<!–
“หวัด” หรือ “โรคหวัด” นั้นไม่ใช่โรคธรรมดาๆ อย่างที่คิดค่ะ เพราะเมื่อเป็นแล้ว..ถ้าดูแลรักษาไม่ดี ..ก็จะมีโรคอื่นที่หนักกว่าแทรกซ้อนขึ้นมาได้
ฉะนั้น..การรักษาหวัดตั้งแต่เริ่มเป็น.. จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดโดยเน้นการรับประทานผักและผลไม้ ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ และระมัดระวังความสะอาดของอุปกรณ์การรับประทานอาหาร ในแต่ละมื้อ
สําหรับ “อาหารต้านหวัด” ที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันที่รวบรวมได้มีดังนี้
- “เอชินาเซีย” (Echinaecea) เป็นอาหารสมุนไพรที่นิยม และได้รับการยอมรับในประเทศเยอรมนี สําหรับใช้ในการรักษาหวัด ไข้หวัดใหญ่ และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ จากข้อมูลการวิจัยพบว่า อาหารสมุนไพรนี้จะทําให้เพิ่มภูมิต้านทาน แต่ควรใช้ในระยะสั้นๆ ตั้งแต่ 2-3 วันถึง 2 สัปดาห์ที่เริ่มต้นเป็นหวัดจะได้ผลดีที่สุด
- “ยาอมเสริมสังกะสี” มีข้อมูลการวิจัยพบว่ายาอมที่มีส่วนผสมของสังกะสีกลูโคเนตไกลซีน (Zinc-gluconate-glycine) นั้น จะสามารถลดระยะการเป็นหวัดรวมถึงความรุนแรงของอาการหวัดได้ แต่บางข้อมูลการวิจัยบอกว่าไม่มีผลช่วยลดอาการหวัดได้
- “วิตามินซี” การรับประทานวิตามินซีในขนาดสูงๆ ไม่สามารถป้องกันหวัดได้ ถ้าการรับประทานวันละ 2,000 มิลลิกรัม จะช่วยลดความรุนแรงของอาการหวัด และระยะการเป็นหวัดได้เท่า นั้น แต่ไม่เหมาะ สําหรับเด็ก หญิงมีครรภ์ และให้ลูกกินนม แต่ถ้าหากดื่มน้ำส้มคั้นมากๆ ก็จะได้ทั้งน้ำและวิตามินซีที่จะช่วยลดอาการหวัดได้เช่นเดียวกัน
- “ชาเปปเปอร์มินต์” ในชาเปปเปอร์ มินต์มีสารเมนทอล ดังนั้นการดื่มชาเปปเปอร์ มินต์จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลเมื่อเป็นหวัดได้ สําหรับเคล็ดลับในการชงชาชนิดนี้ ขณะแช่ชาควรปิดฝาด้วย เพราะจะไม่ทําให้สารที่ออกมาระเหยไปเสียก่อนที่จะดื่ม
- “ซุปไก่ตุ๋น” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น “เพนนิซิลิน จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ” จากข้อมูลการวิจัยพบว่า “ซุปไก่ตุ๋นร้อนๆ” จะลดน้ำมูก ลดอาการคัดจมูก ทําให้หายใจ คล่องขึ้น รวมทั้งช่วยลดอาการอักเสบจากการติดเชื้อได้
- “ผลไม้” การรับประทานผลไม้ที่พอเพียงก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทําให้การเป็นหวัดยากขึ้น เพราะในผลไม้จะมีสารอาหาร วิตามินและเกลือแร่ที่มีความสําคัญต่อการต้านหวัดได้สูง
โดยสรุปแล้ว “อาหารต้านโรคหวัด” นั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเราเลยค่ะ