ปัจจุบัน Best Practice จะมีความหมายมากน้อยเพียงไร

ในวงการศึกษาบ้านเราแต่ที่ผ่านมากว่าจะมาเป็นBest Practice

ในสายตาที่ยอมรับนั้นมันเป็นผลการทำงานด้วยความมุ่งมั่น

ที่จะพัฒนาเด็กน้อยให้เป็นคนดี เก่ง คู่คุณธรรม

ก็เป็นความภาคภูมิใจที่ความหวังความฝันที่ได้มีส่วนร่วม

และพัฒนางานของครูด้วยจิตวิญญาณของครู

มิใช่ทำเพื่อเงินรางวัล สองขั้น หรือความดีความชอบแต่อย่างไร

หากสุขนั้นมันเกิดจากผลการกระทำ

ที่นำพาชีวิตเด็กน้อยให้เจริญงอกงามตามอัตภาพ

ที่มีอยู่ได้อย่างมีความสุข เป็นคนดีของสังคม

มีทุนชีวิตที่พอจะก้าวออกไปสู่โลกภายนออกอย่างสง่างาม

วันนี้เมื่อได้รับทราบถึงความสำเร็จของเด็กน้อยที่ ณ วันนั้นถึงวันนี้

เธอเติบโตเป็นประชาชนคนดี

รับราชการเป็นข้าราชการของรัฐสภา

เธอไม่เคยลืมครูของเธอเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเธอต่างผลัดเวียนกันส่งข่าว ความสำเร็จเป็นระยะให้ครูของเธอทราบจวบจนบัดนี้หลายคนแต่งงานมีครอบครัว ก็ยังส่งข่าวเขยศิษย์ให้ทราบ นึกๆดูก็น่าขัน ทำให้ฉันนึกถึงสุภาษิตโบราณสมัยที่ฉันเป็นเด็กขึ้นมาทันที  ..เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังอ่อนด้อยเร่งศึกษา เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชาเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน...............

เป็นผลงานเชิงประจักษ์ ที่น่าภาคภูมิใจที่พวกเขาพากันเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติ

ฉันก็รู้สึกถึงคำว่า Best Practice ขึ้นมาเป็นBest Practice

ที่ฉันเฝ้าปฏิบัติมาก่อนยุคการปฏิรูปการศึกษา

ในปีพุทธศักราช 2542  นี่ละมั๊ง.....ความหมายที่แท้จริง

จึงมานั่งทบทวนความรู้ใหม่ ที่ได้รับ เพื่อเติมพลังให้ตัวเอง

 

ย้อนอดีต กับคำว่า Best Practices, Best Practices

ใครๆก็พูดถึง Best Practices

เป็นที่น่าสงสัยมากเมื่อ ปี พุทธศักราช 2542

ฉันอยากเรียกว่าเป็นยุคที่ครูไทย มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาการจัดการเรียนการสอนและ เกิดแนวความคิดครั้งใหญ่ของเมืองไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างจริงจัง   เมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการกระจายอำนาจบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป เพื่อให้สถานศึกษามีความคล่องตัวสามารถบริหารจัดการการศึกษาในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มีความสะดวกรวดเร็วถูกต้อง

       การปฏิรูปการศึกษาในครั้งนั้นส่งผลทำให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ต้องปรับเปลี่ยนบทบาท โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เน้นการบริหารแบบมีส่วนร่วม ร่วมคิดร่วมทำ จนสามารถนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสามารถบรรลุผล ตรงตามกับความคาดหวังของบุคลากรและชุมชนที่มีต่อสถานศึกษานั้นต้องการ  ซึ่งผู้รับผิดชอบในสถานศึกษานั้นๆ ต้องปฏิบัติและต้องแสดงผลในเชิงประจักษ์ ให้บุคลากรทางการศึกษาทั้งประเทศได้รับรู้รับทราบโดยทั่วกัน การปฏิบัติที่เป็นเลิศนี้เองแหละที่เรียกว่า” Best Practices  ผลงานเป็นที่ประจักษ์บ่งบอกความสำเร็จ หรือมีความเป็นเลิศที่ก้าวสูงขึ้น เป็นที่ยอมรับ และตอบสนองความพึงพอใจของสังคมชุมชนนั้นๆ อันได้แก่ ผู้ปกครอง สถานประกอบการที่พร้อม และเต็มใจรับผลผลิตจากโรงเรียนหรือสถานศึกษาเข้าทำงาน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสุงสุดที่สถานศึกษาสามารถผลิตคนออกมาได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของคนทำงาน ไม่ใช่วิ่งเต้นพวกใครพวกมัน

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น Best Practicesหรือไม่  Best Practices

ก็ต้องมาตรวจสอบว่า

1. ผลการดำเนินการบรรลุ และผลตอบสนองความต้องการของชุมชน หรือของตลาด หรือไม่  

2. มีกระบวนการ แบบ P D C A  มีตัวชี้วัด  มีสิ่งที่บอกได้ว่าเป็นความสำเร็จ (พอถึงตรงนี้ มีผู้รู้บอกว่ามันช้า /มันล้าไปแล้ว มันต้องให้ความรักก่อน ก้าวเดินด้วยรัก รักที่จะทำให้ดี รักด้วยความรู้สึกเอื้ออาทรต่อกัน รักที่จะเรียนรู้ และนำพาความรักให้เป็นพลัง พลังที่ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี กระบวนการPDCA ก็ตามมาเอง ทำไปแก้ไป ด้วยทัศนคติที่เป็นบวก การพัฒนาก็เกิดขึ้น ด้วยสติ และปัญญา)

3. บี้ให้ได้ ว่า What   How   Why   นั้นทำอย่างไร  บี้ให้เห็นเลยว่าหน้าตาจะออกมาอย่างนี้ ๆ  มีขั้นตอน แบบนี้ 1 2 3 ว่าไปเลย ให้มันชัดเจน เพราะทำจริง  ทำอย่างไร ก็ว่าไปตามนั้น ของฉันมันเป็นแบบนี้ จะให้ฉันไปตามเธอ เหมือนเธอได้ยังไง จะผัด จะแกง ก็เป็นอาหารได้ประโยชน์เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครมีแนวทางทำแบบไหน ได้ผลก็มาแลกเปลี่ยนกัน ใครอร่ยอกว่ากัน ยังไง แบบไหน แสดงแผ่กันให้เห็นถึงกึ๋น

4. ผลลัพธ์ในแต่ละขั้นตอน มีหน้าตา รูปร่างอย่างไร แต่งองค์ทรงเครื่องแบบไหน ก็บอกรายละเอียดได้ (แสดงว่าทำจริง ไม่ได้make up) ทุกขั้นตอนเป็นไปตามข้อกำหนดของการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบ

5.แล้วทำอย่างต่อเนื่อง ๆ ดีขึ้น มั่นคงขึ้น เกิดการพัฒนาๆ จนเป็นที่ยอมรับของตลาด เกกกิดความเฃื่อมั่น

6. สุดท้ายการปฏิบัตินั้นต้องใช้กระบวนการ การจัดการความรู้ที่เรียกว่า Knowledge Management หรือ (KM) เอาไปใช้ได้ เป็นแบบอย่างได้  สร้างสุขในการทำงานได้

ขออนุญาตยกบทความจาก.. http://www.dopa.go.th/iad/km/km_des.html

ซึ่ง นพ.วิจารณ์ พานิช ได้ให้ความหมายของคำว่า

การจัดการความรู้ไว้ดังนี้ .....การจัดการความรู้คือ เครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่

         1. บรรลุเป้าหมายของงาน

         2. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน

         3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้ และ

         4. บรรลุความเป็นชุมชน เป็นหมู่คณะ  ความเอื้ออาทรระหว่างกันในที่ทำงาน

ขอบคุณค่ะ