ที่จริงเรื่องนี้โยงไปหลายต่อจึงจะถึงไทอาหม   ผมนึกขึ้นได้เพราะคุณน้อย (วันรวี รุ่งแสง) เข้ามาสวัสดีปีใหม่ใน บล็อก ของผม    ผมจึงตามไปอ่าน บล็อก ของเธอ พบเรื่องที่ชอบมาก คือเรื่องไปเที่ยวแคว้นอัสสัม เยือนชุมชนไทอาหม   ฝีมือเขียนของเธอกินขาดอยู่แล้ว    ทำให้ผมอ่านจบครบทุกตอน ซึ่งยังไม่จบ

          เรื่องเริ่มจาก สกว. ให้ทุนเมธีวิจัยอาวุโสแก่ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา   ท่านเลือกทำเรื่อง เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านไท   ศึกษาเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมชุมชน ของชนเผ่าไททั่วโลก    เพื่อทำความเข้าใจรากเหง้าของความเป็นไท    ซึ่งหลังจากติดตามมาแบบงูๆ ปลาๆ ผมสรุปว่า มีรากเหง้าอยู่ที่ความเป็นชุมชนที่ผู้คนใกล้ชิดเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน

          แต่คนไทในประเทศไทยถูกแปดเปื้อนด้วยวัฒนธรรมตะวันตก    จนมองผิวเผินไม่เห็นรากเดิม    การไปศึกษารากเดิมจากชุมชนไทต่างถิ่น อาจได้ความเข้าใจรากเดิมมากกว่าขุดคุ้ยที่สังคมไทยเอง    อ. ฉัตรทิพย์ จึงออกแบบการศึกษาเชื่อมโยงไปถึงคนไทในหลายประเทศ รวมทั้งในแคว้นอัสสัมของอินเดียด้วย

          ศึกษาโดยวิธีไหนก็ไม่เท่าไปดูให้เห็นด้วยตาของตนเอง    แนวคิดนี้ทำให้ อ. ฉัตรทิพย์ สนิทสนมกับผู้นำชุมชนไทอาหม   เป็นเหตุให้คุณอุษาได้ไปอยู่กับเขาถึง ๓ เดือนตามที่คุณน้อยเล่า    และทำให้คุณน้อยและคุณนิดได้เดินทางไปร่วมประชุมกับเขา    และได้สารคดีท่องเที่ยวมาฝากชุมชน G2K

          ผมคิดแบบคนเข้าข้างตัวเองว่า    ทุนวิจัยชิ้นนี้ของ สกว. ได้ก่อผลกระทบตามมาไม่หยุดหย่อน    แม้โครงการวิจัยจะจบไปแล้วหลายปี แต่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างสังคมไทยกับชุมชนไทอาหมก็ยังใกล้ชิดแน่นแฟ้น  

          โครงการวิจัยที่ดี กลายเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ    ที่เป็นความสัมพันธ์เล็กๆ ยึดโยงชุมชนห่างไกลในอินเดียเข้ากับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่อยู่ห่างไกล   

          การวิจัยที่ดี อาจเป็นการทูตได้ด้วย  

          การวิจัยที่ดี จะก่อผลกระทบระลอกแล้วระลอกเล่า    เหมือนคลื่นที่ชายฝั่งทะเล   นี่คือคำบอกของ รศ. นพ. วิชัย โปษยะจินดา ผู้วายชนม์    ท่านกล่าวเมื่อราวๆ ปี ๒๕๓๙ เมื่อท่านได้รับเชิญมาร่วมทีมประเมินการทำงานของ สกว. ในวาระแรกที่ผมเป็นผู้อำนวยการ    และผมจำได้ไม่รู้ลืม

          ผลงานที่ดี จะมีลักษณะคล้ายมีชีวิต และเกือบจะกล่าวได้ว่า เป็นอมตะ

 

วิจารณ์ พานิช
๙ ม.ค. ๕๓