ทำความสะอาดตัวผู้รู้ ก่อนไปดูจิต
  • บริบทแวดล้อมในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเอื้อให้เราหันมาศึกษาธรรมะสักเท่าไร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้นำความก้าวหน้าและความสะดวกสู่วิถีชีวิตของเราอย่างเป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์มากขึ้นตลอดเวลา
  • กระผมเองก็เกิดมาในยุคที่วิทยาศาสตร์เข้มแข็งบดบังรัศมีของศาสนา คล้าย ๆ กับกบกินตะวันทำนองนั้น
  • ทำให้วิถีชีวิตการพัฒนาตนเองเป็นแบบ Out Side In คือ เรียนแต่สิ่งนอกตัวเพื่อพัฒนาตนเองเป็นหลัก ยิ่งเรียนมากก็เก่งมากแบบโลก ๆ แต่ก็ไม่เคยพ้นทุกข์ได้เลย

 

  • จนเวลาผ่านมาได้ฝึกพัฒนาตนเองจากด้านใน ถึงทำให้ทราบว่า เหรียญอีกด้านหนึ่งนั้น หรือแสงตะวันหลังกบกินตะวันนั้นยิ่งใหญ่นัก
  • ดั่งที่ได้กล่าวโทษว่า วิถีแห่งปัจจุบันไม่ได้เอื้อต่อการให้เดินบนเส้นทางธรรมนักนั้น จึงต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง จากการอ่านการฟังพระธรรมคำสอนของพระอาจารย์บนอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ทำให้เรียนรู้แบบผิด ๆ ถูก ๆ ไปตามบุญวาสนา

 

  • ดูจิต ภาคแรก นั้น ผมก็ดูแบบมั่ว ๆ ไม่ทราบว่า จิต คืออะไรกันแน่ ดูอยู่หลายปี ทำให้ผมเข้าใจว่า การดูจิต คือ การตามดูกาย ดูใจ เพื่อให้รู้เท่าทันสภาพความเป็นจริงของกายของใจว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีความเป็นตัวเป็นตนสัตว์บุคคลเราเขา และจากการฝึกดูจิตมาเรื่อย ๆ พบว่า การเข้าใจหรือการเห็นของเรานั้นมีหลายระดับ ยิ่งดูไป ดูไป การจะให้เห็น "อนัตตา" นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้เวลา ฝึกฝน ขัดเกลาไปเรื่อย ๆ
  • แรก ๆ นั้นจะเป็นการเพ่งและใช้สมองมองหาธรรมมาขจัดปัดเป่าจิตที่มันฟุ้งซ่านให้สงบลง
  • เวลาต่อมา ไม่เน้นที่การขจัดปัดเป่าแต่เน้นที่การตามดูเฉย ๆ เพื่อให้รู้สภาพความเป็นจริงว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอย่างไร ?

 

  • และเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง เกิดความเข้าใจใหม่ น่าสนใจยิ่ง จึงตั้งชื่อว่า ดูจิต ภาคสอง ขอรับ
  • ดูจิต ภาคสอง นี้ จะต่างจากภาคแรก คือ เราไม่ได้ทำความสะอาดจิตก่อนแล้วเราก็เอาจิตที่สะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ไปตามดูจิต ปัญหาก็คือ ถ้าจิตเราสะอาดในการดูช่วงนั้นก็ดีหน่อย แต่ถ้าช่วงไหนจิตเราสกปรกวุ่นวายแล้วเราไปตามดูความเป็นของจิต คราวนี้ล่ะขอรับ เหมือนเอาน้ำไม่สะอาด หรือ ผ้าเปื้อน ๆ ไปทำความสะอาดรถยังไงยังงั้นเลยขอรับ
  • เคล็ดวิชาของการดูจิต ภาคสองนี่ก็คือ ทำความสะอาดตัวผู้รู้ ก่อนไปดูจิต ทำนองนั้นขอรับ
  • ในบันทึกต่อไป จะมาดูกันว่า ยังไม่บรรลุอะไร แล้วจะไปทำความสะอาดจิตผู้รู้ก่อนดูได้อย่างไร ?