นี่คือบันทึกสอนตนเอง   ว่าอายุเกือบ ๗๐ แล้ว    อีกไม่นานก็จะสลายกลายเป็นชิ้นส่วนย่อยๆ    ควรใช้ชีวิตให้มีค่ามากที่สุด

          คุณค่าของชีวิตคนคงจะมีหลากหลายแบบ   ผมคงต้องเลือกเอาสักแบบ   อยู่มาจนแก่ปานนี้ก็ย่อมสั่งสมทั้งส่วนดีและส่วนเสียเอาไว้โข ทั้ง ๒ ด้าน

          ผมตั้งปณิธานว่า จะหาทางใช้ส่วนดี ส่วนที่พอจะทำเป็น ทำงานเพื่อสังคมให้มากที่สุด   ด้วยความรู้สึกว่า ที่ผมเกิดมาและอยู่ดีมีสุขได้ถึงขนาดนี้ ผมเป็นหนี้บุญคุณคน เป็นหนี้หน่วยงานต่างๆ ที่ผมเข้าไปทำ และเป็นหนี้สังคมไทย   ผมควรใช้ชีวิตส่วนที่เหลือชดใช้บุญคุณนี้ ให้มากที่สุด


          เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว จิตใจโปร่งสบาย


          โปร่งสบายจากการคิดเพื่อผู้อื่น   แต่ต้องไม่ใช่เพียงคิด ต้องลงมือทำด้วย

            ใครๆ ก็รู้ ว่าผมเป็นคนขยัน    แต่ผมกลับหาทางสอนตนเอง ฝึกฝนตนเอง ให้หัดขี้เกียจ   

 

          ขี้เกียจในแง่ที่ว่า ให้ฝึกทำงานน้อยๆ ให้ได้ผลมากๆ    ในภาษาอังกฤษว่า ไม่ใช่ Do the things right. แต่เน้น Do the right things.   คือเลือกงานนั่นเอง 

          เลือกงานที่ก่อผลประโยชน์ต่อสังคมมาก

          งานแบบนี้คืองานสร้างสรรค์ งานตัวคูณ งาน “ช่างเชื่อม”   เชื่อมโยงให้คนดีในสังคมได้มีกำลังใจ มีพลัง ในการทำงานสร้างสรรค์สังคม   งานกองเชียร์ 

          ที่จริงความคิดแบบนี้อยู่ในหัวผมปีละเป็นร้อยครั้ง   แต่ไม่ได้บันทึกออกมาเป็นตัวอักษร    วันนี้ลองทำ KM กับตัวเอง    คือ Externalize ตัว Tacit Knowledge หรือ Tacit Thinking ออกมาเป็น Explicit Thinking

          บันทึกเพื่อ ลปรร. ออกไปในวงกว้าง    และเพื่อบอกกับผู้เกี่ยวข้องกับตัวผม   ว่าผมจำเป็นต้องเลือกงาน    งานไหนทำกันแบบเน้น Do the things right ไร้การสร้างสรรค์    หรือผมตราว่าเป็นการทำงานแบบเห็นแก่ตัว เห็นแก่หน่วยงานเท่านั้น   ทำงานแบบก่อผลดีต่อตนและพวกพ้องเท่านั้น   ดูดีในระยะสั้น   แต่ผมเห็นว่าจะเกิดผลร้ายต่อสังคมในระยะยาว    ผมจำเป็นต้องไม่ทำ   

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๙ ม.ค. ๕๓
     
        

     

 


          ใครๆ ก็รู้ ว่าผมเป็นคนขยัน    แต่ผมกลับหาทางสอนตนเอง ฝึกฝนตนเอง ให้หัดขี้เกียจ