ดิฉันเป็นคุณแม่ของลูกชายวัยสองขวบครึ่งค่ะ น้องมีอาการอาเจียนมาตั้งแต่เลิกทานนมแม่ อาเจียนมาตลอดจนกระทั่งหนึ่งขวบครึ่ง เพิ่งจะหาสาเหตุเจอค่ะ ว่าลูกชายแพ้นมวัว แพ้ไข่ (สงสัยมานานแล้วค่ะ เพราะพอมีความรู้มาบ้าง แต่คนรอบข้างไม่เชื่อเลย บอกว่าเราคิดมากไปเอง พาไปหาหมอมาแทบจะทุกที่ หมอก็หาสาเหตุไม่พบ )และให้ลูกทานนมวัวกับไข่มาตลอดเลย ลูกอาเจียนบ่อยมาก จนกระทั่งว่าเกลียดอาหารที่อาเจียน และเวลาที่อาหารผ่านคอก็จะอาเจียนทุกครั้ง ตอนนี้น้องทานนมNEOCATE อยู่ค่ะ เลี้ยงลูกมากับกองอ้วกตลอดเลยค่ะ( ^^! ) น้องอาเจียนวันละสามครั้งเป็นอย่างต่ำค่ะ และที่สำคัญเลี้ยงลูกคนเดียวค่ะ ทำให้เครียดมากเลยค่ะ ลูกจะถูกตีตลอดเวลาที่เค้าอาเจียน เพราะแม่เหนื่อยมากๆๆๆๆ อยู่กันสองคนแม่ลูกค่ะ ส่งลูกให้ใครเลี้ยงต่อไม่ได้เลย ทุกวันนี้ลูกจะชอบตีแม่ค่ะ แล้วบอกว่าคุณแม่ใจร้าย กลัวว่าลูกจะเป็นเด็กก้าวร้าว เพราะเราทำเป็นแบบอย่าง พัฒนาการทุกอย่างดีหมดค่ะ ปกติ ได้คำศัพท์ภาษาอังกฤษค่อนข้างเยอะ (เลี้ยงลูกแบบสองภาษาค่ะ) ทุกวันนี้ยอมรับว่าเลี้ยงเค้าแบบเครียดๆ พอตื่นมา ก็จะรีบป้อนอาหาร(ที่บดแล้วอย่างละเอียด) เพื่อให้ไวและได้ปริมาณเยอะๆค่ะ เพราะเค้าตัวเล็ก และซน ใช้พลังงานเยอะ นมที่ทานอยู่ ก็เป็นของเด็กแรกเกิด ซึ่งมีสารอาหารไม่เพียงพออย่างแน่นอน เวลาที่ลูกอยากทานขนมหรือนมวัว อย่างเด็กคนอื่นๆ แล้วเราบอกว่าลูกกินไม่ได้นะครับเดี๋ยวจะคันเเล้วก็อาเจียน เค้าก็ต่อต้าน ทุกวันนี้ตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกเพราะหวังให้เค้าได้ทานอะไรอย่างที่เค้าอยากทานบ้าง มันมีข้อจำกัดเยอะค่ะ เพราะอาหารทุกวันนี้ มีส่วนประกอบจากเนยนม ทั้งนั้นเลย อ่อ แพ้อาหารทะเล แพ้น้ำมันจากถั่ว ซอสที่ทำจากถั่วและตระกูลถั่วทั้งหลายด้วยค่ะ --"
ยินดีแลกเปลียนเรียนรู้ครับ จากประสบการณ์ที่มีลูกชายแพ้อาหาร (นมวัว,ไข่, อาหารทะเล, ถั่ว) จนอาเจียนและถูกตีด้วยอารมณ์เครียดของการเลี้ยงดูของคุณแม่ พฤติกรรมของลูกชายจะชอบตีแม่และบอกว่าแม่ใจร้าย ยังคงได้รับการบังคับป้อนอาหารบดละเอียด และไม่มีโอกาสทานขนมซึ่งอาจผสมสารอาหารที่แพ้
ผมคิดว่าทั้งคุณแม่และลูกชายมีความวิตกกังวลและเครียดสะสมจากกิจกรรมการกินอาหาร
วิธีการปรับพฤติกรรมการกินอาหารของเด็ก ควรเริ่มดังนี้
1. คุณแม่ต้องทำสมาธิและปรับอารมณ์ของตนเองขณะป้อนอาหารลูกชาย เพราะเด็กจะเลียนแบบคุณแม่โดยการตีและแสดงความโกรธ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมด้านบวก เมื่อคุณแม่กอด พูดคุย ทำท่าทานอาหารให้ลูกดู ให้โอกาสเด็กหยิบอาหารทานเอง ให้โอกาสเด็กเล่นบ้างขณะทานอาหาร
2. หากมีปัญหาก้าวร้าวกับผู้อื่นมากขึ้น แนะนำให้มาปรึกษานักกิจกรรมบำบัด
3. คุณแม่ต้องไม่เร่งรีบป้อนอาหารลูกชาย จำไว้ว่า ยิ่งเร่งให้เด็กทานอาหารโดยไม่ตั้งใจรับรู้รสและผิวสัมผัสอาหาร เด็กยิ่งต่อต้านและสะสมความเครียดและพฤติกรรมการแยกตัวจากคนรอบข้าง แนะนำให้จัดเวลาที่ยืดหยุ่น เช่น ทานมื้อเช้า 1/2 ถ้วยเล็ก ทานมื่อระหว่างเช้าถึงกลางวันอีก 1/2 ถ้วยเล็ก ในแต่ละครั้งไม่ควรใช้เวลาเกิน 30-45 นาที คุยกับลูกชายว่าเราจะค่อยๆ ทานไปเรื่อยๆ ไม่บังคับ แต่จะหยุดทานในเวลา... แล้วแม่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ถ้าลูกยังอยากทานอยู่ก็ลองตักทานเอง หรือ รอทานอีกในเวลา...
4. คุณแม่พยายามหาเวลาว่างพาลูกไปเดินเล่นออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวอย่างผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ เปลี่ยนบรรยากาศและกิจกรรมที่ทำอยู่บ้าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างแม่ลูกได้ดีขึ้น
5. คุณแม่ต้องปรับอาหารที่ลูกทานแล้วไม่อาเจียน และทานอย่างมีความสุข (กึ่งละเอียดกึ่งหยาบ - เด็กลองชิมและสามารถคายอาหารออกได้ หากไม่ได้ต้องปรึกษานักกิจกรรมบำบัดข้างต้น) โดยลองค้นหารายการอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของสารอาหารที่ลูกแพ้ได้ เช่น ขนมที่ไม่ใส่ไข่ ถั่ว นม แต่เพิ่มแป้งสาลีและผลไม้แทน เป็นต้น ผมแนะนำให้คลิกอ่านข้อมูลการปรับอาหารตามหลักโภชนาการ
คุณแม่ลองค่อยๆ ทำตามคำแนะนำ หากมีคำถามหรือข้อมูลที่อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มเติม คุณแม่สามารถอีเมล์ได้เสมอ ไม่ต้องเกรงใจครับ
ขอแสดงความนับถือ
อ.ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง
ขอบพระคุณอาจารย์มากๆเลยนะคะ สำหรับข้อแนะนำต่างๆ อย่างน้อยก็พอจะทำให้ได้มีสติในการเลี้ยงลูกมากกว่านี้ คำแนะนำที่ได้มาเป็นประโยชน์มากค่ะ และจะพยายามปรับใช้กับตัวเองและลูกชายให้ได้มากที่สุด
ดีใจแทนสถาบันนะคะที่มีบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพมาให้ความรู้ ปรับความเข้าใจ สำหรับคุณแม่ที่ต้องเผชิญปัญหาอย่างดิฉัน
หากดิฉันมีข้อสงสัยอะไร จะขออนุญาตเรียนถามอาจารย์เรื่อยๆนะคะ และหากอาจารย์จะนำบทความของดิฉันไปลงเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ท่านอื่น ก็ยินดีค่ะ