สมดุลชีวิต 3 ห่วง = งาน = ครอบครัว = สังคม

ภาพจาก http://www.thaipbs.or.th/GoldenFilms/
เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (23 มกราคม 2553 ) สถานีโทรทัศน์ TPBS ได้นำเอาภาพยนตร์เรื่อง “บันทึกลับครูพร” มาออกอากาศ ผมดูแล้วก็เกิดความประทับใจกับอุดมการณ์อันแรงกล้าของครูพรท่านนี้พอสมควร แต่ผมมีมุมมองอีกมุมหนึ่งที่ยังค้างคาใจ คือ ความกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ซึ่งในเรื่องจะเห็นว่าครูพรต้องลำบากใจพอสมควร และมีแนวโน้มว่าครูพรจะเลือกงานมากกว่าครอบครัว ผมคิดว่าครูพรน่าจะสามารถบริหารจัดการได้มากกว่านี้ โดยใช้หลักความสมดุล 3 ห่วงของ งาน ครอบครัว และ สังคม สำหรับเรื่องงาน เราต้องหาทายาทตัวแทนที่สืบทอดเจตนารมย์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในเรื่องก็มี “เริ่ม”นักศึกษาฝึกสอนที่สืบทอดเจตนารมย์ของครูพรได้เป็นอย่างดี เรื่องครอบครัว ครูพรก็น่าจะให้เวลากับผู้มีพระคุณ โดยกลับไปดูแลท่าน ถ้าคิดถึงเด็ก ก็อาจจะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราวก็ได้ ส่วนเรื่องสังคม ผมคิดว่าครูพรค่อนข้างถลำลึกไปกับเรื่องสุรายาเมาค่อนข้างมาก ถึงขั้นควบคุมสติ ไม่ได้เกือบต้องนอนข้างถนน โชคดีที่มีคนอย่าง “เริ่ม” ไปพบเข้า แต่ในเรื่องจะพยายามสื่อว่าถึงแม้ครูจะเมาครูก็มีความรับผิดชอบ ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วยซักเท่าไหร่ เพราะในระยะยาวก็จะมีผลต่อสุขภาพครูด้วย ทำให้การเรียนการสอนไม่เต็มร้อย เรื่องนี้หลวงตาในเรื่องก็ได้เตือนครูพรไว้แล้วเช่นกันตั้งแต่ตอนต้นของหนัง

บทบาทของครูพรในเรื่องจะพบว่าทำหน้าที่หลายอย่างจนคนในหมู่บ้านคิดว่าถ้าขาดครูไปแล้ว ชีวิตเขาคงต้องย่ำแย่แน่ๆ ในความคิดของผมคิดว่าถ้าครูแสดงบทบาทแบบผู้บริหาร ไม่ไปเล่นเอง แต่สร้างเครือข่าย ตัวแทนไว้ให้หลากหลาย ซึ่งครูก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับคนทั้งหมู่บ้นอยู่แล้ว ครูก็จะไม่เหนื่อย อีกทั้งยังสามารถจัดการปัญหาอื่นๆ ได้อย่างคล่องตัวกว่าด้วย เช่น การเรียนการสอน บางเรื่องครูไม่ต้องสอนเอง แต่ให้ใช้องค์ความรู้จากคนในหมู่บ้านที่เป็นภูมิปัญญาต่างๆ มาช่วยสอนเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็น หลวงตา ผู้ใหญ่บ้าน คนทำมาหากินในอาชีพต่างๆ การให้รุ่นพี่สอนรุ่นน้อง เป็นต้น ครูเพียงกับกับดูแล Course Outline (วัตถุประสงค์ /เนื้อหา/ เวลา/การวัดและประเมินผล) และคุณภาพการสอนของคนที่มาช่วยสอน เท่านั้น นอกจากนี้ครูอาจให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยที่ครูคอยกำกับดูแลอยู่ห่างๆ นักเรียนไม่จำเป็นต้องมาโรงเรียนทุกวันก็ได้ โดยให้ไปเรียนรู้กับพ่อแม่ ญาติพี่น้องของตน หรือคนทำมาหากินในอาชีพต่างๆ ในหมู่บ้าน อาจจะมอบหมายให้แต่ละคนรับผิดชอบงานของตน การไปเรียนรู้นอกโรงเรียนและการกลับเข้ามาในชั้นเรียนของโรงเรียนของนักเรียน ไม่จำเป็นต้องไปพร้อมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาและการมอบหมายของครู
สื่อการเรียนการสอนอาจจะใช้ทรัพยากรในหมู่บ้านที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้อย่างได้อย่างคุ้มค่า เช่น สมุด ดินสอ อาจจะใช้ลานพื้นดินเขียนแทนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สมุด แต่ถ้าต้องการเก็บบันทึก ก็อาจใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม เช่น การขีดเขียนบนใบไม้ที่มีขนาดใหญ่ การใช้ไม้เหลาขีดบนใบตอง การใช้ของมีคมขีดเขียนลงบนฟากไม้ไผ่ การทำกะบะดินเหนียว แล้วใช้ไม้ขีดเขียนลงไปบนดิน เป็นต้น เด็กก็จะได้เรียนรู้วิธีการบันทึกข้อมูลแบบต่างๆ หรืออาจจะมีการจุดประกายเชื่อมโยงความรู้ต่อไปยังเรื่องอื่นๆ ได้อีก เป็นต้น
เรื่องงานและครอบครัว เมื่อก่อนผมก็บ้างานมากไปจนลืมบ้านครับ วันหนึ่ง ลูกสาวเปรยๆว่า พ่ออย่ามัวแต่ไปทำครอบครัวคนอื่น (ผมไปทำเวทีครอบครัวสุขภาวะ) จนลืมครอบครัวตัวเอง
* "จุก" เลยครับ ตอนหลัง เสาร์-อาทิตย์ ผมจะอยู่บ้านเต็มๆครับ
ขอบคุณท่าน
small man ที่มาเยี่ยมเยือนกันครับ เรื่องครอบครัวนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากครับ ผมพยายามทำตามทฤษฎีที่ว่าไว้ แต่ก็มีเรื่องที่เราคาดไม่ถึงเยอะครับ โดยเฉพาะเรื่องอารมณ์ ผมยอมรับว่ายังมีปัญหาอยู่ กับลูกไม่เท่าไหร่แต่กับเมีย ? เพราะเขาไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว ทำงานต่างจังหวัดครับ
มาสนับสนุนว่าเรื่องครอบครัวเป็นากฐานแรกที่สำคัญค่ะ
เช่นกันครับ คุณ
berger0123 ตามทฤษฎีบอกว่าให้สมดุล ทั้ง งาน ครอบครัว สังคม แต่ส่วนตัวผมเองค่อนข้างจะเทไปทางครอบครัว คือประมาณ 40 % เป็นของครอบครัว 30%+30% เป็นงานและสังคมครับ