ยิ้มกับปลาสวยงาม


ปลาสวยงาม

การเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืดและการเลี้ยงปลาสวยงามน้ำเค็ม มีรูปแบบการเลี้ยง

และปัจจัยที่มีผลต่อการเลี้ยงปลาทั้งสองแบบอย่างไร

 

1) แสงสว่างที่จำเป็นสำหรับปลาสวยงาม

การเลือกสถานที่สำหรับวางตู้ปลาสวยงามให้คำนึงถึงอุณหภูมิภายในตู้ปลาจะต้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก กล่าวคือไม่ร้อนจัดแล้วก็กลับเป็นเย็นจัดได้ง่าย ๆ และให้มีแสงสว่างเพียงพอเพื่อให้ปลามองเห็นทิศทางที่มันจะแหวกว่ายไปมาได้สะดวก โดยทั่วไปปลาแทบทุกชนิดอยู่กันได้ในที่ที่แสงเพียงสลัว ๆ แต่ก็ยังคงมีบางชนิดที่ชอบแสงสว่างจ้า นอกจากนี้แสงก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพรรณไม้น้ำที่ปลูกไว้ในตู้ปลา เพราะพรรณไม้น้ำทุกชนิดชอบแสงโดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดด หากมีการปลูกพรรณไม้น้ำไว้หลาย ๆ ชนิดที่ในตู้เดียวกัน ก็ควรตั้งตู้ปลาไว้ในที่ที่มีแสงสว่างปานกลาง เช่น ตามแถวหน้าต่างซึ่งมีความสว่างจากแสงแดดกระจายเข้ามาได้ทั่วถึงและมีโอกาสส่องถูกตู้ปลานั้นโดยตรงได้บ้าง ประมาณวันละ 2 ชั่วโมงเป็นดีที่สุด การที่ตู้ปลาได้รับแสงมากเกินไปนั้นก็เป็นผลเสียด้วยเช่นกัน กล่าวคือจะทำให้ตู้ปลาเกิดตะไคร่น้ำหนาแน่นและทำให้น้ำในตู้ปลาเขียวเร็ว หรือไม่ก็ทำให้เกิดตะไคร่น้ำจับตามกระจกตู้ปลา และตามต้นไม้ที่ปลูกไว้ในตู้ปลา นอกจากนี้แสงแดดในฤดูร้อนยังทำให้ตู้ปลาที่มีขนาดเล็กร้อนอบอ้าวผิดปกติอีกด้วย          เพราะฉะนั้นการเลี้ยง

ปลาสวยงาม จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมความเข้มของแสงสว่างให้มีความพอเพียงกับชนิดของปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำในตู้ปลาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งปัจจุบันการใช้แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าแทนแสงแดด   จะเป็นที่นิยมกัน  มากขึ้นเพราะแสงไฟฟ้าเป็นแสงที่ง่ายแก่การควบคุมสามารถปรับความเข้มของแสงให้อ่อนจ้าอย่างไรก็ได้ตามความเหมาะสมกับตู้ปลาและเป็นแสงที่ไม่ทำให้เกิดตะไคร่น้ำโดยปกติอัตราการใช้กระแสไฟฟ้าสำหรับหลอดไฟฟ้าที่ทดแทนแสงแดดที่มีความจำเป็นสำหรับพรรณไม้น้ำในตู้ปลาต่อวันนั้น มีดังนี้

(1) ตู้ปลาขนาดความจุน้ำ 37 ลิตร ควรใช้หลอดไฟฟ้า ขนาด 40 วัตต์ ภายในชั่วระยะเวลา 8 ชั่วโมง หรือจะใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 75 วัตต์ ภายในชั่วระยะเวลา 4 ชั่วโมง

(2) ตู้ปลาขนาดความจุน้ำ 57–95 ลิตร ควรใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 60 วัตต์ภายในชั่วระยะเวลา 6–8 ชั่วโมง

(3) ตู้ปลาขนาดความจุน้ำ 95–189 ลิตร ควรใช้หลอดไฟฟ้าขนาด 75 วัตต์ภายในชั่วระยะเวลา 8–10 ชั่วโมง

หลอดไฟฟ้าที่นิยมใช้กันเป็นส่วนมาก ก็คือฟลูออเรสเซนต์แลมป์ หรือหลอดไฟแสงนวล ซึ่งเป็นหลอดที่ให้แสงสว่างกว่าและเย็นตากว่าหลอดธรรมดาเพราะภายในหลอดชนิดนี้จะมีแก๊สอย่างดีประจุอยู่ มีสสารเรืองแสงคือฟอสฟอรัสเคลือบอยู่ตามกระจกหลอด นอกจากนี้ก็มีหลอดชนิดวอมไวท์ ซึ่งให้ผลดีกว่าชนิดเดไลท์ แต่อย่างไรก็ตามหลอดชนิดดังกล่าวจะให้ประโยชน์แก่ต้นไม้ในตู้ปลาน้อยกว่าหลอดธรรมดา

 

ภาพที่ 4.29 อุปกรณ์ให้แสงสว่างในตู้ปลา

ที่มา : สมบูรณ์ หวังเจริญพร. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสวยงาม.

กรุงเทพมหานคร : บริษัท ไว้ท์เครนเนอเชอรี่ จำกัด, ม.ป.ป. หน้า 11.

2) อุณหภูมิของน้ำในตู้ปลา

อุณหภูมิน้ำในตู้ปลาเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักเลี้ยงปลาต้องมีความรู้ความเข้าใจและต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษดังนี้

สำหรับตู้ปลาที่ไม่มีการให้ออกซิเจน และไม่มีพรรณไม้น้ำ ควรจะให้น้ำในตู้ปลามีอุณหภูมิประมาณ 23 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่มีความเหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศที่หนาวจัด เมื่ออุณหภูมิของน้ำลดลง เขานิยมใช้หลอดไฟฟ้าห้อยลงไปในน้ำประมาณแค่คอหลอดแล้วเปิดไฟฟ้านั้นเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น แต่การทำเช่นนี้ก็ต้องระวังอย่าให้อุณหภูมิของน้ำที่ในตู้ปลานั้นขึ้นไปสูงถึง 27 องศาเซลเซียส เป็นอันขาดเพราะจะเป็นอันตรายแก่ปลาเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้อุณหภูมิน้ำสำหรับปลาสวยงามย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของปลาสวยงามด้วย เพราะปลาสวยงามโดยทั่วไปจะมีอุณหภูมิอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว อย่างต่ำก็ 10 องศาเซลเซียส และจะทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในระหว่างเวลากลางคืนได้ประมาณ 3 องศาเซลเซียส หรืออีกนัยหนึ่งก็คือปลาตัวหนึ่งจะมีขีดขั้นของความทนทานอยู่ได้ในระหว่าง 21-27 องศาเซลเซียส โดยมากฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น จาก 24 องศาเซลเซียส ลงมาเหลือเพียง 21องศาเซลเซียส จึงไม่ทำให้ปลากระทบกระเทือนมากนักและปลาทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเช่นนี้อยู่ได้พักหนึ่ง ๆ เป็นเวลาตั้งหลาย ๆ ชั่วโมงทีเดียวโดยปกติทั่วไปแล้วปลาสวยงามจะมีความสุขความสบายอย่างที่สุดก็คือที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ย 22–24 องศาเซลเซียส และปลาจะทนอยู่ได้ชั่วระยะเวลาเล็กน้อย      ถ้าอุณหภูมิลดต่ำลงมาถึง 20 องศาเซลเซียส หรือสูงขึ้นไปถึง 29 องศาเซลเซียส

แต่ในกรณีเช่นนี้จำนวนปลาในตู้จะต้องไม่แออัดเกินไป และต้องอยู่ในสภาพที่ดีเป็นพิเศษอีกด้วย ถ้าหาก อุณหภูมิน้ำในตู้ปลาต้องลดต่อลงมาถึงระดับใต้ขีด 10 องศาเซลเซียสหรือ 20 องศาเซลเซียส ประการแรกที่ควรดำเนินการต่อไปก็คือ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นไปถึง 27 องศาเซลเซียส เสียก่อน แล้วรักษาระดับอุณหภูมินั้นไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง หรืออาจให้นานกว่านั้นก็ได้อย่างไรก็ตามวิธีปฏิบัติก็คือเลี้ยงปลาที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไว้ในที่ที่อุณหภูมิอบอุ่นที่สุด และสม่ำเสมอที่สุด เช่นให้อยู่ในที่ซึ่งไม่โดนแสงแดด โดนฝน หรือตากน้ำค้างไว้ในเวลากลางคืน แต่เวลากลางวันกลับให้อยู่ใกล้แสงแดดที่ร้อนจัด เป็นต้น ส่วนปลาที่แข็งแรงหน่อย และไม่ค่อยจะรู้สึกกระทบกระเทือนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเท่าใดนัก ก็อาจเลี้ยงไว้ในที่ที่หนาวเย็นหรืออบอ้าวกว่าได้

3) วิธีเพิ่มอุณหภูมิของน้ำในตู้ปลา

วิธีเพิ่มอุณหภูมิของน้ำในตู้ปลาอย่างง่าย ๆ ก็คือการใช้ Heater หรือขดลวดไฟฟ้าที่มีระบบการป้องกันกระแสไฟฟ้าดูดเป็นอย่างดี จุ่มลงไปในมุมล่างของตู้ปลา และอุปกรณ์ในตู้ปลาทุกชนิดจะต้องไม่ชุบโครเมียม เพราะอาจจะเป็นอันตรายแก่ปลาได้ ถ้าจะใช้หลอดไฟฟ้าแทนก็ต้องให้มีความร้อนใกล้เคียงกับขดลวดดังกล่าว

ขนาดวัตต์ของขดลวด หรืออุปกรณ์ให้ความร้อนซึ่งจะใช้ในการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่น้ำในตู้ปลา ควรมีดังต่อไปนี้

(1) ขนาด 2 วัตต์ สำ หรับให้ความอบอุ่นขนาด 5 องศาเซลเซียส

ในปริมาณน้ำ 3.785 ลิตร (1 แกลลอน)

(2) ขนาด 20 วัตต์ สำ หรับให้ความอบอุ่นขนาด 5 องศาเซลเซียสในปริมาณน้ำ 37.85 ลิตร (10 แกลลอน)

(3) ขนาด 40 วัตต์ สำ หรับให้ความอบอุ่นขนาด 10 องศาเซลเซียสในปริมาณน้ำ 37.85 ลิตร (10 แกลลอน)

 

4) คุณภาพของน้ำสำหรับปลาสวยงาม

น้ำที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาสวยงามควรเป็นน้ำที่ใสสะอาด ไม่สกปรกไม่มีกรด หรือไม่มีด่างจนเป็นอันตรายแก่ปลา แต่ก็ต้องระมัดระวังน้ำที่มาจากธรรมชาติเช่น น้ำบ่อ น้ำคลอง หรือน้ำแม่น้ำ เป็นต้น อาจจะมียางไม้ที่เกิดจากชิ้นไม้ที่ตกลงไปทำให้เป็นอันตรายแก่ปลาได้เช่นกัน ถึงแม้น้ำประปาเองก็ตาม บางทีก็อาจเป็นอันตรายแก่ปลาได้หากมีกลิ่นคลอรีนมากเกินไป ฉะนั้นก่อนนำมาใช้เลี้ยงปลาสวยงามควรรองน้ำประปาใส่ตุ่มทิ้งค้างคืนไว้สัก 2–3 คืน เพื่อให้สารแขวนลอยต่าง ๆ ได้ตกตะกอนและเพื่อให้กลิ่นไอของคลอรีนได้ระเหยหายไปก่อนที่จะลงไปอยู่ในตู้ปลา หรือในกรณีรีบด่วนอาจจะรองน้ำใส่อ่างใหญ่ ๆ ตากแดดไว้สัก 1–2 ชั่วโมง เพื่อให้กลิ่นไอคลอรีนหมดไป เพราะคลอรีนในน้ำประปาเมื่อถูกความร้อนจะระเหยได้ไม่ยากนัก

5) การให้อาหารแก่ปลาสวยงาม

การให้อาหารปลาสวยงามมีปัจจัยมาเกี่ยวข้องอยู่ 2 ประการ คือ อุณหภูมิของน้ำกับออกซิเจนที่อยู่ในตู้ปลา ทั้งนี้ก็เพราะว่าอายุของสัตว์เลือดเย็นทุกชนิด มักจะถูกกระทบกระเทือนจากอุณหภูมิได้มาก ๆ ถ้าอุณหภูมิยิ่งอบอุ่นมาก จำนวนปลาก็พอเหมาะไม่มากจนเกินเขอบเขตที่กำหนดแล้ว ปลาก็จะยิ่งหายใจได้ดีขึ้น มีการย่อยอาหารได้ไวขึ้นมีภูมิต้านทานมากขึ้น และที่สุดก็จะเจริญเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย     แต่ถ้าอุณหภูมิลดลงต่ำกว่าขีดที่เหมาะสมแล้ว ปลาในตู้อาจจะหยุดกินอาหารหรือกินก็กินน้อยเต็มที และจะเป็นเช่นนี้เป็นเวลาแรม ๆ เดือนทีเดียว ความอยากอาหารของปลาตัวหนึ่ง ๆ นั้นย่อมขึ้นอยู่กับออกซิเจนกับความอบอุ่น หรืออุณหภูมิของน้ำในตู้ปลาการให้อาหารปลา ถ้าจะให้ครั้งเดียวพอ ก็ควรให้ตั้งแต่ตอนเช้าเป็นดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาสวยงามที่เลี้ยงไว้ในตู้ที่มีพรรณไม้น้ำอุดมสมบูรณ์ดีจะมีปริมาณออกซิเจนมากขึ้นในเวลากลางวัน ซึ่งจะช่วยให้ปลามีการย่อยอาหารดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำในตู้ปลา กล่าวคือถ้าอุณหภูมิของน้ำที่มุมล่างของตู้ปลาอยู่ในระดับ 18–21 องศาเซลเซียส ควรให้อาหารปลาเพียงวันละครั้ง แต่ถ้าอุณหภูมิที่จุดนั้นสูงขึ้นไปถึงระดับระหว่าง 23–27 องศาเซลเซียส แล้ว ก็ควรจะเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นการให้อาหารจำพวกสัตว์เป็น ๆ      บางชนิดแก่ปลาสวยงาม เช่น ไรน้ำ เป็นต้นก็จำเป็นที่ผู้เลี้ยงจะต้องระมัดระวังให้มากและมากยิ่งกว่าการให้อาหารสำเร็จรูปเสียอีกเพราะว่าไรน้ำจะแย่งเอาออกซิเจนในน้ำไปจากปลา บางทีถึงกับทำให้ปลาหายใจไม่ออก

เพราะขาดออกซิเจนเนื่องจากถูกไรน้ำแย่งเอาหมด ฉะนั้นควรให้ไรน้ำทีละน้อย ๆ บ่อย ๆนอกจากนี้ยังมีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ สำหรับปลาโต ๆ โดยมากมักเกิดโทษ  มีอาการท้องเสีย ท้องอืด ตาโปนเพราะถูกไรน้ำเจาะไช อาจจะเป็นเพราะปลากินไรน้ำเข้าไปมากเกินไปก็ได้  นอกจากนี้ไรน้ำที่เหลือจากปลากินมักจะตายแล้วทำให้น้ำเน่าเสียมีกลิ่นเหมือนน้ำปัสสาวะ ตรงกันข้ามกับลูกน้ำซึ่งไม่มีข้อเสียหายเหล่านี้ เพราะลูกน้ำหายใจด้วยอากาศ ไม่มีการแย่งออกซิเจนในน้ำไปจากปลา จะสังเกตได้จากลูกน้ำมีการลอยตัวอยู่ผิวน้ำเพื่อหายใจ และเราอาจให้ลูกน้ำแก่ปลาได้คราวละมาก ๆ หลักสำคัญในการให้อาหารปลาก็คือ ต้องให้อย่างรอบคอบ ระมัดระวังควรให้แต่เพียงครั้งละเท่าที่เหมาะสม หรือพอที่ปลาจะกินหมดเท่านั้น ไม่ใช่ให้ปลากินจนท้องแตกตายให้อาหารเหลือจนน้ำสกปรก เน่าเสีย หรือให้จนลูกน้ำลอยเป็นแพปิดผิวน้ำเต็มไปหมด เป็นต้น

 

 

6) การเปลี่ยนน้ำ และการทำความสะอาดตู้ปลา

การเปลี่ยนน้ำทั้งหมด อาจกำจัดของเสียที่ปลาถ่ายออกมาได้หมด แต่ปลาไม่ชอบให้สภาพแวดล้อมของมันเปลี่ยนแปลงทีละมาก ๆ โดยทันที การใช้วิธีการเปลี่ยนน้ำเพียงบางส่วน (ไม่เกินครึ่งตู้) แต่ทำบ่อย ๆ น้ำจะมีสภาพดีกว่า และปลาก็ไม่ต้องปรับตัวมากเกินไปด้วยการให้อาหารหนัก ๆ แก่ปลา ผู้เลี้ยงควรระมัดระวังอย่าให้มีมูลปลาตกค้างที่บริเวณก้นตู้มาก  ต้องคอยดูดออกเสมอ ๆ ระยะ 2 – 3 วันต่อครั้ง แต่ถ้ามีมูลปลามาก ต้องดูด

ออกทุกวัน แล้วก็ใช้น้ำใหม่ที่ใสสะอาดเข้าไปเปลี่ยนน้ำเก่า      แต่ถ้าตู้ไหนมีปลาตายด้วยแล้วก็ควรเปลี่ยนน้ำ

ล้างตู้ให้หมด แต่ระวังน้ำใหม่ที่จะเอามาใช้จะต้องสะอาด มีอุณหภูมิพอดีเมื่อถึงเวลาต้องล้างพื้นทรายควรเก็บ น้ำเก่าบางส่วนไว้ก่อน ย้ายปลาและพรรณไม้น้ำมาไว้ในน้ำเก่าที่เก็บไว้นี้ แล้วจึงรื้อวัสดุตกแต่งตู้และทำความสะอาดพื้นทรายสำหรับผู้เริ่มเลี้ยงอาจจะเป็นเรื่องยากในการดูดมูลปลา หรือดูดน้ำออกจากตู้ปลา บางคนดูดเท่าไร ๆ ก็ไม่ได้มูลปลา หรือตะกอนที่สกปรกออกมา ตรงกันข้ามน้ำที่ดูดเข้าสายพลาสติกนั้นกลับไหลพุ่งกลับเข้าไปในตู้ปลา ทำให้ตะกอนหรือมูลปลาที่นอนนิ่งอยู่กระจัดกระจายปนกันไปกับน้ำในตู้นั้นหมด และแทนที่จะต้องเปลี่ยนน้ำน้อยก็ต้องเปลี่ยนน้ำมากขึ้น และถึงจะเปลี่ยนน้ำมากบางทีก็ยังเอาออกได้ไม่หมด ทำให้น้ำขุ่นและกว่าจะใสก็ต้องรอให้ตะกอนที่กระจัดกระจายและสามารถดูดออกได้หมด ให้กลับลงไปนอนก้นเสียก่อน ซึ่งบางทีก็กินเวลาเป็นชั่วโมง ๆสำหรับการดูดมูลปลาหรือดูดน้ำในตู้ปลาออกหรือที่เรียกว่าSyphon out นั้น

ความจริงสำหรับคนที่มีประสบการณ์แล้วทำได้ไม่ยากเลย มีวิธีการดังนี้

(1) เลือกใช้สายยาง หรือสายพลาสติกที่มีขนาดโตและยาวให้พอเหมาะเช่น สายยางขนาดกลมโตประมาณ 6 มิลลิเมตร สำหรับตู้เล็ก ๆ หรือตู้ที่มีปลาน้อยและปลาไม่ค่อยว่ายพรวดพราด น้ำในตู้ใสและมีตะกอนนอนก้นเป็นหย่อม ๆ และสายยางขนาดกลมโตประมาณ ½ นิ้ว หรือ 12 มิลลิเมตร สำหรับตู้ใหญ่ หรือตู้ที่สกปรกมาก มีปลาว่ายพรวดพราด วุ่นวายมาก ก็ควรใช้สายยางหรือสายพลาสติกที่ยาวพอดีกับที่รองรับน้ำทิ้ง

(2) การดูดก็ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือ (ถ้าเป็นสายใหญ่) หรือปลายนิ้วอื่นก็ได้(ถ้าเป็นสายเล็ก) ปิดปลายสายไว้ข้างหนึ่ง โดยมากก็ข้างที่จุ่มลงไปในน้ำแล้วคอยปิด ๆเปิด ๆ เวลาดูด คือพอจะดูดก็เปิดปลายสาย พอหยุดดูดก็ปิดปลายสายข้างที่อยู่ในน้ำนั้นทำเช่นนี้จนกว่าน้ำจะเข้าไปเต็มสาย

(3) เมื่อดูดน้ำเข้าเต็มสายแล้ว ก็ปิดปลายสายทั้งสองข้างไว้ แล้วเอาปลายข้างหนึ่งหย่อนลงไปในตู้ปลา ส่วนอีกข้างหนึ่งก็หย่อนลงไปในภาชนะที่รองรับ แล้วพยายามลากปลายสายที่ในตู้ปลาไปจุ่มลงตรงจุดที่มีตะกอนหรือมูลปลา ทำเช่นนี้ไม่ช้ามูลปลาหรือตะกอนเหล่านั้นก็จะถูกดูดออกไปหมด

 

 

 

 

ภาพที่ 4.30 การเปลี่ยนน้ำในตู้ปลา

ที่มา : สมบูรณ์ หวังเจริญพร. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสวยงาม.

กรุงเทพมหานคร : บริษัท ไว้ท์เครนเนอเชอรี่ จำกัด, ม.ป.ป.

 (4) เมื่อดูดมูลปลาออกไปได้หมดสิ้นแล้ว ก็ใช้สายที่ยังมีน้ำอยู่เต็มสายนั้นดูดเอาน้ำดีให้ไหลเข้าไปในตู้ปลา โดยปิดปลายสายข้างที่อยู่ในตู้ไว้ก่อน แล้วจึงปิดปลายข้างที่อยู่นอกตู้ยกขึ้นเอาปลายสายข้างที่อยู่นอกตู้นั้นเข้าไปจุ่มลงในถังน้ำใหม่ที่จะใช้แทนน้ำที่ถ่ายออก แต่แน่นอนถังน้ำใหม่นั้นจะต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่าตู้ปลา  ยิ่งอยู่สูงมากน้ำก็จะยิ่งไหลเร็วมาก และประหยัดเวลาอีกด้วยหลังเสร็จจากการทำความสะอาดตู้ปลาก็จัดวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งตู้ให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด แล้วนำน้ำเก่ามาใส่ตู้ปลา พร้อมกับพรรณไม้น้ำและปลา จากนั้นจึงใส่สารกำจัดคลอรีน และเติมน้ำใหม่อย่างช้า ๆ ปลาจะไม่ช็อคน้ำ และไม่ต้องปรับตัวมากเกินไป

 

7) ปัจจัยที่ช่วยให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว

การที่ปลาจะเจริญเติบโตเร็วหรือช้านั้น ไม่ใช่อยู่ที่อาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีอะไรอยู่อีกหลาย ๆ อย่างที่น่าคิด เช่น

ภาพที่ 4.31 การเติมน้ำลงในตู้ปลา

ที่มา : สมบูรณ์ หวังเจริญพร. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาสวยงาม.

กรุงเทพมหานคร : บริษัท ไว้ท์เครนเนอเชอรี่ จำกัด, ม.ป.ป. หน้า 18.

(1) เนื้อที่ของตู้ปลา กว้างยาวแค่ไหน พูดง่าย ๆ ก็คือ ตู้ปลาต้องมีขนาดที่ใหญ่พอประมาณ

(2) อากาศสำหรับปลาหายใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ผิวน้ำของตู้ปลานั้น ๆ

(3) การให้อาหารแต่พอเพียงเท่าที่ปลากินหมด ให้ปลากินอาหารบ่อย ๆไม่ใช่ให้คราวละมาก ๆ          จนเหลือ และควรมีการสลับกันให้เหมาะสม

4) ความอบอุ่นสำหรับปลา ถึงแม้ปลาจะเป็นสัตว์อยู่ในน้ำ แต่ก็ต้องการความอบอุ่นบ้างเหมือนกัน ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คือถ้าหนาวเย็นอยู่ตลอดเวลาปลาก็ไม่อยากอาหาร

5) น้ำที่สะอาด ๆ ซึ่งเกี่ยวกับอากาศที่ปลาจะหายใจ หรือออกซิเจนที่ปลาต้องการ ไม่ใช่มีแต่คาร์บอนไดออกไซด์

 

4. การเลี้ยงไรแดง

ไรแดง เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกุ้ง หรือที่เรียกว่า Crustacean  มีชื่อวิทยาศาสตร์ Moina macrocopa และมีชื่อสามัญว่า Water flea เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดหนึ่งมีขนาด 0.4-1.8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีแดงเรื่อ ๆ ถ้าอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากจะมองเห็นไรแดงมีสีแดงเข้ม ไรแดงเพศผู้มีลักษณะลำตัวแหลมกว้างกว่าตัวเมียเล็กน้อย

ตากลมใหญ่ ที่ส่วนหน้าของหัวกว้างใหญ่ ประกอบด้วยหนวดคอยรับความรู้สึก ส่วนท้องมีหนามเล็ก ๆ ลำไส้คดไปคดมา ส่วนเพศเมียจะมีลักษณะลำตัวอ้วนเกือบกลมมีขนาดเฉลี่ย 1.3 มิลลิเมตร ตัวเมียออกไข่แต่ละครั้งประมาณ 6-20 ฟอง ฟองหนึ่งมีขนาดเฉลี่ย 0.1 มิลลิเมตร ตัวอ่อนที่ออกมาจากถุงไข่ของแม่ใหม่ ๆ จะมีขนาด 0.22-0.35  มิลลิเมตร มีสีจางกว่าตัวเต็มวัย ในสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไรแดงจะมีประชากร                   เพศผู้ 5 เปอร์เซ็นต์ เพศเมีย 95 เปอร์เซ็นต์ไรแดงเป็นอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะสำหรับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นการเพิ่มอัตรารอดและอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อนเพราะไรแดงน้ำหนักแห้งประกอบด้วยโปรตีน 74.09 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 12.50 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 10.19 เปอร์เซ็นต์ และเถ้า 3.47 เปอร์เซ็นต์การเพิ่มผลผลิตของไรแดงในบ่อนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ พลังงานจากแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่ทำให้กระบวนการต่าง ๆ ดำเนินไปด้วยดี ปุ๋ยและอาหารต่างๆ จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรีย ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการแพร่ขยายของน้ำเขียวอีกทั้งยังทำให้เกิดกระบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะใช้ของเสียต่าง ๆ จำพวกแอมโมเนียคาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆ ที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต ทำให้คุณสมบัติของน้ำดีขึ้น การ

หมุนเวียนของน้ำจะเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อไรแดง การเพิ่มปริมาณน้ำเขียวมากขึ้นและการใส่ยีสต์ก็สามารถช่วยในการเพิ่มผลผลิตของไรแดงได้อย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน

วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดง แบ่งออกเป็น 2 วิธี ดังนี้

 

4.1 การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์

ขนาดบ่อซีเมนต์ 10 X 10 ตารางเมตร หรือขนาดกว้างใหญ่กว่านี้ก็ได้ยกเว้นความลึกต้องลึกประมาณ  50 เซนติเมตร ใช้เครื่องสูบน้ำเข้าบ่อสูง 20 เซนติเมตรแล้วนำเอาขี้วัวตากแห้งตักใส่ลงไปในกระสอบแล้วมัดปากกระสอบให้ดี แล้วนำลงไปแช่ในบ่อซีเมนต์ที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงนำเอาปลาป่น รำ และกากถั่วลิสงเติมลงไปอย่างละ 1   กิโลกรัม ปล่อยทิ้งไว้ 1 วัน จึงช้อนไรแดงมาใส่ประมาณ 10 กรัม ทิ้งไว้สัก 1 วันแล้วปล่อยน้ำให้สูงอีก 20 เซนติเมตร หลังจากนั้น 3-5 วัน ไรแดงจะเพิ่มผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ถ้าต้องการเพิ่มจำนวนให้มากขึ้นกว่าเดิม ควรเติมอาหารและน้ำให้สูงขึ้นกว่า 10 เซนติเมตร และใส่กากถั่วลิสง 1 กิโลกรัม ทุก 3 วันไรแดงจะเพิ่มมากขึ้นเท่าตัว

4.2 การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน

บ่อดินขนาด 10 X 10 ตารางเมตร ลึก 50 เซนติเมตร สูบน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับความสูงประมาณ 20 เซนติเมตร จากนั้นนำขี้วัวแห้ง 4 กระสอบ หว่านให้ทั่วบ่อควบคู่ไปกับการสาดปูนขาว ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน น้ำจะมีลักษณะเป็นสีสนิมเหล็กต่อจากนั้นเติมรำละเอียดลงไป 2 กิโลกรัม เพื่อช่วยให้ไรแดงเจริญเติบโตขึ้น ถ้าหากต้องการให้ไรแดงเกิดเร็วขึ้น ควรซื้อไรแดงมาทำเป็นหัวเชื้อเติมลงไปบ่อละ 1 กระป๋องนมไรแดงก็จะเพิ่มจำนวนประชากรมากมายภายใน 3 วัน ผู้เพาะเลี้ยงสามารถช้อนลูกไรแดงไปเลี้ยงปลาหรือนำไปขายได้

หมายเลขบันทึก: 332763เขียนเมื่อ 31 มกราคม 2010 14:38 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 มิถุนายน 2012 14:22 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (4)
  • เขาพูดกันว่า  ปลาที่ว่ายน้ำไมในตู้ปลา บำบัดจิตคนดูได้
  • ครูอ้อย ชอบไปนั่งพักตอนกลางวันที่หน้าตู้ปลา

กำลังบำบัดจิต  จริงไหมคะ

จริงครับ เพราะปลาที่ว่ายน้ำในตู้ปลา มีความเคลื่อนไหว และมีสีสัน อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้จิตใจเราเพลิดเพลิน และหลุดออกจากความคิดที่เป็นภาระอันหนักหน่วง และจิตใจที่สับสนวุ่นวาย จิตใจของเราจะมีสมาธิกับสิ่งที่เรากำลังมอง และจิตใจก็จะเยือกเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด คลายเคลียสได้ด้วยนะครับ

จริงครับ การสร้างรอยยิ้ม ให้ปรากฎบนใบหน้าทำให้ชีวิตมีความสุขจริง ๆ ครับ ลองยิ้มสิ แล้วคุณจะรู้ว่าเรามีค่ามากแค่ไหน

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี