หนูมาถึงหอพักประมาณตีห้าค่ะ ให้เวลากับตนเองได้ผ่อนคลายทำ detox แล้วก็สวดมนต์ทำวัตรเช้า แล้วมานั่งทบทวนเขียนจดหมายถึงครูย้อนหลัง เขียนเสร็จหนึ่งฉบับ หนูบอกตนเองว่า ไปเคลื่อนไหวร่างกายสักหน่อย เวลามีน้อยก็ขอให้ได้ออกกำลังกายบ้าง หนูออกไปวิ่งในกระทรวงวันนี้ใช้ระยะทางสั้น ๆ ที่เป็นทางตรง แล้วก็วิ่งย้อนกลับ แวะซื้อของกะว่าจะให้เป็นข้าวเช้าและเที่ยง พอดีเจอพระท่านบิณบาตรผ่านมา หนูจึงใส่บาตร ขึ้นมาบนห้องเขียนจดหมายถึงครูฉบับที่สอง มองจากเวลาล่วงเลยมาพอสมควร จึงบอกตนเองว่า แค่นี้ก่อน หนูอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน

          พอถึงที่ทำงาน หนูตั้งใจเคลียร์ตัวอย่างที่เหลือ เหมือนหนูทำแป๊บเดียวค่ะ ไม่ถึงชั่วโมงก็เรียบร้อย พอกลับมานั่งที่โต๊ะ หนูมีภารกิจต้องเขียนตัวชี้วัดของงานตนเองเพื่อไปคุยกับผู้อำนวยการ ครูขา ใจหนูมันหนักขึ้นมา เพราะมีความคิดว่า “ไม่ชอบทำงานแบบมีกะเกณฑ์ เมื่อไหร่ที่หนูถูกสร้างกฏเกณฑ์ เมื่อนั้นหนูจะรู้สึกอึดอัด แล้วจะทำแบบขอไปที หรือไม่ก็ทำเพียงแค่ข้อกำหนดที่ตั้งไว้ แต่หาได้ทำอย่างเต็มที่ไม่ หนูนั่งนานพอสมควร แต่ก็ไม่มีอะไรปรากฏก้าวหน้ามานัก ใจก็อึดอัด หนูพยายามบอกตนเองว่า “นี่แหละต้องเผชิญ" แต่ใจก็ยังหนักอยู่ค่ะ

หนูจึงวางลงก่อน แล้วมานั่งตรวจสอบ สไลด์ที่เตรียมไว้ จัดเรียงลำดับ ตรวจสอบความสมบูรณ์ ทำให้หนูเห็นว่า มีหลายอันที่อาจจะต้องทำใหม่ ทำให้หนูรู้สึกว่าการตรวจความสมบูรณ์ของงาน ทำให้เรามีโอกาสแก้ไขได้ดีค่ะ หนูระลึกเหมือนกับว่ากำลังตรวจงานคนอื่น เหมือนครั้งที่ครูเคยสอนหนูให้อ่านงานเขียนตนเอง แล้วก็ลองวิเคราะห์เหมือนงานคนอื่น ๆ ก็เห็นใจตนเองชัดดีค่ะ พอระลึกว่าดูงานคนอื่นก็เห็นข้อที่ต้องแก้ไข เห็นโอกาสในการพัฒนาและปรับแก้ค่ะ

          เที่ยง ๆ หนูฝากเพื่อนซื้อก๋วยเตี๋ยว แล้วก็ นั่งลงเขียน G2Kและตอบความคิดเห็น พอเพื่อนนำก๋วยเตี๋ยวมาให้ จึงนั่งลงทาน ทานเสร็จหนูก็ยังเปิด G2K อยู่ เหมือนมีหลายอันที่ยังไม่ได้ตอบอย่างครบพร้อม พอมองไปที่เวลา ถือว่าล่วงเลยมามากแล้ว มีเสียงดังมาว่า “พอได้แล้ว ควรจะไปทำงาน” หนูค่อย ๆ ปิด แล้วก็ เปิดงานขึ้นมาเขียนเพิ่มเติมค้นข้อมูลเพิ่ม แล้วก็เช็คเมลล์ พอเปิดดูมีคนตอบใน G2K หนูเปิดเข้าไปดู เห็นพี่ท่านตอบ ใจหนูเหมือนปลาหุบเหยื่อเลยค่ะครู ตอบปั๊บเข้าไป ค่อยมารู้สึกตัวว่าตนเองเผลอ โดนความหลงโจมตีเข้ามาเต็ม ๆ ทั้งขาดสติ (ผิดศีลข้อห้า) หลงเคลิ้ม แถมตอบความคิดเห็นนอกช่วงเวลาที่สัญญาไว้ (ผิดศีลข้อสี่) ใจหนูวูบรู้สึกตัวว่าพลาด แล้วใจก็โล่งขึ้นบอกตนเองว่า “เอาใหม่ ๆ พลาดก็พลาด แต่ก็ เริ่มใหม่”

          หนูค่อย ๆ นั่งลงทบทวนงาน แล้วก็ระลึกว่า อืมหนูควรจะหาที่สำหรับการนำเสนอผลงาน เตรียมไว้ก่อน หนูค้น ๆ ไปเรื่อย ๆ น่าทึ่งมากค่ะ มีหลากหลายที่ แต่โดยส่วนใหญ่มักจะให้ส่งบทคัดย่อเร็ว ซึ่งหนูไม่แน่ใจว่าจะทำทันหรือไม่ หนูหยุดแล้วก็ถามตนเองเอ......วิธีนี้มันคุ้น ๆ ได้มาจากอาจารย์นี่เอง ฮ่า ๆ ประโยคทองของท่านก็ปรากฏขึ้นมาในใจว่า

“ถ้าเราเห็น result เราจะนึกได้เลยว่าจะเขียนลงวารสารเล่มไหน หรือ นำเสนองานไหน ไม่ต้องเสียเวลารอมาคิดทีหลัง”

 ใช่แล้วค่ะครูสิ่ง ๆ นี้อาจารย์ท่านสั่งสอนมา ท่านทำให้เห็นสม่ำเสมอว่างานที่เราทำต้องเอามาเผยแพร่ เพื่อว่าคนอื่น ๆ จะได้นำงานของเราไปใช้ประโยชน์ได้

          คำ ๆ นี้ดังขึ้นมาในใจ ใช่แล้ว การที่เรานำเสนองาน ก็คือ การนำองค์ความรู้ที่เราได้ศึกษามาแบ่งปัน มาแลกเปลี่ยน การนำเสนองาน จะทำให้ได้แง่คิด ได้มุมมอง ที่อาจจะทำให้เราเกิดองค์ความรู้ในตนเองเพิ่มขึ้น แล้วนำมาปรับแก้งานให้สมบูรณ์ต่อไปค่ะครู ดีใจจัง อาจารย์ท่านให้หนูมามิใช่น้อยเลยเจ้าค่ะ

          พอเย็น ๆ พี่หัวหน้ากลับจากประชุม เราปรึกษากันเรื่องอัตรากำลัง การประเมินผลงานของหนู ท่านเมตตาบอกง่าย ๆ ว่าพี่มีแล้วมี ห้าขั้นตอน คือ ค้นข้อมูล เก็บตัวอย่าง ศึกษาลักษณะทางมหภาค ศึกษาลักษณะทางจุลภาค ประมวลผลและสรุป ถ้าทำครบก็ได้เต็ม ถ้าเราได้นำเสนองานด้วยก็ได้ดีเลิศ

          หนูรู้สึกเบาใจ เพราะหนูเพียงตั้งใจทำงาน แต่ไม่เคยหันมามองเกณฑ์ที่วางไว้ ท่านประเมินให้หนูคร่าว ๆ ว่า แค่ที่ทำถึงตอนนี้ก็ถือว่า มากกว่าแปดสิบเปอร์เซนต์ ซึ่งถือว่าเร็วมาก เพราะเรามีเวลาสามเดือน แต่นี่เราใช้เวลาหนึ่งเดือนในการทำงาน แถมไม่มีเงินจากโครงการมาให้อีก

          หนูระลึกถึงท่านอาจารย์ขึ้นมา ท่านมักจะพาหนูทำงานแบบนี้เสมอ ทำงานแบบลัดสั้นที่ท่านชอบใช้คำว่า “shortcut” งานท่านเสร็จรวดเร็วมาก ๆค่ะ หลาย ๆ งานไม่ได้ของบประมาณแต่ไปซึมซับเอาจากโครงการอื่น ๆ ที่ท่านทำอยู่บ้างก็มี ซึ่งเป็นความเสียสละส่วนตัวที่ท่านทำงานอย่างไม่เคยเรียกร้องรายได้ที่เกินควร

          การบ่มเพาะของอาจารย์นี่กระมังค่ะครู เป็นกำลังหนุนให้หนูพร้อมสำหรับงานนี้อย่างไม่อิดออดรอคอยอะไร เห็นว่าพอทำได้แบบไม่ถึงกับลำบากนั้น หนูก็พร้อมลุย คำชมของพี่หัวหน้าเหมือนเสียงตอกย้ำความสำเร็จของอาจารย์ที่ท่านสอนหนูมา ไม่รู้ซิค่ะครู เหมือนที่ครูบอกหนูว่า “การสร้างคน แม้เพียงหนึ่งคน แต่เขาทำประโยชน์ได้นี่น่าภูมิใจอย่างนี้นี่เอง”

          กลับจากที่ทำงานหนูเปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกายวันนี้หนูออกมาห้าโมงนิด ๆ วิ่งรอบแรก ก็ยังสบายอยู่ค่ะ แต่พอรอบที่สอบเห็นเวทนาอยู่ในการชัด เหมือนมันปวดตามกล้ามเนื้อ แล้วก็ดุ๋ย ๆ พอรอบที่สามใจหนูโล่งสบาย ดูการบีบรัดในร่างกายไปอย่างรู้สึกแปลกใจ พอหนูรู้สึกแปลกใจความเบามันหายไปค่ะครู แล้วเหมือนเหนื่อยมากขึ้น หนูจึงดึงลมหายใจเข้าลึก ๆ กลับมาที่การกระทบฝ่าเท้าแล้วก็วิ่งไปเรื่อย ๆ พอครบสามรอบก็ยกมือขึ้นไหว้ ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพ่อแม่ ครูอาจารย์ หนูเดินกลับหา เข้ามาถึงห้อง หนูจัดการเก็บห้อง ถูกห้องให้เรียบร้อย จัดชั้นทั้งหมดใหม่ให้มาอยู่ฝั่งหัวที่นอน

          อาบน้ำแล้วก็มาทำวัตรเย็นไปพร้อม ๆ กับวิทยุหลวงตาค่ะ แล้วหนูก็นั่งสมาธิภาวนาต่อ ตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ รู้สึกโล่งสบาย สักพักมีภาพปรากฏขึ้นมา แต่เหมือนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ค่ะ ครู หนูเห็นภาพแล้วก็ระลึกกับตนเองว่า “มันไม่เที่ยง” เหมือนเห็นภาพสลับกับดูใจตนเอง บางทีใจหนูก็นิ่ง ๆ บางภาพก็เปลี่ยนเร็ว บางภาพก็เปลี่ยนช้า บางภาพหนูก็รู้สึกพอใจ แล้วค่อยกลับมาที่ลมหายใจ แต่ภาพที่เห็นนาน ๆ เป็นภาพของกะโหลกค่ะครู อืม วันนี้เหมือนกะโหลกมันหมุนได้ หมุนแบบเหวี่ยง ๆ ทั้งที่หนูยังตามลมหายใจอยู่ แต่รู้สึกได้ที่ใจหวั่น ๆ ไม่ถึงกับกลัวค่ะ แต่เป็นความรู้สึกหวั่น ๆ แต่สุดท้ายก็หายไป หนูระลึกอุทิศบุญและแผ่เมตตา แล้วก็มาค้นข้อมูลของต้นไม้ต้นหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ ๆต้นไม้ที่หนูเก็บลักษณะถือว่าคล้ายกัน แต่ใบไม่เหมือนค่ะ หากตอนแรกหายังไงก็ไม่เจอค่ะ แต่พอหยุดมาคิดใหม่ว่าชื่อแรกที่คิดว่าใช่อาจจะผิด แล้วหนูก็ถอยมาเริ่มต้นใหม่ สุดท้ายหนูก็ได้คำตอบให้ตนเอง มองนาฬิกา สามทุ่มครึ่ง

หนูโดนกิเลสตนเอง ทำให้หนูเริ่มเขียนจดหมายถึงครูล่าช้า หนูกราบขออภัยครูนะคะ ที่แวะข้างทาง

วันนี้หนูรู้สึก รักครูและอาจารย์ม๊าก มากค่ะ รู้สึกดีใจ ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้จากทั้งสองท่าน เหมือนบางทีหนูก็ระลึกว่า ดีจังที่เจอโจทย์ต่าง ๆ ในเส้นทางของ HiPPs ที่ทำให้มีโอกาสใช้สิ่งที่ทั้งครูและอาจารย์ให้มาแบบเต็มศักยภาพอย่างซาบซึ้งใจค่ะครู                                               

ศีล

  1. วันนี้ตอนทำความสะอาดห้อง ดูเหมือนว่ามีมดหลายตัวที่ถูกทำร้ายค่ะครู แม้หนูจะไม่ได้ตั้งใจโดยตรง แต่ก็เป็นการทำให้เขาเดือดร้อนพอสมควรค่ะ แล้ววันนี้ก็เผลอกลุ้มใจ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำงานค่ะครู
  2. แม้หนูไม่ได้ลักทรัพย์โดยตรง แต่วันนี้เหมือนใช้เวลางานมาตอบความคิดเห็นค่ะ เป็นความรู้สึกสะดุดแบบบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ
  3. อืมวันนี้ ไม่ค่อยมีเวลาสนใจใครค่ะ
  4. วันนี้หนูตอบกระทู้นอกเวลา เริ่มเขียนบันทึกช้ากว่าปกติสามสิบนาทีค่ะ
  5. ความประมาท หนูเผลอค่ะครู โดยเฉพาะตอนที่ตอบความคิดเห็นนอกเวลา ความหลงมันปังเข้ามาในความรู้สึกว่า ทำผิดแบบขาดสติเจ้าค่ะ

 

 กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ