สวัสดีค่ะคุณครู
เช้านี้หนูตื่นขึ้นมาประมาณตีสี่ ขยับตัวจากที่นอนดึงเบาะออกมานั่งกราบสามครั้ง แล้วก็เริ่มสวดมนต์ทำวัตรเช้า ตามด้วยการทำสมาธิภาวนา หนูเปิด G2K อ่านบันทึก เปิดเช็คเมลล์ แล้วค่อยนั่งเขียนบันทึก อืมเช้านี้ตอนแรกเหมือนหนูตั้งใจจะเล่าเรื่องการอ่านวารสาร ควบคู่กับการลุยงานวิจัย แต่เขียน ๆ ไป รู้สึกว่า อืมเหมือนหนูได้ทบทวนกระบวนการแล้วตรวจสอบแก้ไข แล้วยิ่งพบข้อบกพร่องแล้วลงมือปรับปรุง ยิ่งรู้สึกว่าผลงานที่ออกมาละเอียดมากขึ้น ประเด็นจึงถูกปรับ เขียนเสร็จหนูเปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกาย เสร็จแล้วแวะซื้อกับข้าวที่ตลาดแพทย์แผนไทย
หนูเดินเข้ามาในหอพักเป็นความรู้สึกเฉื่อย ๆ เกิดขึ้นในใจ แต่ก็ระลึกว่า เฮ้ยเฉื่อยไม่ได้ เวลามีน้อย วัน ๆ หนึ่งผ่านไปเร็วมาก ๆ ทำอะไร ๆ แทบไม่ทัน ที่สำคัญวันนี้มีเด็กมาดูงานตั้งสี่สิบเอ็ดคน
หนูอาบน้ำแต่งตัว แล้วเปิดอ่าน G2K สะดุดบันทึกที่ครูให้หนูตอบใหม่ เหมือนพึ่งไปเห็น แต่เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา เดี๋ยวจะไปสาย ระลึกกับตนเองว่าต้องมาตอบข้อนี้ใหม่นะ ไปถึงที่ทำงาน แต่ละคนเตรียมตัวสำหรับการอธิบายภารกิจของห้อง พี่หัวหน้ามอบหมายให้หนูถ่ายภาพให้ค่ะ หนูเห็นว่าพอจะมีเวลาจึงเซ็ตกล้องในห้องวาดภาพไปด้วย ระหว่างช่วงพักเปลี่ยนกลุ่มก็เข้ามาวาด เด็ก ๆ ถูกจัดเป็นสามกลุ่ม พี่หัวหน้านั่งดูอยู่ห่าง ๆ แล้วให้แต่ละคนอธิบายไปเรื่อย ๆ เสร็จแต่ละรอบเราก็มาคุยกัน หาหนทางปรับปรุง เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ความรู้มากที่สุด บางจังหวะหนูก็เข้าไปร่วมอธิบายด้วย บรรยากาศค่อยข้างเป็นบรรยากาศของการเรียนรู้ค่ะ รอบที่สามหมดลงที่เวลาใกล้ ๆ เที่ยง หนูเดินกลับมานั่งวาดภาพต่อตั้งใจกับตนเองว่า วันนี้จะลองวาดภาพผิวใบล่างแบบต่อองค์ประกอบ แล้วค่อยขยายปรับเป็นชนิดอื่น ๆ ที่มีความซับซ้อนในการวาดต่อไป
พอเที่ยงตรงหนูลงไปทานข้าวกับป้าอบค่ะ ทานเสร็จแล้วขึ้นมาบนห้อง หนูมีอาการง่วงเหงาหาวนอนมาก ๆ ค่ะ นั่งสัปหงกหน้าเครื่องคอมจนรู้สึกแปลกใจ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการทานอาหารเที่ยงค่อนข้างเยอะ บอกตนเองว่าต้องปรับลดลงนะ แล้วก็เขียนตอบในบันทึกที่ตั้งใจไว้ ในความรู้สึกที่เขียนตอบไป เป็นง่วง ๆ งัวเงีย ๆ แต่พยายามฝืนค่ะ บอกตนเองว่า นี่แหละ แบบนี้แหละคนถึงต้องให้ฝึก เหมือนหนูรู้อยู่ค่ะ ว่าที่ตอบไปไม่ค่อยได้อะไรนัก แต่เป็นเหมือนกับการที่หนูสู้กับความง่วงเหงาหาวนอนในตนเองค่ะครู ผิดถูกไม่เหมาะ ไม่ควรเช่นใด ได้โปรดอภัยให้ศิษย์ผู้โง่เขลาด้วยเจ้าค่ะ ขอกราบขอขมาไว้ ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตาม ศิษย์ก็จะอดทนสู้ต่อไป
บ่าย ๆ หนูขยับตนเองมานั่งวาดภาพต่อ แต่จุดที่เป็นที่วาดภาพ มักจะมีคนเดินผ่านไปมา หนูยอมรับค่ะ ว่าหลายครั้งใจหนูรู้สึกหงุดหงิด ได้แต่สูดลมหายใจเข้าแรง ๆ แล้วก็อดทนกับความบีบคั้นภายใน พอรู้สึกหนัก ๆ หนูจึงเปลี่ยนอิริยบทโดยการไปอุ่นน้ำร้อนมานั่งดื่ม ประมาณบ่ายสอง เพื่อนขอร้องให้ทำยำมะม่วงให้ทาน โดยเพื่อนอีกคนทำเส้นไว้ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ หนูจึงวางมือจากการวาดภาพแล้วมาทำให้เพื่อนก่อน พอเสร็จก็กลับมานั่งวาดต่อ แต่แผ่นสไลด์ถูกเลื่อนไป หนูถอนหายใจแรงขึ้น แล้วมีความรู้สึกหงุดหงิดอย่างแรงดันขึ้นมาจากอก แล้วเหมือนหนูพึ่งนึกได้ว่า เมื่อวานที่เครียด ๆ ก็เพราะไม่ภาวนากับการวาดภาพ ตกเย็นจึงแทบเดี้ยง
หนูจึงตั้งใจตามลมหายใจไปพร้อม ๆ กับการวาดภาพ ขณะเดียวกันเพื่อน ๆ ในห้องเลิกงานกันประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง หนูได้วาดงานต่อในที่สงัดวิเวก ใจหนูรู้สึกผ่อนคลายกับการตามลมหายใจ แล้วก็นึกถึงคำที่พี่ปีแนะนำว่า วาดภาพด้วยใจบางเบา หนูค่อย ๆ ลากเส้นตามสิ่งที่ปรากฏ จดจ่อกับการเคลื่อนไปของมือและหลอดไฟ พอรู้สึกเพลีย ๆ หนูจึงพักไปชงโอวัลติน แล้วก็มีคำปรากฏขึ้นมาในใจว่า “มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์” ใจหนูนึกขึ้นมาได้ว่า หนูปรารถนาให้งานออกมาดี ๆ เสร็จเร็ว ๆ มันจึงเป็นทุกข์ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในระหว่างทำ หนูจึงกลับมานั่งแล้วตั้งใจใหม่ ปรับท่านั่งเป็นพับเพียบบนเก้าอี้ค่ะครู เป็นท่าที่หนูนั่งแล้วรู้สึกสบายและไม่ค่อยปวดหลัง หนูวาดไปเรื่อย ๆ กับลมหายใจ หนูรู้สึกได้ว่าการนั่งพับเพียบนาน ๆ ก็จะรู้สึกขาชา แต่หนูก็เพียงแค่ดูมันเฉย ๆ ชาก็ชาแต่ไม่ได้ขยับ วาดภาพต่อไปเรื่อย ๆ ความชาก็เบาลงและหายไป วาดจนเสร็จสองพื้นผิว โดยนำกระดาษมาต่อกัน หนูทำเสร็จประมาณหกโมงเย็น กำลังทบทวนกับตนเองว่าจะทำต่อหรือจะพอก่อน พี่หัวหน้าเข้ามา บอกว่าจะกลับแล้ว หนูจึงตัดสินใจวางมือไปก่อน ตอนที่ขยับจะลงจากเก้าอี้รู้สึกได้ว่าขามีอาการติด ๆ จึงต้องค่อย ๆ ขยับให้ขาปรับสภาพก่อน

อืม ครูค่ะกลายเป็นว่าหนูนั่งวาดภาพกับลมหายใจในท่าพับเพียบยาวนานถึงสองชั่วโมง หนูรู้สึกว่าได้งานที่ใช้การได้ทีเดียวค่ะ แล้วก็ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือ อ่อนเพลียค่ะ ในทางกลับกัน หนูยังอยากอยู่วาดต่ออีก เหมือนว่ากำลังได้ที่ แต่ก็ต้องกลับ รู้สึกได้ว่าใจหนูผ่อนคลาย ผิวหน้าสว่างสบาย ไม่หมองคล้ำ กลับมาถึงหอพักเปลี่ยนชุดไปออกกำลังกายค่ะครู หนูบอกตนเองว่าช่วงนี้ขอหัดอยู่กับลมหายใจให้คล่องก่อน ขอตามลมหายใจแบบจริงจัง เมื่อไหร่ที่หนูรู้ตัวว่าเผลอจะกลับมาที่ลมหายใจค่ะ แต่พอรู้สึกเป็นหนัก ๆ ก็จะบอกตนเองว่า เพ่งลมแล้วทำผิดแล้ว หนูก็เอาใหม่ กลับมาที่ห้องพักทำดีท๊อกค่ะ แล้วก็อาบน้ำ คุยกับพ่อท่านเล่าถึงหลวงพี่และถามสารทุกข์สุขดิบของหนู เราคุยกันอย่างเบิกบานค่ะ
ประมาณสองทุ่มกว่า ๆ หนูเริ่มทำวัตรเย็น แต่โทรศัพย์ก็ดังขึ้นเป็นเบอร์ของหลวงพี่อีกเบอร์หนึ่งที่ท่านเคยให้หนูไว้ ปรากฏว่า เป็นเบอร์ของแฟนท่าน ซึ่งโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบ และเล่าเรื่องราวชีวิตต่าง ๆ ให้หนูฟัง หนูฟังอย่างยินดี เพราะเธอเล่าอย่างเบิกบานว่า เพียงโทรมาถามรู้สึกยินดีกับการบวชของท่าน อนุโมทนาสาธุ ไม่ปรารถนารบกวนท่านแต่อย่างใด เพียงอยากทราบข่าวก็เท่านั้น
วางสายหนูจึงนั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเย็น ทำสมาธิตามลมหายใจ แล้วก็มานั่งพิมพ์การบ้านส่งครูค่ะ
ศีล
- วันนี้หนูยังรู้สึกเครียดและหงุดหงิดอยู่บางครั้งโดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ที่นั่งทำงานค่ะ แต่พอเริ่มตามลมหายใจ ดูเหมือนว่าลมหายใจช่วยให้ ใจหนูนิ่งเย็นเป็นสมาธิจดจ่อกับงานค่ะครู
- หนูทำลายของรักของใครไหมนะ รู้สึกว่าไม่นะคะครู หนูพยายามระมัดระวัง
- วันนี้ก็มีมอง ๆ คนหน้าตาดีอยู่ค่ะ แต่ก็ไม่ได้ขนาดไปยุ่งวุ่นวาย แต่ก็ยังมองอย่างพึงพอใจอยู่เจ้าค่ะ
- วันนี้หนูพูดเยอะค่ะครู บางทีก็เพ้อเจ้อมันกับ แทบจะต้องเบรคตนเอง แล้วตอนแรกตั้งใจจะทำบันทึกข้อความตามที่แจ้งน้องการเงินไว้ แต่หนูกลับไม่ได้ทำ ศีลข้อนี้ผิดเต็ม ๆ เจ้าค่ะ
- ความประมาท อืมวันนี้เห็นชัด ๆ ตอนวิ่งค่ะ ขนาดตั้งใจกับตนเองที่จะตามลมหายใจ แต่หนูเผลอคิดแว๊บไป มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่สะดุดก้อนหิน จึงได้รู้สึกว่า ตะกี้เผลอไป จึงได้กลับมาจับที่ลมหายใจใหม่เจ้าค่ะ หนูยังเผลอสติอยู่ค่ะ แต่รู้สึกว่า ณ ขณะที่วาดภาพรู้สึกว่า หนูมาสติ และสมาธิก็จดจ่อกับการวาดเส้นค่ะครู
กราบขอบพระคุณค่ะ