หนูตื่นขึ้นมาตอนตีสาม มองไปที่เพื่อน ยังหลับอยู่หนูจึงลุกขึ้นนั่งภาวนาตอนแรก ๆ นั่งหายใจมันง่วงค่ะสัปหงก หนูจึงท่องพุทโธ ๆ เผลอแว๊บง่วงอีก ครานี้เอาใหม่ ท่องบทสวดอิติปิโสในใจ รู้สึกสบายขึ้น กลับมาที่ลมหายใจตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ
เหมือนหนูเห็นเป็นผู้หญิงเปลือยส่วนบนอุ้มเด็กอยู่ในมโนภาพ แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรค่ะ ใจหนูก็ดูอยู่ ไม่ได้รู้สึกกลัว สักพักเปลี่ยนเป็นภาพมีหลายคนหนูเห็นไม่ชัดนัก แล้วก็เปลี่ยนเป็นมีแต่กระดูก อืมภาพที่หนูมองเห็นเป็นเหมือนภาพมุมสูงส่วนหน้า มองเห็นกะโหลกเขาหล่านั้นชัดเจน สักพักภาพนั้นก็หายไป หนูระลึกอุทิศบุญและแผ่เมตตาให้ สำรวจมาที่ใจ ไม่ได้รู้สึกกว่าค่ะ ตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ
หนูออกจากสมาธิลืมตาดูนาฬิกาในโทรศัพย์บอกเวลาตีสี่สี่สิบแปดนาที หนูจึงนั่งถอดบทเรียนงานที่ทำ และเข้าไปอ่านบันทึกที่ครูมอบหมายและตอบกระทู้ เพราะไม่ต้องการรบกวนเพื่อนที่หลับอยู่หนูจึงใช้เพียงแสงจากหน้าจอให้สะท้อนลงคีบอร์ดให้พอทำงานได้ ประมาณ เกือบ ๆ หกโมงหนูไปอาบน้ำแต่งตัว ขณะหนูแต่งตัวนาฬิกาปลุกเพื่อนดังขึ้น แต่งตัวเสร็จหนูจึงเข้ามาเปิดไฟ ขณะที่เพื่อนล้างหน้าและเปลี่ยนชุดไปวิ่งออกกำลังกายหนูจึงเก็บที่นอนและเตรียมของกลับ รู้สึกขอบพระคุณเพื่อนที่ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก
พอมาถึงคิวรถตู้หนูขึ้นเป็นคนสุดท้ายพอดีรถก็ออก ถุงตัวอย่างกับ herbarium ดูจะพะรุงพะรังพอดูค่ะกับรถตู้แคบ ๆ แต่เป็นการเดินทางที่อบอุ่นและเห็นใจตนเองชัดดี หนูไปถึงพาต้าปิ่นเกล้าประมาณเจ็ดโมงกว่า ๆ ท่ามกลางสายตาสงสัยของใครหลาย ๆ คนหนูสำรวจที่ใจตนเอง รู้สึกอย่างไร ใจก็เป็นสบาย ๆ หนูถามตนเองอายไหม อ้อหนูลืมเล่าไป เพื่อนหนูถามตอนออกมาส่งว่า
“หิ้วไปอย่างนี้แกไม่อายเหรอ”
เพราะหนูมี herbarium ที่อัดด้วยกระดาษลังตัดเอา และถุงพลาสติกมัดป่อง ๆ อีก 3 ถุง ตอนนั้นหนูตอบเพื่อนซื่อ ๆว่า
“ไม่อาย เราตั้งใจทำงาน ตั้งใจทำความดี จะอายทำไม ไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ทำชั่ว เราทำอะไรเรารู้อยู่แก่ใจ”
เหมือนหนูตอบตนเองมากกว่าตอบเพื่อนค่ะครู แต่คำตอบของหนูเป็นเหมือนกำลังใจแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ
ตอนอยู่กับเพื่อนหนูเผลอบ่อยค่ะ คุยเยอะ ๆ แต่ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ก็ถือว่าเปลี่ยนแปลง ตอนนั่งในรถตู้ลมหายใจหนูชัดเจน ใจสบาย ด้วยกระเป๋าใบเขื่องที่วางบนตักหนูและถุงตัวอย่างที่วางเรียงข้าง ๆ โชคดีของหนูที่คนข้าง ๆ และข้างหลังลงที่เดียวกันกับหนูแต่แผงหน้าลงกันหมดหนูจึงต้องเป็นคนเปิดประตู มองผ่านไปแว๊บเห็นสายตาตำหนิของพี่ที่นั่งข้าง ๆ อาจจะด้วยความโก๊ะ หรือ ไม่ก็ถุงตัวอย่างหนูวางใกล้บริเวณขาท่าน หนูได้เพียงระลึกขออภัยภายในใจ แล้วก็ถามตนเองว่า “รู้สึกอย่างไร” ไม่ได้โกรธเคืองท่านดอก แต่เข้าใจว่าเป็น นาทีเร่งรีบของใครหลาย ๆ คนด้วย
หนูต่อรถ 203 ไปลงท่าน้ำนนท์ แล้วก็นั่ง Taxi เข้าที่ทำงาน สภาพการแบกกระเป๋าและถุงตัวอย่าง เป็นที่สะดุดตาของใคร ๆ หนูเพียงแต่ยิ้มให้ แล้วก็เอาไปเก็บที่โต๊ะ หนูตั้งใจกับตนเองว่า “วันนี้จะเคลียร์ตัวอย่างให้ได้มากที่สุด” จึงนั่งลงทานข้าวเช้า แล้วก็ลุยงานต่อวางของฝากไว้ที่บนโต๊ะ แล้วหนูก็ลุยงาน วันนี้หนูค่อนข้างจดจ่อกับงานไม่ว่อกแว่ก ไม่ค่อยคุย แบบว่าคุยเท่าที่จำเป็น เปิดวิทยุหลวงตาฟังไปด้วยทงานไปด้วยค่ะ หนูทำงานไปเรื่อย ๆ เห็นความเครียดเข้ามาเป็นระลอก ๆ แต่หนูก็หายใจอดทนทำงานต่อไป บอกตนเองเหมือนที่ครูสอนว่า “ถ้าไม่สู้ตอนกิเลสมาแล้วจะสู้ตอนไหน” พอหลุดจากความเครียด ก็เหมือนน้ำตาจะไหลระลึกขอบพระคุณครูค่ะ แต่พอเห็นความรู้สึกเหมือนเป็นการรื้อตื้อ ๆ ขึ้นมาจากอกแล้วจะบีบออกมาเป็นน้ำตามันก็หยุดค่ะ
พอใกล้ ๆ เที่ยงก็จะมีเสียงเรียกไปทานข้าว หนูสำรวจที่กายตนเอง หิวไหม มันเฉย ๆ จึงตอบไปว่าทานก่อนเลยค่ะ ห่อกับข้าวมาอยู่ หนูนั่งทำงานไปเรื่อย ๆ แต่ว่าเพื่อน ๆ สลับกันมาเตือนให้ทานข้าว รู้สึกขอบพระคุณ ขณะทำหนูระลึกว่า การทานข้าวถ้ากายไม่หิวก็เว้นไว้ก่อนไม่เป็นไร แต่กิจวัตรที่ต้องอ่านแล็วตอบ G2K ห้ามละเลย พอทำเสร็จขั้นตอนหนูวางมือลง มาอ่านและตอบกระทู้
เห็นคำถามที่ครูถามไว้ ใจหนูสั่นสะเทือน เหมือนใคร่ครวญหาคำตอบ คำตอบที่ออกมาเหมือนกับว่า หนูยังไม่รู้จักสิ่งเหล่านั้นจริง ๆ หรอก แค่ว่าหนูจำได้ จำได้กับเห็นจริงต่างกัน ใจหนูบอกแบบนี้ พอมองย้อนกลับไปทั้งชีวิตที่ผ่านมาหนูรู้สึกวูบตกใจ หนูไม่เคยทำอะไรที่ไม่หวังผลตอบแทนเลย ไม่ว่าหนูทำอะไรที่ผ่านมาเหมือนมันมีการคาดหมาย มีความอยากเจือมาแทบทั้งสิ้น
คำตอบในคำถามของครู สั่นสะเทือนความรู้สึก หนูถามตนเองจะทำงานต่อหรือจะทานข้าว จึงตัดสินใจทานข้าวเพื่อเมตตาตนเอง แต่ก็ไม่รู้สึกหิวมากนัก ทานเสร็จล้างถ้วยชาม หนูกลับไปทำงานต่อแต่ยังไม่ได้ตอบกระทู้นั้นของครู แต่ตั้งใจใคร่ครวญในตนเองต่อ ขณะทำงานใจหนูจดจ่อกับงานบางคราก็จะมีคำตอบของคำถามขึ้นมา
หนูใช้เวลาพักประมาณยี่สิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมง เพื่อนและ พี่ ๆที่ออกจากห้อง แล้วกลับมาเห็นว่าหนูยังนั่งอยู่ที่เดิมจึงถามอย่างเป็นห่วงหนูเอ่ยขอบพระคุณแล้วก็ทำงานต่อไป นั่งหายใจแล้วจดจ่ออยู่กับงาน เป็นความรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณครูไหลเข้ามาในใจ เหมือนจะร้องไห้ออกมา มีเสียงถามตนเองว่า “บ้าเปล่าวะ” ทั้ง ๆ ที่นั่งทำงานอยู่ แต่หนูก็นั่งทำงานต่าอ จดจ่อกับงาน บางทีก็มีพี่ ๆน้อง ๆ แวะเวียนมาทักทายหนูก็พูดคุยไปด้วย ทำงานไปด้วย
บางช่วงก็ฟังวิทยุหลวงต่อไปด้วย รู้สึกขอบพระคุณท่านและทุก ๆคน ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระจายเสียงของวิทยุหลวงตา เป็นความรู้สึกซาบซึ้ง วันนี้มีตอนหนึ่งที่ท่าน เล่าเรื่องหลวงพ่อปัญญา ถึงความยากลำบากในการมาขออยู่ในวัดป่าบ้านตาด แต่ท่านก็อดทน
และมีตอนที่มีพระต่างชาติมาอยู่ใหม่ แล้วหลวงตาให้โยมช่วยชี้แจงข้อวัตรต่าง ๆ หนูรู้สึกซาบซึ้งในสิ่งที่หลวงตาท่านเมตตาดูและพระในวัด และสิ่งที่ท่านทำเป็นตัวอย่าง แม้ว่าฝกตกท่านก็ออกมาเดินจงกรม
หนูแทบร้องไห้ออกมา แต่เห็นความรู้สึกสะเทือนของตนเอง แล้วมันก็หยุด พิจารณาว่าตนเองย่อหย่อนเพียงใด ครูท่านเตือนแล้วเตือนอีก เมื่อก่อนครูท่านเตือนเหมือนใจหนูรู้สึกว่าถูกบังคับ ทำไปตามที่ท่านสั่ง ไม่ใช่ความตั้งใจที่ออกมาจากภายใน รู้สึกขอบพระคุณในความเมตตาของครูที่ท่านเหนื่อยยากเคี่ยวเข็ญ หนูตั้งใจกับตนเองว่า
“ต้องทำให้ได้ ยังไงก็ต้องทำ เห็นไหมนี่ที่นั่งทำงานอยู่นี่ ก็ไม่ใช่ความสุข มันทุกข์ ทำเพราะว่ามันคือ หน้าที่ของข้าราชการ ที่กินภาษีประชาชน ยังอยากได้อะไรอีกหนอ ยังทุกข์ไม่พออีกเหรอ ไม่เห็นเหรอว่าการเกิดเป็นคนมันทุกข์มันเหนื่อย เห็นไหม ที่ทำงานตอนนี้ ตั้งใจกับตนเองเพียงสองสามอาทิตย์ เห็นผลประจักษ์ เชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น มุ่งมั่นในงานมากขึ้น คนรอบข้างมีแววตามองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็ทุกข์ ทุกข์ในสิ่งที่เป็น”
สักพักมีเสียงฟ้าร้อง หนูมองไปที่นอกบานเกร็ดฝนตกหนัก แล้วก็ระลึกในใจตนเองว่า "ตั้งใจ ๆ หาให้เจอ อยู่กับลมหายใจและหาตนเองให้เจอ”
หนูทำงานไปเรื่อย ๆ จนหัวหน้าท่านมาทักว่าเป็นไงบ้าง เหนื่อยไหม หนูยิ้มแล้วก็เอ่ยว่า “มีบ้างค่ะ แต่ก็ตั้งใจทำค่ะ” ท่านยิ้มแล้วก็บอกว่า “พี่เอาใจช่วย” ประมาณสี่โมงครึ่งหัวหน้าท่านเดินมาบอกว่า “พี่กลับก่อนนะ” หนูจึงบอกว่าจะกลับเหมือนกันค่ะ หนูทำเสร็จ เหลือเพียงหนึ่งตัวอย่างที่เก็บใหม่ ๆ เมื่อวานนี้ ยังพอเก็บไว้ทำวันจันทร์ได้” พอเก็บของเสร็จหนูก็บอกตนเองว่า ตั้งใจภาวนา เห็นไหมการได้รับการยอมรับจากคนอื่นก็ทุกข์แล้วยังอยากได้อะไรอีก
กลับมาถึงหอพัก หนูทำดีท๊อก แล้วภาวนา ค่ะ หนูตั้งใจกลับกาฬสินธุ์คืนนี้ จึงขอโอกาส ส่งจดหมายถึงครูก่อนเวลา
เรื่องกลับบ้านหนูขอโอกาสเล่าทิ้งท้ายนิดหนึ่งค่ะครู ตอนแรกใจหนูพิจารณาเรื่องการกลับบ้านว่าไม่ค่อยอยากกลับ มีอีกเสียงเอ่ยมาว่า “เธอเดินทางตลอดแทบทั่วไทย ภายในอาทิตย์ เดียวยังไปได้ แต่ทำไมแค่กลับไปหาคนที่ให้ชีวิตเธอมาและรักเธออย่างไร้เงื่อนไข เพียงเท่านี้เธอยังทำไม่ได้ นี่เหรอคือคนที่ฝึกตนเองปรารถนาการพ้นทุกข์ ใจหนูโล่งขึ้น จึงตัดสินใจกลับบ้านค่ะ หลวงพี่ พ่อ และ แม่ ท่านรอการกลับของหนูเพราะต้องเอาของบางอย่างไปถวายหลวงพี่ ใจหนูยังหยาบอยูมากเจ้าค่ะ ครูแต่หนูก็จะตั้งใจฝึกฝนขัดเกลาตนเอง ให้มาก
ศีล
- วันนี้หนูลุยงานหนักค่ะ เหมือนใช้กายหนัก มีรอยมีดโกนที่เป็นริ้ว ๆ ในมือตนเองค่ะ เลือดก็ไม่ได้ออกค่ะ ใจหนูก็ยังสบาย ๆ อยู่ค่ อืมหนูก็ไม่ได้รู้สึกเพลียนะคะ การทานน้อย ร่วมกับการจดจ่อกับงาน และการภาวนา ทำให้หนูยังรู้สึกสดชื่น วันนี้เหมือนการไม่ทานข้าวของหนูทำให้ใครหลาย ๆ คนเป็นห่วงค่ะ
- หนูทำร้ายของรักของใครไหม ใบไม้ที่หนูทำงานหนูพยายามระลึกขอบพระคุณผู้ให้
- วันนี้ใจหนูจดจ่อกับงาน จนไม่ค่อยมีเวลาคิดเรื่องนี้ค่ะ
- วันนี้ พูดน้อยค่ะ ทำงานมาก แต่บางครั้งคำพูดสั้น ๆ ของหนู ก็ทำให้บางท่านกังวลค่ะ
- ความประมาท หนูยังเผลออยู่ค่ะครู แต่วันนี้สติดีขึ้น ความตั้งใจมุ่งมันมากขึ้นเจ้าค่ะ
กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ