมั่ง มาตบท้ายด้วยภาษาอังกฤษที่สุดจะแข็งแรง.....(ไม่ได้เรื่อง) ของพวกเรา สนุกดี พูดถูกมั่งผิดมั่ง ....... สบายใจดี งานนี้นะคุณ Pass เป็นดาวไปเลย จากภาษาอังกฤษที่ประเมินโดยตัวเองว่า เราเนี่ยแย่มากๆๆๆๆๆ แต่งานนี้....คุณ Pass กลายเป็นลุ่มล่ามไปในตัวเลย ทุกที่ที่พวกเราเหยียบลงไป คุณ Pass ต้องแจ้นลงไปก่อน พร้อมกับไกด์ (ยกเว้นบรรดาท่านอาจารย์นะ เพราะเค้าพูดเก่งอยู่แล้ว) เพื่อไปเจรจาและประสานงา....เอ๊ย....ประสานงาน โอ...แม่เจ้า....เป็นดางโดยไม่รู้ตัว อีกเรื่องก็เรื่องของการ Shopping กระจาย.......งานนี้คุณ Pass Shop กระจายไป 2 ล้านกว่าๆๆๆ (อย่าตกใจ.....เงินของเค้าคือลูเปียร์....(สะกดถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้)....คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 2 -3 หมื่นบาทแหละ) ก็จะไม่กระจายได้ไง เพื่อนร่วมงานก็ประมาณ 49 ท่าน ญาติโยมอีก เพื่อนสนิทๆๆๆ อีก ......ก็ดีนะ ในส่วนเถดิเทิงทิงนองนอยเนี่ย คุณ Pass ก็ได้ประสบการณ์ที่ดีนะ มันทำให้เรารู้ว่า ในการเดินทางแต่ละครั้ง เรื่องของการเตรียมตัว และการศึกษาข้อมูลสถานที่ ลักษณะภูมิประเทศ และอากาศ วัฒนธรรม/ประเพณี และกฎระเบียบของสถานที่นั้นๆ เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม และที่สำคัญเราไม่ควรนำเอาสัมภาระไปมาก เพราะกระเป๋าจะไม่มีที่ว่างสำหรับการใส่ของฝากกลับบ้าน...55555 อีกเรื่องที่สำคัญคือภาษา พอกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ คุณ Pass เลยต้องตื่นตัวมากขึ้น กลับมาใช้ภาษาอังกฤษวันละคำกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงาน เพื่อฝึกความคล่องตัวเลยละ......
จากเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีสาระที่จดจำมาเล่าสู่กันฟัง ก็กลับเข้ามาสู่สาระน่ารู้ในอินโดนีเซียกันเถอะนะคะ สถานที่แรกที่เราไปเมื่อเราย่างก้าวถึงประเทศอินโดนีเซีย (ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า.... บางคนไม่ได้แปรงฟันด้วยละ....) ก็คือ วังสุลต่าน ที่นี่พวกเราได้ศึกษารูปแบบ แผนผัง และระบบการดูแลรักษาความปลอดภัย รวมถึงศึกษาโบราณวัตถุ ที่เก็บสะสมไว้ในบริเวณวัง ซึ่งจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมได้เป็นบางพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตพระราชฐาน เนื่องจากสุลต่านองค์ที่ 10 (องค์ปัจจุบัน) ยังทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังแห่งนี้
สถานที่ต่อมาก็วัดพรามนันต์ วัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นสถานที่ที่เป็นตำนานเร้นลับแห่งเทพพระเจ้าฮินดู ทั้ง 3 องค์ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก จาก UNESCO ศึกษารูปแบบและการจัดผังของวัด รวมถึงศิลปกรรมโบราณที่ยังหลงเหลือให้พบเห็นจากการถูกพายุถล่มในอดีต ปัจจุบันมีพื้นที่บางส่วนอยู่ระหว่างการทำนุบำรุงให้กลับมีสภาพเหมือนเดิม
เช้าวันรุ่งขึ้น เราก็เดินทางไปยังบุโรพุทโธ วัดพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกแบบและสร้างขึ้นในแบบของตัวเอง ไม่เหมือนที่ใด ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก จาก UNESCO และเป็นพุทธสถานที่มีความสำคัญและยิ่งใหญ่ในระดับเดียวกับนครวัด ลักษณะของบุโรพุทโธเมื่อมองจากท้องฟ้าจะเห็นเหมือนดอกบัวตูมขนาดใหญ่ที่กำลังจะบาน ลอยอยู่กลางทะเลสาบ
สถานที่ที่ 2 ของวันนี้ วิหารทานาล็อท วิหารงูอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู สร้างไว้เพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งมหาสมุทร ตั้งอยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ซึ่งยังเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนโดยทั่วไป และยังเป็นสถานที่ซึ่ง ธำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม (ที่นี่...เป็นสถานที่ที่คุณ Pass ใฝ่ฝันอยากจะมามาก คุณ Pass ไปตามหาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์....เพื่อขอพร....แต่หาไม่เจอ.....เฮ้อ....แห้ว) แล้วก็หมดเวลาสำหรับ 1 วัน
วันที่ 3 ของการเดินทาง เราไปหมู่บ้านบาตูบูรัน เพื่อศึการูปแบบการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองของชาวบาหลี “ระบำบารองด๊านซ์” ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งรูปแบบการแสดงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างปีศาจชั่วร้ายและความดี ซึ่งเป็นเรื่องราวความเชื่ออันมีที่มาจากตำนานของเทพเจ้าโบราณ
แล้วก็เดินทางไปหมู่บ้านท๊อปปาติ ชมขั้นตอน/กรรมวิธีการย้อมและเพ้นท์ผ้าบาติกแบบพื้นเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพหลักของประชาชนในหมู่บ้าน รวมถึงสามารถสร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับเกาะบาหลีเป็นอย่างดี (ช่างศิลป์ที่นี่ เขียนลายดอกไม้ที่ชายเสื้อให้คุณ Pass ด้วยนะ เพราะเดินทางครั้งนี้คุณ Pass ตัดสินใจถูก เลือกพกไปแต่เสื้อผ้าสีพื้นๆ ไม่มีลายเลยทำให้ช่างศิลป์เลือกเพ้นท์เลายให้คุณ Pass และแล้วเพื่อนๆ ก็เลียนแบบตามเคย)
ต่อจากนั้น เราก็เดินทางไปหมู่บ้านมาส และหมู่บ้านเชลุค การสาธิตการแกะสลักไม้แบบพื้นเมือง และการแกะสลักเครื่องประดับและทอง รวมถึงชมผลิตภัณฑ์เครื่องประดับจากฝีมือชาวบ้านพื้นเมือง
แล้วก็เดินทางต่อไปยังภูเขาไฟคินตามนี ภูเขาไฟในบริเวณหุบเขาที่ยังคงความเป็นธรรมชาติ และยังหลงเหลือเชื้อไฟซึ่งพร้อมที่จะปะทุได้ตลอดเวลา ตามลักษณะของการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ศึกษาวิธีการรักษาและอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงวิธีการจัดบริการการท่องเที่ยว แก่นักท่องเที่ยวทั่วไป
จากนั้นเราก็ไปวัดเทมภัคสิริงค์ ที่ตั้งของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (น้ำพุตัมปะก์ซีริง) สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่มีความเชื่อกันมาแต่โบราณว่า พระอินทร์ ทรงสร้างขึ้นตอนที่เจาะพื้นพิภพเพื่อสร้างบ่อน้ำอมฤตชุบชีวิตนักรบของพระองค์ และในปัจจุบันประชาชนและนักท่องเที่ยว ยังคงเลื่อมใสศรัทธา เดินทางไปขอพรอยู่อย่างเนืองแน่น (ที่นี่...คุณ Pass สมหวังในการที่ได้ขอพรกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ขอไม่ใช่เรื่องของเนื้อคู่นะ คุณ Pass ขอเรื่องอื่น แถมยังให้สัญญากับตัวเองด้วยว่าจะกลับไปอีก ถ้าพรที่ขอสมหวัง.....ถึงวันนี้ ยังสมหวังไม่ครบนะคะ...เลยยังไม่กลับไป อิอิ.....) ณ บริเวณใกล้ๆกันเป็นบ้านพักของอดีตประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งอยู่บนเขาใกล้ๆ กับวิหารและบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
วันที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย สงสัยจะวันที่ 4 วันนี้เราไปศึกษาดูงานที่ Udayana University เราศึกษารูปแบบการจัดการเรียนการสอน หลักสูตร และการดูแลนักศึกษา รวมถึงศึกษาวิธีการบริหารจัดการด้านการพัฒนาเมือง การปกครอง และการดูแลประชาชนของรัฐบาลอินโดนีเซีย และผู้มีอำนาจปกครองเกาะบาหลี
จากเรื่องราวของการศึกษา เราก็เดินทางไปยังบริเวณชายหาดนูซาดัวร์ ศึกษารูปแบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของเกาะบาหลี รวมถึงการจัดระเบียบและการดูแลรักษาความสะอาดบริเวณชายฝั่งทะเล
สถานที่สุดท้ายของการเดินทางในประเทศอินโดนีเซียก็คือ ชายหาดนูซาดัวร์ เป็นไงคะ เหมือนไปเที่ยวเน๊อะ แต่สำหรับคุณ Pass แล้วไม่ปล่อยให้เรื่องราวแบบนี้ขาดเรื่องงานหรอก คุณ Pass ไปได้ประสบการณ์จากการเดินทางครั้งนี้มากมาย ดังพอสรุปเป็นผลที่ได้รับจากการศึกษาดูงาน ไดดเลยนะ ก็แบบนี้ไง......
- ได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดการทางสังคม เศรษฐกิจ และการปกครองของประเทศอื่น ที่มิใช่ประเทศไทย แบบศึกษาประสบการณ์ทางตรงในต่างประเทศ
- เกิดแนวคิดในการนำรูปแบบพัฒนาการเมืองการปกครอง การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ ระดับท้องถิ่น มาปรับใช้กับท้องถิ่นของประเทศไทย
- เกิดแนวคิดในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย สู่ความเป็นสากล ตามวิถีไทย
- ได้เรียนรู้รูปแบบการจัดการด้านการคมนาคม ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนมากจะเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศ และถ้าเป็นการคมนาคมภายในเกาะก็จะใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยาน
จะสังเกตุว่า การไปดูงานครั้งนี้ นอกจากจะได้รับบทเรียนตามที่หลักสูตรกำหนดแล้ว ส่วนตัวคุณ Pass ยังได้สังเกตวิถีชีวิตของคนที่นั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมการแต่งกาย (ผู้เขียนเป็นคนชอบสไตล์การแต่งกายลักษณะนั้นด้วย) ดูสวยงาม เลยได้นำเอารูปแบบของเค้ามาใช้ในบ้านเรา โดยประยุกต์และออกแบบผ้า และเครื่องแต่งกายของประเทศเรา ในรูปแบบของอินโดนีเซีย ก็ดีนะ สวยแปลก แถมยังได้ใช้สินค้าบ้านเราด้วย และด้วยเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านสุขาภิบาลอาหารและน้ำ ก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตุสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ขณะที่เดินทางไปดูงานในสถานที่ต่างๆ สิ่งที่สังเกตุพบ และนำมาเปรียบเทียบได้กับบ้านเราก็คือ ลักษณะของการบริการอาหาร และเครื่องดื่ม ตามที่หรือทางสาธารณะของประเทศเค้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ก็คงจะเหมือนของเราเมื่อประมาณ 10-20 ปีก่อนโน้น คือยังล้าหลัง ไม่มีการจัดการที่เป็นระเบียบ คุณภาพของวัสดุยังด้อยและไม่ได้มาตรฐาน แถมตัวผู้ประกอบการเองยังไม่มีความรู้เรื่องสุขลักษณะส่วนบุคคล ในส่วนของการจัดการสิ่งแวดล้อมยังเป็นแบบตามมีตามเกิด ความสวยงามเป็นระเบียบจะมีเฉพาะในเขตเมือง ที่เหลือจะเป็นตามธรรมชาติ ส่วนเรื่องของการจัดการขยะและสิ่งปฏิกูล ยิ่งแย่ใหญ่ มีขยะเกลื่อนกลาดไปตามท้องถนน ไม่ค่อยเห็นถังชขยะบริเวณที่หรือทางสาธารณะ เรื่องส้วมยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นส้วมสาธารณะ หรือส้วมในหน่วยงานราชการ อยากบอกว่าถ้าไม่ถึงที่สุด จะไม่ใช้บริการเด็ดขาด 555 ไม่สะอาด น้ำไม่เพียงพอ ไม่มีที่ล้างมือ ไม่มีกระดาษทิชชู โอ๊ย..... เหลือกินเหลือกา แต่ที่ชมเค้าก็คือ ส่วนมากจะนำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมีประยุกต์ใช้ในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น รถเข็นขายอาหารของประเทศนี้ ส่วนมากจะทำจากไม้ ทั้งคัน รวมถึงภาชนะ/อุปกรณ์บางอย่างยังใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ใช้ใบตอง ใช้กะลามะพร้าวแทนภาชนะ เป็นต้น จริงๆ แล้วประเทศอินโดนีเซียก็เคยมีการส่งเจ้าหน้าที่มาศึกษาดูงานในประเทศไทยนะ ที่ทราบเพราะเคยต้องรับคณะผู้ศึกษาดูงาน แต่การพัฒนาของเค้าก็ดูจะเป็นไปได้ช้า ก็คงมาจากลักษณะการแบ่งเขตปกครองของเค้ามั๊ง เพราะเค้าจะแบ่งเขตเป็นเมือง (เป็นเกาะ) การพัฒนาจึงเป็นหย่อมๆ ถ้าเป็นร้านอาหาร ภัตตาคารใหญ่ ก็ดูจะดีมีมาตรฐาน แต่ในร้านขนาดเล็ก หรือที่/ทางสาธารณะก็ต้องพัฒนาอีกมากเลยละ
ที่เขียนมาเนี่ย ก็ไม่แน่ใจหรอกนะคะ ว่าจะเป็น KM KA หรือ KI หรือเปล่า แต่อยากจะลองเล่าประสบการณ์ที่ผสมผสานความคิดเห็นของตนเอง จากประสบการณ์การทำงานให้ทุกท่านช่วย Comment ให้หน่อยนะคะ คุณ Pass ม่ายค่อยเก่ง..... แต่อยากเป็นสมาชิก......แถมท้ายนี้ก็ได้แนบรูปที่พยายามเก็บสะสมมาให้ดูนะคะ จริงๆ แล้วเรื่องราวนี้ก็ผ่านมา 1 ปีแล้วละ แต่คุณ Pass ยังจำได้แม้นแม่นค่ะ.......
คนดีที่ล้านลุ่ม (Passy)
อยากไปเห็นด้วยตาตัวเองจัง ครั้งหน้าพาไปด้วยนะ