<>วิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วงเวลาเพียง 2 ปีที่ผ่านมา จากราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2546 เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 26 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาเรล เพิ่มเป็นกว่า 60 เหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2549 ทั่วโลกต่างตื่นตัวให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาว นอกเหนือจากการช่วยกันประหยัดพลังงาน อีกทั้งพลังงานทดแทนยังเป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้งในปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่าในการประชุมระดับนานาชาติระยะหลังนี้ มักจะมีวาระการประชุมที่เกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านพลังงานทดแทนถูกบรรจุเป็นวาระสำคัญอยู่เสมอ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนได้ถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน ในประเทศต่างๆ กว่า 48 ประเทศทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศเป็นนโยบายที่จะลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากภายนอกประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะจัดหาพลังงานทดแทนให้ได้มากกว่าร้อยละ 75 ของปริมาณนำเข้าน้ำมันจากประเทศ ตะวันออกกลาง ภายใน 20 ปีข้างหน้า ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน
ปัจจุบันการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการประมาณการว่าในปี 2547 มีการลงทุนมากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับพลังงานทดแทน ซึ่งรวมถึงการลงทุนสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ โดยพลังงานทดแทนประเภทเซลล์แสงอาทิตย์มีอัตราการเติบโตสูงสุด โดยขยายตัวถึงร้อยละ 60 ต่อปี ในช่วง 5 ปีผ่านมา โดยมีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านมากกว่า 400,000 หลังในประเทศญี่ปุ่น เยอรมันนี และสหรัฐอเมริกา รองลงมาเป็นพลังงานลมที่มีอัตราการเติบโตร้อยละ 28 ต่อปี ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนยังช่วยให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 1.7 ล้านคน
อย่างไรก็ตามสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับการใช้พลังงานโดยรวม กล่าวคือ มีการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น (ไม่รวมการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดใหญ่) มีการผลิตและ ใช้น้ำมันจากพืช (เอทานอลและไบโอดีเซล) เพียงร้อยละ 3 ของปริมาณการใช้เบนซินทั่วโลก
สำหรับในประเทศไทย ภาครัฐกำหนดให้ปี 2549 เป็นปีแห่งพลังงานทดแทน เพื่อเน้นการรณรงค์ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชน และเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพ พระวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งพระองค์ท่านทรงสนพระทัยและริเริ่มให้มีการศึกษาพัฒนาพลังงานทดแทนมานานกว่า 20 ปี ทั้งการทดลองวิจัยนำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์ใช้เป็นเชื้อเพลิง การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว และจากน้ำมันปาล์ม ในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตร ล้นตลาด ราคาตกต่ำ และการเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในอนาคต
โดยปี 2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับรางวัล "Brussels Eureka 2001" ณ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ใน 3 ผลงาน ซึ่งหนึ่งในรางวัลที่ได้รับ คือ โครงการน้ำมันไบโอดีเซล สูตรสกัด จากน้ำมันปาล์มจากผลงานดังกล่าว ทำให้หน่วยงานต่างๆ เกิดความตื่นตัวในการทดลองวิจัยโดยนำน้ำมันพืชทั้งน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันมะพร้าวมาใช้เป็นเชื้อเพลิงกันอย่างกว้างขวาง
ด้วยพระปรีชาสามารถและพระเนตรอันกว้างไกลในการพัฒนาพลังงานทดแทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างกว้างขวาง สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ทำให้ประหยัดเงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พระองค์ท่านทรงเปรียบได้ดั่ง "องค์พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย"
----------------------------------------------------
คงไม่แสดงความคิด ใครมาอบรมกับผม ผมก็จะปั่นหัวให้เป็นแบบที่ว่า เมื่อไหร่ประเทศไทย จึงจะมีข้อพระราชบัญญัติ ว่าบ้านที่ปลูก ต้องติดแผงบนหลังคาบ้าน รัฐออกให้ 10-15 ปี แผงเป็นของเจ้าของบ้าน ช่วงแรกรัฐมาแบ่งรายได้กับเจ้าของบ้าน ทำแบบญี่ปุ่น ที่ทุกบ้านไฟเหลือบนหลังคาเขาก็ขายคืนรัฐ นำร่อง แค่ กทม ก่อน 1 จังหวัด ไม่ลองไม่รู้ (ซื้อแก๊สพม่าต่อไป รบกับพม่าไม่ได้นะครับ ถูกตัดแก๊ส ไปตีกับลาว ถูกตัดไฟ ทะเลาะกับมาเลเซีย ถูกตัดพลังงานอีกอีก แสงแดดเหลือเฟือ เหนื่อย !!!)
-----------------------------
แจ้งข่าวแบบเดิมๆ
ผมขอแจ้งหน่อยว่า การอบรมเรื่องการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เรา เปิดอบรมฟรี 2 วัน มีอาหารพร้อม โดยจิตสำนึกของเรา ท่านมาฟรีได้เลย รอบละ 15 คน ไม่เกิน 20 คน และท่านจะเห็นว่าของฟรี มี ในโลก เดือนละ 1 รอบเท่านั้นครับ เพราะเป็นโครงการที่แผนกพลังงานทดแทนของโรงเรียน มีงบให้ท่าน อย่าให้โอกาศดีๆแบบนี้หลุดมือไป มาอบรมแล้ว ไม่ทำแต่ไปบอกต่อ ผมก็ดีใจแล้วครับ ที่ช่วยให้โลกลดร้อนไปได้ อีก 15 คน/เดือน และคงมีหลายๆท่านในแต่ละรอบที่มาด้วยใจรัก กลับไปทำไฟ จากแสงอาทิตย์ ใช้ หรือจะพัฒนา สูบน้ำในสวนเกษตรก็ได้สบายมากครับ โทรมาถามที่ 081-8241332 ครับ หรือที่โรงเรียนศูนย์ฝึก 02-8943134 0819040617 ก็ได้ครับ (จะรู้ว่าของฟรี มีจริงในโลกนี้)