เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓ ข้าพเจ้าเดินทางไปร่วมทำกระบวนการ R2R ที่โรงพยาบาลป่าติ้ว...ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ที่ไม่ไกลจากจังหวัดยโสธรมาก ขับรถไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึง... ที่แห่งนี้อาจดูเหมือนถูกมองข้ามจากหลายๆ เหตุ หรืออาจเนื่องด้วยว่าอยู่ใกล้ตัวเมืองหรือเปล่า...ไม่แน่ใจ แต่ที่นี่มีแพทย์ที่ออกตรวจผู้ป่วยเพียงคนเดียว ซึ่งก็คือ ผู้อำนวยการ...
แม้ดูเป็นโรงพยาบาลเล็กๆ จำนวนบุคลากรมีไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้พบก็คือ พลัง... อันเป็นพลังของความคิดทั้งที่เป็นระบบ คิดสร้างสรรค์...และที่สำคัญมีหัวใจที่เกื้อกูลความเป็นชีวิต...

ที่นี่บุคลากรไม่ใช่หุ่นยนต์...หากแต่เป็นผู้มีชีวิต
นั่นอาจเป็นเพราะว่า...ผู้นำทางการพยาบาลดั่งเช่น พี่แก้ว...เป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนทางจิตใจ มองอะไรค่อนข้างละเอียด ลึกซึ้ง ... ครั้งแรกที่ได้เจอพี่แก้ว...พี่แก้วค่อนข้างเกรงและดูเป็นทางการกับข้าพเจ้ามาก แต่เมื่อได้สัมผัสกันไม่กี่ชั่วโมง กำแพงที่เราสร้างขึ้นมากำบังไว้ตามการหล่อหลอมของสังคมและถูกทลายลงไป
"ใจสัมผัสกันได้ด้วยใจ"...
แล้วความเป็นธรรมชาติที่เป็นธรรมดาก็ได้ปรากฏเชื่อมโยงกันทั้งความคิด และแนวทางที่เราจะร่วมกันก้าวเดินและขับเคลื่อน R2R
ข้าพเจ้ามาทำงานอย่างเต็มที่หลังจากเสร็จภาระกิจการเรียนในหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตในสาขาจิตวิทยาให้คำปรึกษา..มาทำงานที่โรงพยาบาลยโสธรปีนี้ก็เข้าปีที่สี่หรือปีที่ห้าโดยประมาณ... และในปีแรกก็ได้นำแนวทางการทำ R2R มาใช้ที่โรงพยาบาลยโสธร...ในปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๙ และได้เริ่มมาขยายผลสร้างเครือข่าย อันเป็นเครือข่ายที่พร้อมด้วยใจ...ไม่ใช่ด้วยนโยบาย หรือค่านิยมในกระแส R2R หากแต่เป็นใจที่มีความพร้อม และเห็นสอดคล้องต่อแนวทางการทำ R2R จุดเริ่มก่อกำหนดเครือข่ายในพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิด จังหวัดยโสธร...ก็เริ่มต้นที่โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว จากนั้นพี่แกะจากโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว...ก็จูงมือพี่แก้วเข้ามาร่วมด้วย แล้วเราก็เริ่มถักทอการทำ R2R ด้วยใจ...กันได้ แม้ความคิดความเชื่อของข้าพเจ้าอาจทำให้เห็นผลช้า แต่วันนี้ก้าวย่างมาปีที่สี่ ที่ข้าพเจ้าก็สามารถที่จะเริ่มต่อจิ๊กซอว์ภาพของคนหน้างานที่ลุกขึ้นมาพัฒนางานประจำด้วยการใช้แนวทางการวิจัยเข้ามา
แม้จะได้เพียงสองพื้นที่อำเภอ แต่ก็เป็นสองพื้นที่อำเภอในจังหวัดบ้านเกิด ที่มองเห็นและเข้าใจในเจตนารมย์ของข้าพเจ้าที่ต้องการให้ R2R นี้ตราตรึงอยู่ในใจของคนหน้างาน
R2R ป่าติ้ว...ในวันที่ ๒๘ มกราคมที่ผ่านนั้น...
เป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าเห็นคนหน้างานตัวเล็กๆ ที่เป็นฟันเฟือง...ที่บางครั้งงานพัฒนาคุณภาพจะลืมพวกเขาเหล่านี้ แต่ในวันนั้นภาพที่ข้าพเจ้าได้ประจักษ์ต่อตนเอง คือ พวกเขาเหล่านี้มีพลัง...พลังของความเป็นมนุษย์คนหน้างานที่สามารถคิดได้ พัฒนางานตนเองได้ อย่างที่ไม่ต้องให้ใครมาสั่ง หากแต่...บอกเล่าปัญหาหน้างานของตนเองออกมาได้จากใจ และคิดหาแนวทางการแก้ปัญหา...งานนั้นได้ด้วยตนเอง
สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าภูมิใจมากคือ ... ความเข้าใจในการที่จะมองหาหรือค้นหาหลักการ แนวคิดในเชิงทฤษฎีมาสนับสนุนงานของตนเอง อันเป็นการมองหาที่เป็นธรรมชาติมาก ไม่ได้มาด้วยมาดของความเป็นนักวิชาการใดใด

นี่แหละข้าพเจ้าอยากเห็นศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่สามารถใช้หลักการหรือกระบวนการวิจัย...อันมีอยู่แล้วในกระบวนการทางปัญญาของเขา และถูกดึงออกมาใช้...
ความเป็นนักวิจัยนั้น ไม่ได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่เรียนจบในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก...หากแต่คุณลักษณะนี้สามารถปรากฏเกิดขึ้นได้ในทุกคน...ที่มีความสามารถในการเรียนรู้...
ข้าพเจ้า....นั่งฟังเรื่องเล่าของน้องอ๋อยที่เป็นเจ้าที่ซัพพาย...
หัวใจของข้าพเจ้า "ยิ้ม" อย่างปิติสุข และยิ่งมาพบเรื่องเล่าของน้องก้อง คนงานหอผู้ป่วยที่สร้างทีมวิจัยด้วยความเป็นธรรมชาติ อันเป็นการทำงานวิจัยเพื่อลดสิ่งแปลกปลอมที่ติดไปกับผ้า และส่งผลทำให้เครื่องซักผ้าพังแล้วพังอีก...
ในวันนั้นก้องได้เล่าถึงแนวคิดของตนเอง และร่วมมือกับน้องที่ซักฟอกช่วยกันเก็บข้อมูลวิจัย ในวันที่เรานำเสนอ "เค้าโครงการวิจัยผ่านเรื่องเล่า" นั้น ได้เกิดการทำงานเป็นทีมวิจัย...
เป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งการเรียนรู้...ที่ข้าพเจ้าประทับ และมีอีกหลายเรื่องที่ได้เกิดการเชื่อมโยงเป็นภาพงานวิจัยทั้งอำเภอ ยิ่งเราได้...คนหน้างาน "โรงพยาบาลตำบล" มาร่วม
ท้ายสุด...แห่งวันชื่นใจนั้น ได้พี่ตื๋อ...มาเล่าเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจซึ่งพี่ตื๋อได้เริ่มเก็บข้อมูลมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเราสัญญากันว่าจะนำผลมาร่วมในการนำเสนอในวันมินิมหกรรม R2R ร่วมกันด้วย
อีกภาพหนึ่ง...ของการได้มองเห็นการทำงานวิจัย R2R เล็กๆ ซ้อนในการทำวิจัยอีกทอดหนึ่ง คือ...งานวิจัยของพี่แก้ว ผู้เป็นพี่ใหญ่... ที่ข้าพเจ้าออกแรงเชียร์ให้นำชิ้นส่วนของงานมาต่อเป็นภาพ...ใหญ่

๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๓
อ่านไปยิ้มไปค่ะ รู้สึกถึงกำลังใจ ที่ฮึดเพื่อพัฒนางาน สู้ ๆนะคะ คนหน้างาน