ไม่หนี ไม่เบี้ยว แต่ไม่มีจ่ายค่ะ ! ขอแบบนิดเดียว เพื่อที่จะได้ win win ทั้ง 2 ฝ่ายค่ะ

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านทุกท่าน วันก่อนมีโอกาสได้คุยกับคุณป้าท่านนึงค่ะ ท่านประกอบธุรกิจขายเครื่องมือทางการเกษตรค่ะ ตอนนี้ธุรกิจของท่านประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ก่อนหน้านั้นร้านของคุณป้าเกือบจะไปไม่รอด ติดหนี้ธนาคารอยู่หลายล้านเลยค่ะ เลยอยากเล่าประสบการณ์ของท่านมาแบ่งปันให้ท่านๆได้อ่านกันค่ะ

ตอนช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ราวๆช่วง"วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง"นั่นแหละค่ะ ร้านของคุณป้า stock ของไว้เยอะ แต่ไม่มีคนซื้อ ขายของไม่ได้ ทำให้การเงินช็อตหมุนไม่ทัน ฝ่ายเจ้านี้ (ธนาคาร) เองคนล้มยิ่งซ้ำค่ะ ตามทวงหนี้ถี่ยิบค่ะ ทางคุณป้าเองตอนนั้นกลุ้มใจสุดๆ แต่ไม่ท้อถอยค่ะ คุณป้าก็ไปขอผ่อนผันกับทางเจ้าหนี้ไปว่า หนี้ที่ติดไว้ ท่านจ่ายคืนแน่นอนไม่มีทางเบี้ยวเด็ดขาด แต่ตอนนี้ท่านไม่มีเงินก้อนจ่าย มีก็พอจ่ายแค่ค่าดอกเบี้ย ให้ทาง ธ. คิดดอกเบี้ยมาได้เลย ท่านจะจ่ายดอกทุกเดือนไม่ให้ขาด  (เข้านำนอง "ไม่หนี ไม่เบี้ยว แต่ไม่มีจ่าย") ได้ฟังตามนั้นทางธนาคารก็ตกลงค่ะ (ได้ดอกเบี้ย ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยนะคะ เป็นการ ขอแบบนิดเดียว เพื่อที่จะได้ win win ทั้งสองฝ่ายค่ะ)

ต่อมาไม่นาน กิจการก็เริ่มฟื้นตัวขายของได้ค่ะ เนื่องจากคนงานในเมืองที่ตกงานส่วนใหญ่หันกลับมาทำไร่ทำนา ทำให้ร้านขายเครื่องมือการเกษตรของคุณป้ากลับมาขายของได้ค่ะ เงินก็เริ่มหมุนเวียนมา สุดท้ายก็มีเงินไปใช้หนี้จนหมดค่ะ (ใช้ วิกฤติเป็นโอกาส นะคะ)

สรุป ในเคสนี้แสดงให้เห็นเรื่องการขอตามนี้ค่ะ

ขอนิดเดียว คือทางธนาคาร ได้ดอกเบี้ย(เงินนิดเดียว) ดีกว่าหนี้ 0 นะคะ และยังเป็นการให้โอกาสทางร้านของคุณป้า ได้ดำเนินกิจการต่อจนสามารถนำเงินมาใช้คืนได้ค่ะ

ขอแบบ win win ทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการหาข้อตกลงที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับได้นั่นเองค่ะ