มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับ The International Peace Foundation จัดการบรรยายเรื่อง Why global markets have failed to reduce inequality โดยศาสตราจารย์ Eric Stark Maskin จาก Institute for Advanced Study, Princeton University   ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปี ๒๕๕๐  จากผลงาน mechanism design theory


          ผมชอบไปฟังการประชุมชุดที่เรียกว่า Bridges : Dialogues Towards A Culture of Peace ที่จัดโดย The International Peace Foundation และเคยบันทึกการไปร่วมฟังไว้แต่ค้นไม่พบ

          วันที่ ๑๘ ม.ค. ๕๓ ผมโชคดีมากที่ไม่ติดการประชุมอื่น   จึงไปฟังการบรรยายนี้

          ทำให้ผมได้เข้าใจพลังหรือคุณค่าของการเรียนคณิตศาสตร์ที่ผมไม่เข้าใจมาก่อน   และเชื่อว่าคนไทยเกือบทุกคนก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคณิตศาสตร์จะมีพลังอธิบายเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันมากถึงเพียงนี้

          Prof. Maskin เรียนจบปริญญาตรีคณิตศาสตร์ และ ป. เอกคณิตศาสตร์ประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด   แล้วใช้วิชาคณิตศาสตร์ศึกษาทำความเข้าใจประกฏการณ์ต่างๆ ทางสังคมด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง กฎหมาย อุตสาหกรรม   เสนอทฤษฎีต่างๆ มากมาย ได้แก่ implementation theory, contract theory, social choice theory, theory of coalition formation, theory of repeated games

         กล่าวได้ว่า กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์นั้น เอาคณิตศาสตร์เข้ามาจับได้หมด   แล้วเอาไปใช้ในการทำนายผลของระบบต่างๆ ได้   อย่าง theory of repeated games นั้น เอามาใช้ทำนายผลของการจัดการเลือกตั้งผู้แทนแบบต่างๆ ได้

          ทำให้ผมคิดว่า ประเทศไทยต้องการนักคณิตศาสตร์ที่จะช่วยศึกษาทำนาย และติดตามผล ผลของนโยบายใหญ่ๆ ของประเทศ    เช่นโครงการไทยเข้มแข็ง   และที่ผมจะเสนอให้กำกับคุณภาพของหลักสูตรอุดมศึกษาด้วย กยศ.   ก็น่าจะเอาคณิตศาสตร์มาทำนายผลไว้  

          สาระของการบรรยาย เป็นการอธิบายง่ายๆ ว่าทำไมทฤษฎี Theory of Comparative Advantage ของ David Ricardo ที่เสนอไว้ ๒๐๐ ปีมาแล้ว และพิสูจน์มาหลายยกของกระแสโลกาภิวัตน์ (free trade) ว่าถูกต้อง    คือโลกาภิวัตน์ทำให้ยกระดับความมั่งคั่งของคนทั้งโลก   แต่ในโลกาภิวัตน์ยกปัจจุบัน ทฤษฎีนี้ผิด   ในยุคปัจจุบัน โลกาภิวัตน์ทำให้ในประเทศยากจน เกิดสภาพคนรวยรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง

          Theory of Comparative Advantage อธิบายความแตกต่างระหว่างประเทศ ด้านปัจจัยการผลิต   ซึ่งที่สำคัญคือ แรงงาน  ทุน  และที่ดิน   Maskin อธิบายโดยแตกแรงงาน (คือคน) ออกเป็นกลุ่มๆ ตามระดับของทักษะ   อธิบายอย่างง่ายๆ ว่าแรงงานต้องร่วมมือกันทำงานระหว่างอย่างน้อย ๒ กลุ่ม   คือกลุ่มจัดการหรือมีทักษะสูงกับกลุ่มมีทักษะต่ำ   เมื่อเกิดโลกาภิวัตน์ยุคปัจจุบัน สามารถใช้แรงงานที่ไหนก็ได้ ไร้พรมแดน (อย่างกรณีบริษัทอเมริกันใช้ call center ที่อินเดีย)   จึงเกิดปรากฏการณ์ที่แรงงานกลุ่มล่างสุด ไร้ทักษะที่สุดถูกทิ้ง   ไม่มีกลุ่มบนมาจับคู่ เพราะเขาไปจับคู่กับกลุ่มอื่นได้ประโยชน์กว่า    คนจนจึงยิ่งจนลง  


          ผมไม่มีเจตนาจะบันทึกอธิบายรายละเอียดของการบรรยายนะครับ


          แต่อยากบันทึกความประทับใจจากการฟังคนที่เป็นอัจฉริยะอย่าง Prof. Maskin พูด    ข้อสังเกตของผมคือ


   เวลาพูดเหตุผล ท่านต้องสะบัดแขนไปด้วยเสมอ   บางครั้งสะบัดแขนซ้าย บางครั้งสะบัดแขนขวา    น่าจะเป็นเพราะสมองส่วนคิดเหตุผลมันโยงอยู่กับสมองส่วนบังคับการเคลื่อนไหว  

 
   ท่านมีวิธีอธิบายสิ่งที่ยากและซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย


   สังเกตจากหน้าตาท่าทาง และจากการโต้ตอบ ท่านมีความถ่อมตัวอย่างยิ่ง    ไม่แสดงความเป็นอัจฉริยะออกมาเลย   และการนำเสนอของท่านก็เป็นการนำเสนอแบบวิชาการจริงๆ   แต่เป็น simplified academic จนคนธรรมดาๆ อย่างผมเข้าใจได้

          เมื่อมีการนำเสนอทฤษฎีที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์   การซักถามอภิปรายก็สนุกสนานและประเทืองปัญญามาก   ยิ่งคนที่รู้จริง แม่นยำ และรู้ข้อจำกัดของการอธิบาย (วิจัย) มาร่วมกันอภิปราย   จึงประเทืองปัญญาจริงๆ

 

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ม.ค. ๕๓

 

 

บรรยากาศในห้องประชุม

 

บรรยากาศในห้องพร้อมท่าสะบัดแขนของ ศ. มาสกิ้น

 

ท่าสะบัดแขน