ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ของกรณีศึกษาท่านหนึ่งที่สูญเสียสามี เมื่อปีที่แล้ว และเพิ่งสูญเสียลูกสาวอายุ 20 ปี เมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา
กรณีศึกษาท่านนี้มาด้วยปัญหานอนหลับไม่สนิท มา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม มักชอบนอนเอียงศรีษะดูทีวีจนหลับไปทุกคืน จะตื่นมาตี 1-2 เมื่อได้ยินเสียงทีวีหรือมาปิดทีวี ปัจจุบันรู้สึกเศร้าใจ วิตกกังวลใจ ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียคนที่รัก โดยเฉพาะลูกสาว ที่อยากให้กลับมาอยู่ด้วย มักมองห้องและสิ่งของของลูกสาวแล้วเสียใจบ่อยครั้ง ไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ มักชอบใช้เวลาว่างไปซื้อต้นไม้กับลูกชาย และปลูกในกระถางและดูแลอย่างชื่นใจที่บ้าน
ผมได้เริ่มพูดคุยและตรวจประเมินความรู้ความเข้าใจของกรณีศึกษา เปิดโอกาสให้เขาได้ระบายสิ่งที่กังวลใจและสิ่งที่คาดหวัง ตลอดจนใช้คำถามปลายเปิดชวนให้เขาคิดถึงกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีความสุขในปัจจุบัน
กรณีศึกษาร้องไห้และพยายามจะบอกว่า "อยากพบและกอดลูกสาวให้หายคิดถึง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไร ทำใจยังไม่ได้ รู้ว่าต้องทำงานบ้านและปลูกต้นไม้ที่ชอบเพื่อจะได้ไม่อยู่เฉยๆ จนนั่งคิดถึงลุกสาวทุกวันทุกคืน"
ผมพยายามพูดคุยต่อโดยให้เขาทบทวนความรู้สึกว่า ทำใจได้อย่างไรตอนที่สามีเสียชีวิต เขาตอบว่า "ใช้เวลานาน 1 ปี กว่าจะทำใจได้...แต่ก็รู้สึกว่าทำใจง่ายกว่าเหตุการณ์ของลูกสาว"
ผมแนะนำให้เขานอนบนเบาะสบายๆ และอธิบายถึงการใช้เทคนิคสะกดจิตตนเองและการสร้างจินตนภาพให้เกิดการสื่อสารกับร่างกายให้หลับตาลง หายใจนิ่งผ่อนคลาย และควบคุมไม่ให้มีความคิดแทรกหรือกังวลมากเกินไปใน 15 นาที ลองพยายามผ่อนคลาย หายใจเข้าออกช้า สัมผัสร่างกายที่กำลังจะพักผ่อน และเมื่อควบคุมสติและความคิดให้มีเป้าหมาย ก็ค่อยๆ สื่อสารกับความคิดว่า อยากเห็นภาพของลูกสาวผู้เป็นที่รักอย่างชัดเจนมากที่สุด
กรณีศึกษาหลับตา หายใจถี่เร็ว ร้องไห้ออกมาเรื่อยๆ และใช้เวลานานกว่าจะนิ่งผ่อนคลาย แต่ยังไม่สามารถเห็นภาพลุกสาวในจิตรู้สำนึกได้
ผมสอบถามข้อมูลว่า มีอาการทางร่างกายอื่นๆ ที่คิดว่ามีอุปสรรคต่อการนอนอย่างไร จึงได้คำตอบว่า เขารู้สึกเพดานหมุนทุกครั้งที่ตะแคงศรีษะลงมานอนหงายบนเตียง และต้องนอนตะแคงศรีษะข้างขวาดูทีวีเพื่อให้นอนหลับไปเลยโดยไม่เคยคิดว่า จะเข้าไปนอนหงายบนเตียงอย่างตั้งใจเลย บางครั้งที่มีนอนงีบช่วงกลางวันแบบตะแคงศรีษะข้างซ้ายดูทีวี จะไปซื้อต้นไม้หรือออกนอกบ้านเมื่อมีลูกชายไปเป็นเพื่อน ชอบปลูกต้นไม้แต่ไม่ค่อยทำเป็นประจำ จะทำเมื่อรู้สึกอยากทำหรือเบื่อๆ ไม่อยากออกไปนอกบ้าน กลัวคนอื่นๆ จะชอบมาถามถึงเรื่องสามีหรือลูกสาวที่เสียชีวิตไป
ผมลองใช้หลักการ Vestibular Rehabilitation (Turning Head on the affected side) โดยให้อยู่ในท่านั่งแล้วบอกเขาให้หมุนศรีษะจากซ้ายไปขวาช้าๆ และจากขวาไปซ้ายช้าๆ ตะแคงไปซ้าย ตะแคงไปขวา ก้มและเงยศรีษะ แล้วทบทวนความรู้สึกมึนงง เมื่ออาการปกติ ก็ให้ลองทำท่าจากนั่งบนเบาะสู่การนอนตะแคงและหงายบนเบาะ พบว่า ผุ้ป่วยไม่มึนงง เมื่อผมบอกให้เริ่มนอนหงายบนเบาะ แล้วหมุนศรีษะจากขวาไปซ้ายแล้สมาขวาทันที เพื่อให้น้ำในหูชั้นในมีการปรับตัวท่าทางของร่างกาย
จากนั้นใช้หลักการ Cognitive Traning การฝึกความรู้ความเข้าใจ - คิดถึงการสื่อสารหรือสั่งร่างกายให้ตั้งใจหลับตาและปล่อยวางผ่อนคลาย โดยสะกดจิตตนเองว่า ภาพลูกสาวจะชัดเจนหากเขามีสมาธิจดจ่อให้ตนเองนอนหลับสบายและฝันดีถึงความรู้สึกที่ประทับใจกับลูกสาว (เทคนิคนี้ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยหูแว่วประสาทหลอน เพราะอาจทำให้ความคิดไม่อยู่ในความเป็นจริงปัจจุบัน)
กรณีศึกษาเริ่มเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาวะร่างกายและจิตใจของตนเอง ตามธรรมชาติของการสูญเสียลุกสาวและกำลังปรับตัวทำใจยอมรับ
ปล. ผู้สนใจศึกษา The Kübler-Ross Grief Cycle เพิ่มเติมจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/K%C3%BCbler-Ross_model
และภาพประกอบข้างล่าง สืบค้นมาจาก
Applying The Kübler-Ross Grief Cycle To Impeachment
Posted July 11th, 2008 by Michael Janzen ที่
http://www.michaeljanzen.com/2008/07/11/applying-the-kubler-ross-grief-cycle-to-impeachment/

กรณีศึกษาได้ลองเลือกวาดรูปภาพต้นมะพร้าว (ใบยักๆมากมาย) กับฝูงนกบินเกาะกลุ่มหนาแน่นบนฟ้า ดูแล้วมีความวิตกกังวลสูง และเมื่อสัมภาษณ์เพิ่มเติม เขามีอุปนิสัยวิตกกังวลในการทำกิจวัตรประจำวันอยู่จนเคยชินแล้ว
เขาถามว่า เท่าที่ผมในฐานะอาจารย์นักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมประเมินและแนะนำเกือบ 1 ชม. คิดว่าเขาเป็นอย่างไร และจะนอนหลับดีไหม
ผมตอบว่า เขามีสุขภาพจิตที่ดี เพราะรู้ว่าต้องมีกิจกรรมทำเพื่อไม่ให้จิตอยู่ว่าง และควรพยายามทบทวนตนเองว่า การนอนหลับที่ดีควรจัดท่าทางและสื่อสารร่างกายด้วยตนเองมากกว่าที่จะนอนตะแคงให้ทีวีเป็นยานอนหลับ กิจกรรมทีมีความสุขกับคนที่รัก เช่น ลูกชาย เป็นสิ่งที่วางแผนได้อยู่ตลอดเวลา พยายามคิดดีในการพบปะผู้คนนอกบ้านหรือสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลาย (ไม่คาดหวังว่าจะพบความทุกข์ใดๆ แต่มองเชิงบวกว่าจะทำกิจกรรมที่มีความสุข) เปิดโอกาสให้ร่างกายนอนหลับเพียงพอและฝึกจดจ่อกับการหายใจหรือการสื่อสารร่างกายให้ผ่อนคลาย ปล่อยจิตให้ว่าง แล้วภาพของลุกสาวน่าจะปรากฎชัดเจนเพื่อทบทวนให้เขาเกิดการยอมรับว่า ลูกสาวจากโลกนี้ไปและอยู่ที่สวรรค์อย่างมีความสุข ลูกสาวจะดีใจมากๆ เมื่อแม่ของเขานอนหลับฝันดี ไม่เสียใจมากๆ แบบนี้
เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ที่คนปกติคนหนึ่งจะทนได้ โชคดียังมีลูกชายและยังพยายามดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ฝากขอให้กำลังใจไปด้วยคนครับ
ขอบคุณมากครับคุณเอกราช
เรียน อาจารย์ที่นับถือ
เป็นชาวมหิดลที่สนใจเรื่องจิตวิทยา(แต่เน้นด้านคนพิการค่ะ) ขอโมทนากับจิตที่เปี่ยมด้วยกุศลของอาจารย์ และขอฝากให้กำลังใจคุณแม่ว่า การคิดด้วยจิตที่เมตตาจะช่วยจะช่วยเยียวยาคุณแม่ ให้มีจิตใจเข้มแข็งเป็นที่พึ่งที่รักของลูกชาย และคนอื่นๆต่อไปค่ะ
ขอบคุณครับคุณแม่พลอย ชาวมหิดลเหมือนผมครับ
เป็นบทความที่เยี่ยมมากๆเลยค่ะ
ให้ึความรู้ได้ดีมาก ขอบคุณนะคะอาจารย์พี่ป๊อบ
(ขอเรียกว่า "อาจารย์พี่ป๊อบนะคะ")
ขอบคุณมากครับคุณ bluepanda bluepanda