แสนศพที่เฮติ : มองความตายอย่างเข้าใจธรรมชาติ
-โมไนย พจน์-
ขอแสดงความไว้อาลัยต่อความสูญเสียของชาวเฮติต่อการประสบอุบัติภัย เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 จนมียอดผู้เสียชีวิตประเมินยังไม่ได้ คาดการอยู่ที่ไม่น้อยกว่า 1 แสนศพถึง 2 แสนศพ ผู้บาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 3 แสน รวมไปถึงผู้ไร้ที่อยู่อาศัยอีกไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้าน นับเป็นหายนะภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดอีกครั้งหนึ่งในรอบ 2 ร้อยปี ดังปรากฏในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ชาติที่เกิดในหลาย ๆ ครั้งในอดีตและจะยังคงเกิดต่อไปตามกฏแห่งธรรมชาติ อาทิ แผ่นดินไหวและสึนามิในโปรตุเกส(พ.ศ.2298) ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 ใน 3 จากจำนวน 275,000 คน แผ่นดินไหวและเกิดคลื่นสึนามิถล่มหมู่บ้านริมชายฝั่งเกาะซานริกู (Sanriku) ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2439 (ค.ศ. 1896) มีผู้เสียชีวิตจำนวน 26,000 คน รวมถึงเหตุการณ์สึนามิครั้งล่าสุดที่มีศูนย์กลางในมหาสมุทรอินเดีย(พ.ศ.2547) ที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งไทย อินเดีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ฯ จนมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้กว่า 1.65 แสนคน เหตุการณ์แผ่นดินไหวในมณฑลเฉฉวน (พ.ศ.2551) มีผู้เสียชีวิต 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน และสูญหาย 19,350 คน พายุนาร์กิสที่พม่า (พ.ศ.2551) มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 หมื่นคนและผู้สูญหายกว่า 4 หมื่นคน
ความสูญเสียนับแต่อดีตหลาย ๆ ครั้ง จวบจนกระทั่งล่าสุดนับเป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นเกินกว่าจะคาดเดาได้ และส่งผลเป็นความตระหนกสูญเสีย และโศกเศร้าต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งต่อผู้เสียชีวิต ผลกระทบจากหายนะ ไม่ว่าจะบาดเจ็บ ขาดที่อยู่อาศัย อาหาร ความขาดแคลน ในฐานะที่เรา ๆ ท่านๆ ต้องประสบกับเหตุการณ์ของความสูญเสียทั้งในฐานะผู้ประสบเอง เช่นกรณีประเทศไทย(พ.ศ.2547) และอาจมองอย่างเพื่อนมนุษย์ตามหลักแห่งมนุษยธรรม ในที่นี้จึงประสงค์เสนอชุดเหตุผลเชิงพุทธในการมองเหตุการณ์มหันตภัยที่ประเทศเฮติ เพื่อใช้เป็นกรอบหนึ่งในการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจ และมีฐานคิดในการพิจารณาอย่างเหมาะสมที่ว่า
ก) ให้พิจารณามองตามเงื่อนของธรรมชาติที่ไร้การควบคุมได้ (ธรรมนิยม-อุตุนิยาม) แผ่นดินไหว เป็นธรรมชาติที่ไร้ภาวะการควบคุมได้ กำหนดให้เกิดก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะเป็นปรากฏแห่งธรรมชาติ จึงต้องเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติที่ไร้การควบคุม วิธีการคือการสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อปรากฏการณ์เหล่านี้ การสร้างเครื่องมือเตือนภัย เครื่องมือป้องกัน การซ้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยธรรมชาติอันจะเกิดขึ้น เพื่อตอบรับต่อปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ข) ให้มองพิจารณาตามกฎของการเปลี่ยนแปลง (ไตรลักษณ์-อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ในความหมายคือ กฎของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเปลี่ยนแปลงในเงื่อนของธรรมชาติ คือปรากฏการณ์แผ่นดินไหว การเกิด อยู่ และตายของชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นกฎแห่งธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนต้องเกิดมา ทำหน้าที่ หมุนเวียนจากคนสู่คน จากรุ่นสู่รุ่น ความตายตามทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นบทจบของชีวิตมนุษย์ในที่สุด เหตุการณ์แผ่นดินไหว และความตายจึงสอดคล้องกับกฏของการเปลี่ยนแปลงนี้
ค) มองให้เป็นความรู้...จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ปัญญา (สติ-ปัญญา) มองความตายเหล่านี้ให้พัฒนาเป็นปัญญา มองเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงและเร่งทำความดีว่าชีวิตคืนวันล่วงไปบัดนี้เราทำอะไรอยู่สร้างคุณค่าของชีวิตให้เกิดขึ้น อย่างไม่หยุด การมองว่าเหตุการณ์เหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา พร้อมกันนั้นก็มองให้เป็นสภาพของปัญหา(ทุกข์)ที่ต้องหาทางออก จนนำไปสู่การแสวงหาหนทางแก้ หรือ ปัญญา อีกความหมายหนึ่งคือแสวงหาความรู้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วหาทางป้องกันในสิ่งที่เกิดขึ้น
ง) ให้มองตามหลักแห่งความไม่ประมาท (อัปปมาโท) ในความหมายคือ ช้าเร็วก็ต้องตาย แต่คนเฮติก็คงไม่ได้คิดว่าจะตายปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ แต่ในเวลาเดียวกันก็คงไม่คิดว่าเมื่อเกิดมาแล้วจะไม่ตาย ดังนั้นในทัศนะพุทธมองว่าอย่าประมาทในวัน ในคืน เมื่อไม่ประมาททางเร่งต่อไป คือให้ทำความดีเป็นบทจบของความไม่ประมาทนั้น ทำให้เป็นประเด็นน่าสนใจตรงทีว่าไม่ประมาทแล้วต้องทำความดี ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธพระพุทธเจ้าตรัสต่อพระภิกษุว่า“วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่”(องฺ.ทสก.24/48/104) การกล่าวบทพุทธพจน์นี้ พระองค์มีเจตนาให้ไม่ประมาทเร่งทำความดีในฐานะเป็นมนุษย์ โดยใช้ “หลักไม่ประมาท” เป็นเครื่องเตือนสติ ดำรงชีวิตอย่างเข้าใจชีวิต แม้กระทั่งเข้าใจความตายว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน
จ) ให้มองตามหลักกรรม (ธรรมนิยาม-กรรมนิยาม) ในความหมายนี้ก็คือต้องการให้มองตามเหตุปัจจัยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำมนุษย์ มุมหนึ่งในฐานะผู้สร้าง และในอีกมุมหนึ่งในฐานะผู้ทำลาย กรรม จึงกลายเป็นตัวขับดันให้เกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ ภัยธรรมชาติหลายอย่างเกิดจากมนุษย์เป็นผู้สร้าง อาทิ การประชุมหามาตรการลดภาวะโลกร้อนของผู้นำประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่เดนมาร์ก(7-18/12/52) แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ เพราะเงื่อนไขต่อการปล่อยก๊าซของประเทศอุตสหากรรมอย่างไร้การควบคุม ซึ่งจะส่งผลเป็นปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) และก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และมวลมนุษย์ในองค์รวม รวมไปถึงกรรมแห่งมนุษย์ที่กระทำต่อกัน เช่น เฮติการที่มนุษย์ทั่วโลกสนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และระดมความช่วยเหลือล้วนเป็น “กรรม” เป็น “การกระทำ” ที่มนุษย์พึงกระทำต่อกัน ด้วยหลักแห่งไมตรี มิตรภาพในฐานะเป็นมนุษย์ด้วยกันโดยไม่จำกัดด้วยชาติ ภาษา ศาสนา เพราะชีวิตล้วนเป็นเป็นธรรมชาติ ที่ต้องให้ความช่วยเหลือกันและกัน “กรรม” ตามหลักแห่ง “เมตตาธรรม”
ฉ) มองตามหลัก”โลกธรรม” ดีใจ-เสียใจ(อิฎฐารมณ์-อนิฎฐารมณ์) ได้รับสิ่งดีย่อมดีใจได้ปลื้ม ได้รับสิ่งที่ตรงกันข้ามกรณีการตาย และสูญเสียของชาวเฮติ ความเศร้าโศกเสียใจก็เป็นของคู่กัน หากเรามองอย่างเข้าใจบนฐานของความจริง ในฐานะเป็นมนุษย์ต้องตาย ตามกฎ“ไตรลักษณ์” (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) ก็จะทำให้เข้าใจว่าช้าเร็วมนุษย์ก็ต้องตาย ก็จะลดทอนความเศร้าโศกเสียใจได้ลงได้ และปล่อยวางอย่างเข้าใจดังภาษาพระที่ว่า “วางลง ปลงได้ ไม่หนัก” ในความหมายก็เป็นการปฏิบัติให้ถึงข้อ“อุเบกขา” เป็นการวางท่าที่อย่างเหมาะสมอย่างเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดความเศร้าโศก เสียใจมาฉาบทาย้อมจิตให้เศร้าหมอง ความ “เสียใจ-ดีใจ” ก็จะไม่เกิดขึ้นเพราะเราเข้าใจตามหลักแห่งความจริง
รวมไปถึงคิดต่อไปด้วย “สติ” ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วมนุษย์ผู้ประสบเหตุจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะช่วยเหลืออย่างไร และเราเองในฐานะที่อยู่ไกลก็จริงก็นำมาเป็นองค์ความรู้ว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะทำอย่างไร ป้องกันอย่างไร ? อาศัยวิกฤติให้เป็นความรู้ แล้วเอาความรู้มาเป็นโอกาสในวันข้างหน้าของสังคมและทุกสังคม
ในที่สุดไม่ว่าจะหาชุดเหตุผลใด มาเป็นกรอบในการอธิบายต่อปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น สิ่งที่จะต้องได้คือต้องมาตระหนักนึกต่อไปว่ามหันตภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในกรุงเฮติ จะเป็นตัวอธิบายปรากฏการณ์ของชีวิตอย่างไร ? พร้อมกันนั้นทำให้เกิดแสงสว่างของปัญหา พัฒนาจิตให้เข้าใจต่อกระบวนการธรรมชาติ ให้ตอบรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย “พฤติการณ์” แห่งสติ ที่ไม่เศร้าโศก พร้อมกันนั้นให้มองเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นด้วยเมตตา และเร่งแสวงหาทางช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภัยที่เกิดขึ้นให้เบาบางลง เหมือนครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์สึนามิที่บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2547 ได้พบว่าในขณะที่คนส่วนหนึ่งประสบภัย คนอีกส่วนหนึ่งก็คือผู้บำเพ็ญ “เมตตา” สร้าง“บารมี”ในส่วนต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย จนผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือจนพอต่อการยังชีพและก้าวเดินตามสภาพที่ควรเป็นไปได้
เฮติจึงเป็นเหตุการณ์เร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือแก่เขาผู้ประสบภัยในส่วนต่าง ๆ ทั้ง อาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค (ปัจจัย 4) รวมทั้งปัจจัยเครื่องยังชีพขั้นพื้นฐาน เพื่อให้เขาเหล่านั้นที่กำลังตระหนกต่อความสูญเสีย ประหนึ่งลอยคออยู่กลางทะเล ให้ได้รับความช่วยเหลือเพื่อยังชีพพื้นฐาน ประหนึ่งได้ขอนไม้ขณะลอยคอ อยู่กลางทะเล ขณะนั่งเขียนนี้ก็ให้พึงยินดีว่าองค์กรสหประชาชาติได้ร้องขอความช่วยเหลือให้มีการบริจาคเพื่อเข้ากองทุนอาหารผ่านสำนักงานกิจการความร่วมมือด้านมนุษยธรรมยูเอ็น (OCAHA)เพื่อช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อชาวเฮติสหรัฐอเมริกาแต่งตั้งอดีตประธานาธิบดีบุช และคลินตันเป็นประธานระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเฮติ รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ได้ส่งความช่วยเหลือ ทั้งเงินบริจาค การแพทย์ หน่วยกู้ภัย ค้นหาศพ และความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆจึงทำให้มองเห็นว่ามนุษย์เมื่อถึงที่สุด มวลมนุษย์ทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน ตามหลักแห่ง “มนุษย์ชาติ” โดยมีหลักแห่ง“มนุษยธรรม-เมตตาธรรม” เป็นหลักการในการหล่อเลี้ยงรักษาให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้บนโลกใบนี้
ดังนั้นจึงขอไว้อาลัยต่อดวงวิญญาณที่เสียชีวิต และขอให้วิญญาณทุกท่านไปสู่สุคติ
ขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก
ขอแสดงความคาดหวังว่าความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ และประชาคมโลกได้ถึงมือทุกๆท่านจนทำให้ชีวิตและการเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยเข้าสู่ปกติในเร็ววัน...
มองชีวิตเขา...เพื่อเป็นอนุสติแก่เรา เพื่อก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ประมาท...!!!!
เพราะเป็นชีวิตจึงต้องตาย อยู่เกาะ แผ่นดิน รวย ล้ำฟ้า จนไร้ที่นอน ประธานาธิบดี เจ้าฟ้า ล้วนมีความตายเป็นบทจบทั้งสิ้น....
เพราะเป็นธรรมชาติ แผ่นดินจึงไหว เพราะเป็นธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นไม่รู้จบ มันเป็นเช่นนั้นเอง...(ตถตา...)
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
สบายดีนะคะ ห่างหายไปนานเลยทีเดียว
... เฮติ ครานี้ คงเป็นบทเรียนราคาแพง เป็นการเปิด และเผยมุมมองใหม่ ให้หลายๆ ภาคส่วน ประเทศ ได้เห็นอะไรๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ ... ภัยพิบัติธรรมชาติ ห้ามไม่ได้ หากแต่ลดผลกระทบความเสี่ยงได้
สวัสดีครับอาจารย์..ทุกสิ่งในโลกนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ..ไม่ช้าก็เร็ว..มนุษย์ส่วนใหญ่รู้ดีแต่ไม่ค่อยปฏิบัติกัน คงถึงเวลาที่โลกต้องเอาคืนบ้างแล้ว..คนชอบทำลายป่า..คนไม่เคยรู้จักพอแต่ชอบพูดเสมอๆว่า " อยู่อย่างพอเพียง." ผมไม่เคยเห็นด้วยกับกิจกรรมหลายๆอย่างที่คนเราชอบทำกัน โดยตั้งใจหรือเอาหน้าด้วยการออกสื่อต่างๆเช่น..เก็บขยะตามข้างทาง..ปลูกป่า..ปล่อยเต่า และอื่นๆอีกหลายอย่าง.ในวันพ่อบ้าง..วันแม่บ้าง..ทำเพื่อหน่วยบ้าง..ทำไมจึงไม่เลิกทิ้งขว้าง ? ทำไมต้องลักลอบตัดไม้ ? อย่าตอบแบบกวนๆว่าที่ต้องลักลอบตัดไม้เพราะผู้ที่ชอบปลูกป่าจะได้มีพื้นที่มาปลูกกันมากๆ..ทำไมหน่วยงานต่างๆไม่เคยเอาจริงเอาจัง ? มีอะไรมาบังตาของท่านหรือเปล่า ? ชักชวนให้ประหยัดพลังงานแต่ไม่เคยไปกำกับดูแลพวกที่ทำธุรกิจกันเลย แอบปล่อยน้ำเสียเอย..แอบปล่อยควัน ก๊าซต่างๆเวลาฝนตกเอย อีกหลายเรื่อง ฯ อยากบอกว่าควรเตรียมตัวตายกันแต่เนิน่ๆไว้บ้าง..คนพวกนี้ควรไปดูชาวบังคลาเทศที่อาศัยอยู่นอกเมืองหลวงไปไม่ไกลนัก เขาอยู่ในบ้านดินริมถนนใหญ่ครับ.รุ่นลูกหลานเราคนไทยอาจจะต้องใช้ชีวิตแบบนั้นก็เป็นได้เพราะ..ทุกอย่างถูกคนทำลายกันเกือบหมดแล้ว..อย่าได้โทษใครเลยน๊ะ..พวกสูที่เห็นแก่ได้..เพียงไม่กี่ตระกูลเท่านั้น..