คิดอย่างไรกับสถานศึกษาในการจัดสรร ทั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์มีความพร้อมมากน้อยเพียงไร ให้ความคิดเห็นได้ ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก กลางและใหญ่
1. การจัดหา Hardware & Software
Hardware
การได้มาของฮาร์ดแวร์ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ การหางบประมาณ และการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ทางโรงเรียนจะมีวิธีการได้มาซึ่งงบประมาณ โดยสรุปได้ดังนี้
• ขอความร่วมมือจากผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ใจบุญ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่มีบารมี
• ทำโครงการขอจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา องค์การบริหารส่วนตำบลองค์การบริหารส่วนจังหวัด
• ขอจากองค์กรต่างๆ เช่น บริษัทห้างร้านต่างๆ
การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ควรใช้วิธีการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีข้อดีต่อโรงเรียนมาก กล่าวคือโรงเรียนสามารถตัดปัญหาในการซ่อมบำรุง ครูผู้สอนมีเวลาไปเตรียมการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่และจะได้เครื่องใหม่ที่ทันสมัยอยู่เสมอ แต่มีข้อที่พึงระวังคือการเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีเงินที่ได้มาอย่างต่อเนื่อง
Software
การจัดหาซอฟท์แวร์มาใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนสามารถดำเนินการได้ดังนี้
1. พัฒนาซอฟท์แวร์ขึ้นมาใช้งานเอง
ข้อดี คือ
- ประหยัดงบประมาณ
- สามารถกำหนดความคุณสมบัติการทำงานของซอฟท์แวร์ให้ตรงกับงานหรือความต้องการได้
- สามารถแก้ไขหรือปรับปรุง พัฒนาซอฟแวร์ให้มีประสิทธิภาพได้เอง
ข้อจำกัด คือ
- ทางโรงเรียนต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาซอฟท์แวร์
- ต้องใช้เวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ระบบงานมีความสมบูรณ์และมีเสถียรภาพ
2. การซื้อซอฟแวร์สำเร็จรูป เป็นการซื้อจากบริษัทที่พัฒนาซอฟแวร์
ข้อดี คือ
- สามารถหาซื้อได้ตามบริษัทซอฟท์แวร์ทั่วไป
- สามารถนำมาใช้งานได้ทันที
ข้อจำกัด คือ
- มีราคาค่อนข้างสูง
- เป็นระบบปิด หมายถึง ผู้ใช้ไม่สามารถพัฒนา ปรับปรุงด้วยตนเองได้ มีลิขสิทธ์
- ซอฟท์แวร์ที่ซื้อจากบางบริษัทอาจไม่สามารถเชื่อมหรือถ่ายโอนข้อมูล ให้เข้ากับซอฟท์แวร์อื่นที่พัฒนาจากบริษัทอื่น ๆได้
- ซอฟแวร์มีคุณสมบัติพื้นฐานทั่วไปอาจไม่ครอบคลุมหรือไม่ตรงตามความต้องการในการใช้งานเป็นการเฉพาะได้
3. การจ้างให้ผู้อื่นพัฒนาซึ่งอาจเป็นบริษัทหรือโปรแกรมเมอร์ทั่วไป ที่รับจ้างเขียนโปรแกรม
ข้อดี คือ
- ได้ซอฟท์แวร์ที่ตรงตามความต้องการ
- สามารถปรับปรุงพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับงาน
ข้อจำกัด คือ
- ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หรืออาจขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้พัฒนาระบบ
4. ซอฟแวร์จากหน่วยงานต้นสังกัด เป็นซอฟแวร์ที่ทางหน่วยงานต้นสังกัดจัดหามาให้ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของโรงเรียน โดยโรงเรียนอาจต้องส่งรายงานข้อมูลที่กำหนดจากซอฟท์แวร์ ตามความต้องการของต้นสังกัด
ข้อดี คือ
- ไม่เสียค่าใช้จ่าย
- ตรงตามความต้องการเฉพาะงาน
ข้อจำกัด คือ
- ซอฟร์แวร์สามารถใช้เฉพาะงาน ไม่คลอบคลุมระบบงานอื่น
- ซอฟท์แวร์บางประเภทไม่สามารถเชื่อมโยงหรือถ่ายโอนข้อมูลกับซอฟท์แวร์ระบบงานอื่นได้
- มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความต้องการของหน่วยงานต้นสังกัด
5. ซอฟท์แวร์ฟรี เป็นซอฟท์แวร์ที่สามารถดาวน์โหลดได้จากอินเตอร์เน็ท ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ผู้พัฒนาต้องการแจกให้ผู้ที่ต้องการใช้งานสามารถใช้ได้ฟรีโดยมีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
เว็บไซต์ที่ให้บริการดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ฟรี เช่น www.thaiware.com , www.gnu.org
ข้อดี -ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ข้อจำกัด
- ต้องศึกษาวิธีการใช้งานด้วยตนเอง ซึ่งโปรแกรมส่วนมากจะมาจากต่างประเทศ ผู้ใช้งานจะต้องสามารถใช้งานโปรแกรมที่เป็นภาษาอังกฤษ
2. การส่งเสริมพัฒนา Software
การส่งเสริมการพัฒนา Software
- ระดับชาติ รัฐบาลควรส่งเสริมการพัฒนาซอฟท์แวร์อย่างจริงจัง โดยกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาซอฟท์แวร์ชัดเจน สนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
- ระดับโรงเรียน
• สอนวิชาการเขียนโปรแกรม การพัฒนาซอฟท์แวร์
• จัดการประกวดการพัฒนาซอฟท์แวร์ในระดับโรงเรียน ระดับกลุ่มโรงเรียน และระดับเขตพื้นที่การศึกษา
• การสร้างเครือข่ายระหว่างโรงเรียนในการพัฒนาซอฟแวร์สำหรับใช้ในโรงเรียน โดยจะเป็นในรูปแบบของการมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนบุคลากรของโรงเรียนที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมกันเป็นทีมในการพัฒนาซอฟท์แวร์
• ควรส่งเสริมการพัฒนาซอฟท์แวร์แบบ Opensource ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ ที่สามารถนำไป ใช้งาน ศึกษา แก้ไข และ เผยแพร่ (ไม่ว่าจะแก้ไขหรือไม่ ไม่ว่าจะคิดราคาหรือไม่) ได้อย่างเสรี ปราศจากเงื่อนไขเพิ่มเติม (เช่นคิดค่า license หรือต้องเซ็นสัญญาพิเศษ) เป็นการพัฒนา ที่เปิดเผยซอร์สโค้ด (รหัสต้นฉบับ) ให้สาธารณะนำไปพัฒนาต่อยอดได้ ทำให้เกิดการร่วมมือกันทำงานอย่างไร้พรมแดนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ซอฟท์แวร์ที่กำลังเป็นที่นิยมในการใช้งานบนเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ท คือ CMS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ โดยที่ตัว CMS เองมีโปรแกรมประยุกต์ แบบพร้อมใช้งานอยู่ภายในมากมายอาทิ ระบบจัดการบทความและข่าวสาร(News and Story) ระบบจัดการบทวิจารณ์ (Review), ระบบจัดการสมาชิก(Mamber) ระบบสืบค้นข้อมูล(Search) ระบบจัดการไฟล์ดาวน์โหลด(Download), ระบบจัดการป้ายโฆษณา(Banner), ระบบการวิเคราะห์และตรวจสอบสถิติความนิยมในเว็บไซต์ (Analysis, Tracking and Statistics) เป็นต้น ซึ่งเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ CMS เช่น www.cmsthailand.com , www.opensourcecms.com
3. การเตรียมความพร้อมบุคลากร
1. การอบรมเชิงปฏิบัติการ ในเรื่อง ICT เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ตรง ได้พบกับผู้เชี่ยวชาญโดยจะขึ้นอยู่กับแผนปฏิบัติการที่จะกำหนดขึ้นในแผนระยะยาว หรือระยะสั้นแล้วแต่สถานที่
2. การนำความรู้ที่ได้ภายหลังการอบรมไปใช้ในการเรียนการสอนจริงๆ โดยถือว่าเป็นการปฏิบัติจริงในโรงเรียน
3. ความต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงผลงานที่ทำขึ้น โดยจะเป็นสื่อสำเร็จรูป หรือสื่อที่ผลิตขึ้นเองก็ได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่การเอาไปใช้ โดยครูจะต้องมีเทคนิคที่จะทำให้เขารู้ว่าควรจะจัดการกับสื่อสำเร็จรูปอย่างไรเพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุผลสำเร็จ ในการเผยแพร่จะเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นตอน เพราะว่าจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างครูด้วยกันเอง
4. การศึกษาดูงาน ICT ในโรงเรียนต่างๆ หรือในสถานประกอบการอื่นๆ รวมทั้งในสถาบันอุดมศึกษา
5. การสร้างเครือข่ายระหว่างโรงเรียน ของบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้าน ICT เพื่อที่สามารถสนับสนุน ส่งเสริมและช่วยเหลือ ด้านการใช้ ICT ของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4. การส่งเสริมนักเรียนใช้ ICT
การส่งเสริมนักเรียนใช้ ICT สามารถดำเนินการได้โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานต่าง ๆ ดังนี้
• งานบริการสำหรับนักเรียน เช่น การลงเวลามาโรงเรียน การสืบค้น การยืม-คืน ในงานห้องสมุด , การลงทะเบียนเรียน และการรายงานผลการเรียน เป็นต้น
• การเรียนการสอน โดยใช้ CAI , E-learning หรือ ระบบ LMS (Learning Management System) เช่น Moodle , Atutor เป็นต้น
5. การเน้นกิจกรรมพิเศษ ICT ในโรงเรียน
- จัดการประกวดความสามารถด้าน ICT นักเรียน ทั้งระดับชั้นเรียน โรงเรียน กลุ่มโรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษา เช่น การประกวดผลงานนักเรียนด้าน การสร้างเว็บไซต์ พัฒนา CAI จัดทำโครงงานด้าน ICT เป็นต้น
- จัดทำโครงการค่าย ICT สำหรับนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความรู้และความสามารถของนักเรียน
http://learners.in.th/blog/dee3/46599
ภายในโรงเรียนขนาดเล็กยังมีการใช้คอมพิวเตอร์อยู่น้อยเครื่องทำให้นักเรียนยังมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์นิดหน่อย บางโรงเรียนอาจจะไม่มีคอมพิวเตอรืให้เรียน โดยเครื่องมีไว้เพื่อทำงานเอกสารของครู ดังนั้นตามความคิดเห็นของตน น่าจะให้รับบาลทุ่มเททั้ง ฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ ที่ทันสมัยและเหมาะสมกับจำนวนนักเรียน พร้อมทั้งบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อที่นักเรียนจะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ สามารถทันเรื่องราว ข่าวสาร สารสนเทศ ตามเหตการณ์ที่เป็นปัจจุบัน
ข้อควรระวังในการใช้คอมพิวเตอร์ หรือระบบอิเลกทรอนิคส์ เนื่องจากมันเป็นระบบที่ตามตัว ทำตามคำสั่งหรือโปรแกรม อาจจะมีมนุษย์หัวใสที่สามารถหลอกเทคโนโลยีเหล่านี้ การพัฒนาซอฟแวร์ เป็นเรื่องที่ควรส่งเสริม แต่การพัฒนาต้องควบคู่กับการสร้างจิตสำนึก และความซื่อสัตย์ให้กับมวลมนุษยชาติไปด้วยกัน ถ้าอย่างนั้นจะเป็นการทำลายมนุษยชาติในทางอ้อมโดยเทคโนโลยี!!!!!!