ควรหลบหลีก ท้าวพระยาหรือเจ้านายที่กรุณาเกินไป

   

    

      ผู้เขียนชอบบันทึก คำคม หรือ สิ่งที่น่าศึกษา ปฏิบัติไว้ในสมุดบันทึกเป็นนิสัยในชีวิตประจำวันสม่ำเสมอเห็นว่า คำสอนในหนังสือหิโตปเทศ นี้ น่าสนใจมากและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ๆวันนี้จะเสนอเพิ่มอีกสักหลายข้อ

      ๑.บุรุษผู้หวังเจริญ พึงหลีกโทษ  ๖  ประการ ง่วงเหงาหาวนอน   เซื่องซึมไม่ว่องไว       โทสะ   ขลาดกลัว    เกียจคร้าน     ผัดเพี้ยนเวลา

       ๒.สิริของผู้ดื้อด้านมีแต่ตกอับ   ไมตรีของผู้กลับกลอกมีแต่วิบัติ  ความดีของคนโลภมีแต่ทำลาย      ความรู้ของคนเลวมีแต่ร่วงหล่น  ความสุขของคนตระหนี่มีแต่ห่างเห พระราชามีอำมาตย์โลเลย่อมล่มจม

       ๓.ทำคุณให้เหล่าพาล ตั้งร้อยครั้งย่อมศูนย์ผล กล่าวสุนทรพจน์ให้คนโง่ร้อยหนย่อมป่วยการ พร่ำพูดสอนใจคนดื้อรั้นตั้งร้อยสถานย่อมไร้ประโยชน์ แนะปัญญาให้คนโฉดเขลาร้อยกระบวนย่อมเหนื่อยเปล่า

       ๔.ควรหลบหลีก ท้าวพระยาหรือเจ้านายที่กรุณาเกินไป พราหมณ์กินของไม่เลือกสิ่ง  ภรรยาไม่อยู่ในโอวาท สหายมีนิสัยประพฤติร้าย  บ่าวดื้อรั้น  เจ้าพนักงานสะเพร่า

       ๕.ราชนิติ ( รัฐประศาสน์ ) ย่อมเหมือนหญิงบำเรอราษฎร์ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นเอนก กล่าวคือ     เข้มงวดหรือผ่อนผันบ้าง   ดุร้ายหรือกรุณาบ้าง  ตัดผลประโยชน์หรือช่วยคุณทรัพย์บ้าง มีรายจ่ายเสมอ แต่มีแก้วแหวนเงินทองเป็นรายได้จำนวนใหญ่

      ๖.วาจาของทุรชนแม้อ่อนหวาน กล่าวด้วยยิ้มแย้มก็ยังทำให้ข้าเจ้ารู้สึกกลัวอยู่นั้นเอง เปรียบเสมือนดอกไม้บานผิดฤดูฉะนั้น

      ๗.การใช้จ่ายที่ไม่ถือว่าสิ้นเปลือง การทำพลีกรรม  การทำวิวาห์  ตราวได้ทุกข์ คราวทำให้ริปูหมดเปลืองไป คราวได้ยศ คราวผูกมิตรสหาย  ให้ภริยายอดรัก  คราวพงษ์พันธ์วิกฤต

      ๘.ผู้ใดโกศลในเรื่องในการใด พึงตั้งผู้นั้นไว้ในการนั้น ผู้ใดไม่เคยพบเห็นกิจการ แม้รู้วิชาก็ย่อมงงงวย

       ๙.ศัตรูที่สามารถห้ำหั่นได้ง่าย คนโลภ  คนดุร้าย  คนเหลิง  คนไร้สัตย์  คนเลินเล่อ คนขลาด คนรวนเร  คนโง่เขลา 

       ๑๐.บุคคลที่ควรทำไมตรีด้วย ผู้มีสัตย์   ผู้อนารยชาติ ผู้ทรงธรรม  ผู้มีพี่น้องมาก  ผู้มีกำลัง  ผู้มีชัยในการยุทธมากครั้ง   

         ผู้เขียนเห็นว่า หลักการของจีนและอินเดียไม่ได้แตกต่างกันเลย หากเรานำไปเปรียบเทียบกับตำรับพิชัยสงครามของซุนวูแล้วหิโตปเทศก็เป็นหลักการเมืองการปกครองหรือการบริหารที่สุดยอดฉบับหนึ่งเหมือนกัน