ขอบคุณผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา...คุณประนอมศรี คุณทนงศักดิ์ และคุณฉัตรบุญ ในหัวข้อที่น่าสนใจในการเพิ่มพลังจิตในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตของผู้สนใจ

สุขภาพทางจิตวิญญาณ คืออะไร

  1. การปรับจิตรู้สำนึกให้เกิดประสบการณ์ของการทำกิจกรรมอย่างตั้งใจและมีทางเลือกด้วยความคิดที่ดีของตนเอง (ศีล)
  2. การให้ความรู้สึกถึงเป้าหมายของการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต
  3. การอยู่นิ่ง (สมาธิ) ทบทวนตนเองให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม และความรัก
  4. การเข้าใจ (ปัญญา) ในที่มาของคุณลักษณะและความสามารถของตนเอง
  5. การแสดงความเมตตากรุณาแก่สิ่งมีชีวิตรอบข้าง
  6. การแยกแยะความทุกข์เพื่อเป็นอิสระด้วยแนวทางแก้ไขสาเหตุของความทุกข์นั้นอย่างมีสติ (อริยสัจจ์: ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)

 

โรคมะเร็งส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางจิตวิญญาณอย่างไร

                เมื่อคนเราทราบการวินิจฉัยจากคุณหมอว่าเป็นมะเร็ง จิตรู้สำนึกมองมะเร็งว่า เป็นสิ่งที่เลวร้าย น่ากลัว และมีอาการที่แสนทุกข์ทรมาน ความยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของตนเองทำให้จิตวิญญาณไร้การควบคุม ไม่มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีเวลาให้ความรู้ถึงผลกระทบของโรคมะเร็งและแนวทางการปฏิบัติตนให้อยู่ร่วมกับโรคมะเร็ง เนื่องจากประชากรโรคมะเร็งมีมากกว่าจำนวนผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ทำให้แพทย์มุ่งติดตามปริมาณเซลล์มะเร็งและภูมิต้านทางของร่างกายจากผลเลือด รวมถึงการใช้เคมี/รังสีบำบัด โดยมีเวลาพบปะพูดคุยกับผู้ป่วยไม่เกิน 3 นาที ทั้งๆที่ผู้ป่วยต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้า นั่งรอตามคิวรพ. อีก 5-6 ชม. ผู้ป่วยที่มีความเป็นมิตรและการรับรู้โรคมะเร็งไม่เท่ากัน บางคนก็พูดคุยโดยไม่มี “ระบบชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน” แต่ละคนลงทุนและทดลองการบำบัดทางเลือกที่หลากหลาย ซึ่งมีประสิทธิผลที่ไม่ยั่งยืน ผู้ป่วยมีร่างกายที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีที่ไม่ส่งเสริมกำลังใจใดๆ นั่นคือ “เมื่อจิตวิญญาณไม่มีการพัฒนาขณะที่กำลังมีประสบการณ์ของการดำเนินชีวิตอยู่กับโรคมะเร็ง...สมรรถภาพร่างกายก็ค่อยๆ ทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้โดยธรรมชาติ หากแต่ชะลอหรือเพิ่มพูนอาการของโรคมะเร็งด้วยกรอบความคิดทางการแพทย์ที่มีขีดจำกัด”

 

ทำอย่างไรผู้ป่วยมะเร็งจึงมีสุขภาพทางจิตวิญญาณ

  1. ทบทวนความสามารถของตนเองในปัจจุบัน ทำความเข้าใจถึงผลกระทบของโรคมะเร็งและแนวทางการจัดการตนเองให้ทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายและมีความสุข เช่น แสวงหาความรู้และเปิดใจยอมรับกระบวนการดูแลตนเอง ตั้งแต่อาหารสุขภาพ การสงวนพลังงานในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต และการฝึกกิจกรรมเพื่อสุขภาพต่างๆ
  2. การฝึกพัฒนาจิตวิญญาณอย่างมุ่งมั่น ได้แก่ การมีสติคิดก่อนทำกิจกรรมใดๆ เข้าใจและช่วยเหลือคนรอบข้าง วางแผนทีมการทำงานโดยเป็นผู้ตามและประสานงานในระยะเวลาและโอกาสที่เหมาะสม ย้อนทบทวนชีวิตที่ผ่านมาให้เป็นบทเรียนของการใช้ร่างกายที่เหมาะสมต่อความสามารถในปัจจุบัน
  3. การแสวงหาความรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ชีวิต เช่น การอ่านหนังสือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่มีประสบการณ์โรคมะเร็ง (ผู้บำบัดและผู้ป่วย) การลงทุนเข้าอบรมเชิงปฏิบัติที่พอเพียงแล้วเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตนเอง การไม่อยู่นิ่งแต่ค้นหากิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเองและผู้อื่น
  4. การพิจารณาประสิทธิผลทางการแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับการแพทย์ทางเลือก แล้วพัฒนา “แก่นความคิดสู่การฝึกปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป” หากไม่ได้ผล...ก็ทบทวนถึงเหตุแล้วเริ่มต้นใหม่ด้วยความมั่นใจในจิตวิญญาณของตนเอง
  5. มอง “มะเร็ง” ว่าเป็น “เพื่อนชีวิต” อย่าคิดว่ามะเร็งนั้นน่ากลัว เราต้องมั่นใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งจนถึงวันสิ้นชีวิต เราต้องขอบคุณที่มะเร็งช่วยจุดประกายความคิดให้เกิดการปรับจิตวิญญาณและปรับการกระทำที่สร้างสรรค์ ควบคุมได้ วัดผลได้ และฝึกสติมากขึ้น แม้ว่าชีวิตจะเคยติดสุขสบาย แต่สุขภาวะนั้นไม่มีตัวตน ไม่เที่ยง และควบคุมไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
  6. มะเร็งเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม พฤตินิสัย มลพิษ หัตถการทางการแพทย์ และเวรกรรม แต่สำคัญที่สุดคือ สร้างพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง แม้เพียงร่างกายจะอ่อนแอลง แต่จงปล่อยวางและพัฒนาจิตวิญญาณด้วยการกระทำดีของเราต่อไป