๐ เสียงเอย..เสียงแว่ว-ดังเจื้อยแจ้วแจ้งอยู่..ให้รู้เสียงถ้อยความนั้นชี้นำ..ด้วยสำเนียง-การร้อยเรียงธรรมบท..ลงจดใจ๐ เสียงแว่ว..ยินว่าแต่ครานั้นปรุงกล่อมเข้าล้อมขวัญ..จนสั่นไหวข่มวิญญาณเดือดดิ้นให้สิ้นไปมีเป้าหมายสดใสวางให้มอง๐ มีทางเท้าก้าวย่ำ..ชี้นำทิศมีถูกผิดสำหรับให้จับจ้องมีคุณค่าหมายมุ่ง..ไว้ปรุงปองและแผ่นฟ้าสีทองให้มองเล็ง๐ แดดเช้าโลมฟ้าใส..หัวใจนั้น-มีใฝ่ฝันคอยฉุดให้รุดเร่งแต่ละก้าวยกย่าง..เงียบ..วังเวงแว่วแต่ใจตัวเอง..คล้ายเพลงคลอ๐ บนเสียงแบกภาพพจน์...ทางคดเคี้ยว-บางส่วนเสี้ยวใจรู้-จึงชูช่อมีภาพและมีพจน์กำหนด-รอ-เพื่อเติมต่อปรารถนา..แต่งอาการ๐ จึงเป็นตัว..เป็นตนเที่ยววนอยู่-รอเชิดชูมุ่งมาด..อย่างอาจหาญในเที่ยวทางสู่ฝัน..ที่กันดารก็เสพภาพหอมหวาน..ทุกผ่านเลย๐ ช่อสุมาลย์ร่ำลมล้วนฉมชื่นใจที่ตื่นตามอยู่..ฤๅรู้เฉยกลีบสุมาลย์หล่นร่วง..หอม-ล่วงเลยใจชิดเชย”ชอบ”อยู่...ฤๅรู้ชัง๐ ละก้าวยกเหยียบย่าง..ในทางเที่ยว-ผู้กอดเกี่ยวรูปเงา..ย่อมเฝ้าหวัง-รับรูปแบบงามล้ำ-เป็นกำลัง-ช่วยต่อตั้งคุณค่า..ขึ้นคาใจ๐ เสียงชี้ช่วงธรรมบท..ปรากฎอยู่-เมื่อสดับความสู่จึงรู้ได้-ว่าก้าวยกเหยียบย่าง..ที่ต่างไปคือช่วงใจรู้ย่าง..นั้นต่างกัน๐ ใช่ฤๅ..การก้าวย่างในทางเที่ยว-ต้องกอดเกี่ยวจุดปลาย..อย่างหมายมั่นใช่ฤๅ..เขาว่างาม-ต้องตามกันจนมุ่งมั่นเข้าฝูง...ให้จูงมือ๐ ผ่านแสงผ่านลม..ผ่านร่มพฤกษ์จะสำนึกแก่ใจ...คิดได้หรือ?ขบวนแถวเหยียดยาว..เขาป่าว-ลือ-ว่าฝูงคน..ฝูงกระบือ...ล้วน-คือกัน