กษัยปู.... โรคกระเพาะ

การปวดท้องกระเพาะอาหาร

ก่อนกินอาหารปวดท้อง แต่ถ้าได้รับประทานแล้วหายปวดท้องแสดงว่าเป็น เพราะกรดเกินในกระเพาะ ทางการแพทย์แผนไทยเรียกว่าไฟปริณามัคคีกำเริบหรือไฟธาตุไฟย่อยอาหารมากเกินไปแล้วถ้าก่อนกินอาหารไม่มีอาการปวดท้อง

แต่หลังรับประทานอาหารแล้วปวดท้องแสดงว่าเป็นเพราะไฟธาตุหย่อนหรือกรดในกระเพาะน้อยด้วยเพราะดื่มน้ำเย็นก็เป็นสาเหตุหนึ่งและมักเป็นกับผู้อยู่ในปัจฉิมวัย คือ ตั้งแต่ 32ปีขึ้นไปเพราะวาตะหรือลมเป็นเจ้าเรือน กระทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อแน่นหน้าอกแต่ถ้าก่อนรับประทานอาหารก็ปวดท้องหลังรับประทานอาหารก็ปวดท้อง ปวดมวน ปวดแสบ ปวดร้อนอาเจียนลมเปล่าตามคัมภีร์กษัย กล่าวว่าเป็น กษัยจำพวกอุปปติกะ 1 ใน 18จำพวก ชื่อ ว่า กษัยปูอาการจะใกล้เคียงกับโรคกระเพาะอาหารในปัจจุบัน

การรักษา ทางการแพทย์แผนไทยต้องใช้ยารสฝาด เพราะช่วยสมานแผล

รสฝาด เกิดจากธาตุดินผสมกับธาตุลม ลมพัดให้ดินแห้ง ผลแผลจึงสมานกันตัวยาที่นิยมกันมากได้แก่
ขมิ้นหรือขี้หมิ้น

ทางปักษ์ใต้นิยมกินอาหารรสจัด จึงเป็นโรคกษัยปูกันมากคนโบราณจึงให้กินอาหารมีขมิ้นเป็นส่วนผสม
ช่วยป้องกัน และบำบัดได้ดี

และต้องมีตัวยาอีกกลุ่ม คือ ตัวยาขับลม ได้แก่ กลุ่มเทียนนิยมใช้เบญจเทียน ได้แก่ เทียนตาตั๊กแตน
เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง เทียนดำ

กษัยปู เป็นโรคทางพฤติกรรมการแก้ไขที่ดี ควรแก้ที่พฤติกรรม การรับประทาน

..........................................................................................................

กษัย

ในตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์เล่ม 2ได้กล่าวถึงโรคกระษัยเอาไว้ถึง 26 จำพวกด้วยกันคือ กระษัยกร่อน 5จำพวกกระษัยดิน กระษัยน้ำ กระษัยไฟ ซึ่งทั้ง 8จำพวกนี้เกิดแต่กองสมุฏฐานธาตุ

กระษัยอีก 18จำพวกที่เกิดจากอุปปาติกะโรค คือ กระษัยลิ้น กระษัยราก กระษัยเหล็กกระษัยปู กระษัยจุก กระษัยปลาไหล กระษัยปลาหมอ กระษัยปลาดุกกระษัยปลวก กระษัยเต่า กระษัยลิ้นกระบือ กระษัยล้น กระษัยเสียดกระษัยดาน กระษัยไฟ กระษัยน้ำ กระษัยเชือก กระษัยลม ซึ่งกระษัยทั้ง 26นี้มีอาการต่างๆกัน ซึ่งล้วนแต่เรียกกันกว้างๆรวมกันคือโรคกระษัย


บางคนคิดว่ากระษัย เกิดจากไตเป็นต้นเหตุโดยตรง

บางคนเข้าใจว่าโรคกระษัยนั้นเกิดขึ้นเพราะไตแต่ความจริงแล้วไม่ได้เกิดจากไตโดยตรง


                                                     

กระษัยหมายความว่าอย่างไร

ตามพจนานุกรมได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “กระษัย” คือ การสูญเสียหรือการเสียไป

ตามคำแพทย์แผนโบราณได้ให้ความหมาย คือ การเสื่อมของร่างกาย

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ร่างกายของคนเรานั้นประกอบขึ้นด้วยธาตุดินธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ หากธาตุหนึ่งธาตุใดเกิดเสื่อมลงก็อาจเกิดอาการเจ็บป่วย อาการของกระษัยก็เช่นกันอาจเกิดจากการเสื่อมของธาตุใดธาตุหนึ่งของร่างกาย

ดัง นั้นหากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาแล้วจึงจำเป็นจะต้องตรวจรักษาอาการเสื่อมของธาตุให้ดีขึ้นด้วยการใช้ยาหรือการนวดเส้นซึ่งการนวดเส้นนั้นโดยมากมักจะเข้าใจกันว่าการนวดแก้กระษัยสามารถจะนวดได้หมดทุกอาการของกระษัย ซึ่งเป็นการเข้าใจของบุคคลต่างๆก็เข้าใจกันไปคนละทาง
บางคนคิดว่ากระษัยเกิดจากเส้นภายในอวัยวะเพศของ ท่านชาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอนวดต่างๆที่มิได้ศึกษาถึงอาการของโรคที่เกิดจากอาการของผู้ป่วยอย่างถ่องแท้จริงจังหรือการศึกษาจากตำรานวด หรือคัมภีร์นวดต่างๆ ที่ได้มีผู้รู้และชำนาญได้เขียนบันทึกเอาไว้ก็ไม่ได้ศึกษากันอย่างจริงจังโดยมากมักจะเหมาเอาเอง

และ อีกประการหนึ่งมักจะได้รับคำแนะนำจากผู้มาให้ทำการนวดแก้กระษัยโดยให้นวดตามคำแนะนำของผู้ป่วย ซึ่งการกระทำดังที่กล่าวมานั้นเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเอง

อาการป่วยอันเนื่องจากกระษัยซึ่งส่วนมากจะพบเห็นได้จากคุณผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ โดยมากมักจะมีอาการปวดหลังปัสสาวะขุ่น ข้น แดง ปวดน่อง ความเป็นชายชาตรีไม่ค่อยดีหรือไม่แข็งแรง อาการต่างๆดังกล่าวนี้ก็มักจะเหมาเอาว่า เกิดโรคกระษัยต้องไปหาหมอช่วยจับเส้นแก้กระษัยให้

ความจริงอาการต่างๆที่เกิดขึ้น มิใช่เป็นอาการของกระษัยโดยตรงอาจจะมาจากสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย ต้องหาสาเหตุกันมิใช่ว่าเกิดอาการดังที่กล่าวเพียงอาการใดอาการหนึ่งแล้วจะไปหาหมอจับเส้นแก้กระษัยโดยตรงเลยไม่ได้

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณผู้ชายที่อยากจะ เป็นขุนพลแต่ความเป็นชายชาตรีไม่ค่อยดีหรือไม่แข็งแรงยังไม่ทันได้ถือทวนขึ้นหลังม้าก็ตกม้าตายเสียก่อน ก็มักจะได้รับคำแนะนำให้ไปหาหมอนวดจับเส้นกระษัยเพื่อที่จะได้เป็นยอดขุนพลนั้น

การไปรักษาโดยการจับเส้น หากไปรักษาที่สมาคมแพทย์แผนโบราณต่างๆที่มีอยู่หลายสมาคมในกรุงเทพฯก็มักจะไม่ได้รับการรักษาตามที่ตนเองต้องการ จึงมักจะไปตามโรงนวดโรงน้ำชา หรือสถานบริการนวดต่างๆที่เป็นที่นิยมของคุณผู้ชายทั้งหลายเมื่อเข้าไปในสถานที่นั้นๆแล้วเมื่อได้ผู้นวดตามความต้องการแล้วก็จะบอกอาการซึ่งผู้นวดก็จะทำการนวดและจับเส้นกระษัยให้การจับเส้นกระษัยของผู้นวดก็มักจะจับเส้นที่อยู่ในอัณฑะใต้ลำลึงค์ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 เส้น ซ้าย 1 ขวา 1 โดยผู้นวดจะจับเส้นทั้ง 2บีบและคลึงเบาๆ ผู้ถูกนวดจะมีอาการเสียวแปลบไปถึงท้องน้อยผู้ถูกนวดก็จะมีความพึงพอใจและเข้าใจว่าอาการจะดีขึ้น

ความจริง แล้วจะทำให้อาการทรุดลงเพราะว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันเลยกับเส้นทั้ง 2ที่จะช่วยให้ความเป็นชายชาตรีดีขึ้นหากนวดหรือจับเส้นทั้งสองนั้นบ่อยๆแล้วอาการของความเป็นชายชาตรีอาจจะหมดไปบางคนอาจจะเป็นหมันเลยก็ได้

หาก เป็นหมอนวดตามสมาคมต่างๆแล้ว จะไม่กระทำดังกล่าวเพราะว่าหมอแต่ละคนมีครูมีอาจารย์อบรมสั่งสอนให้อยู่ในจรรยาบรรณจึงขอให้บรรดาคุณผู้ชายทั้งหลายโปรดได้เข้าใจและอย่าได้เสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดโดยไม่รู้ตัว หากสิ่งใดที่จะเสื่อมก็ควรจะปรึกษาท่านผู้รู้หรือหมอที่มีความรู้ทางด้านนี้โดยตรงตามโรงพยาบาลหรือตามสมาคมแพทย์แผนโบราณต่างๆ

ที่ว่าอาการปวดหลังมักเกิดจากไตก็ ไม่ถูกนักเป็นเพียงมีส่วนบ้างเท่านั้นซึ่งอาการปวดหลังมิใช่เกิดจากกระษัยโดยตรงอาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นๆก็ได้บางครั้งอาการปวดหลังเกิดจากการทำงานหนักเกินไปร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้หากได้รับการพักผ่อนสักระยะหนึ่งอาการปวดหลังก็จะค่อยๆทุเลาลงเองหรืออาจจะไปให้หมอนวดจับเส้นหรือนวดให้กล้ามเนื้อหายตึงเครียด ก็จะทำให้เส้นเอ็นหย่อนอาการปวดก็จะหายไป

หากนวดแล้วใช้ยาหรือพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วอาการปวดหลังก็ยังอยู่และปวดอยู่เรื่อยๆต้องรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายดูว่าเกิดจากการที่มีหินปูนเกาะกระดูกสันหลังหรือไม่ หรือเกิดจากกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือมีอาการอย่างอื่น

อาการเหล่านี้ไม่ควรไปหาหมอนวดเส้นเป็นอัน ขาดเพราะหมอนวดเส้นไม่สามารถจะทำการนวดได้โดยเฉพาะคนที่กระดูกสันหลังเคลื่อนจนมีหินปูนเกาะที่กระดูกหมอนวดจะไม่สามารถนวดให้หินปูนหลุดจากกระดูกที่เคลื่อนได้อย่าได้หลงเชื่อความสามารถของหมอนวดเส้นควรจะไปปรึกษาแพทย์ตามโรงพยาบาลและรับการรักษาโดยการผ่าตัดเท่านั้นจึงจะปลอดภัยและหายจากอาการปวดหลัง

             การรักษา โดยการใช้สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานมาช่วยในการรักษาผู้ป่วยโรคกษัยปู  หรือโรคกระเพราะอาหารนั้นที่เใช้ได้ผลที่สุด ในโรงพยาบาลสอง คือ ขมิ้นชัน ซึ่งปัจจุบันมีการนำมาทำเป็นเเคปซูล ขนาด  500 มิลลิกรัม/แคปซูล โดยรับประทานครั้งละ 1-2 เเคปซูล ก่อนอาหาร เช้า - กลางวัน- เย็น

เอกสารอ้างอิง:
1.http://www.yasotaro.com/webboard/view.php?topic=25
2.บุญเทียม ตันติ์เตชรัตน์.หมอชาวบ้าน:กษัย.http://www.doctor.or.th/node/5125.   FileName:104-015,เล่ม: 104-015  เดือน-ปี: 12/1987
3.กองวิจัยและพัฒนาสมุนไพรกรมวิทยาศาสตร์กาแพทย์.คู่มือสมุนไพรเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน. Textand Journal Corporation กรุงเทพฯ 2531 : 42.
4. คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. 2543. บัญชียาหลักแห่งชาติพ.ศ. 2542 (บัญชียาจากสมุนไพร).โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด, กรุงเทพฯ. หน้า24-28.