ตราบใดที่ยังมีสงครามอธรรม มีการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ มีการยึดครอง การต่อสู้ที่ผิดศีลธรรมยังคงอยู่


 โดย สิริอัญญา
   
บทความวันนี้ไม่อยากใช้ชื่อเรื่องว่านวัตกรรมใหม่เหมือนกับชื่องานสัมมนาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ภาคเหนือ เพราะจะกลายเป็นลอกเลียนคำโฆษณารถยนต์บีเอ็มดับบลิวแล้วจะถูกหาว่าไม่มีสติปัญญาคิดอ่านถ้อยคำ จึงต้องใช้หัวข้อบทความเรื่องนี้ว่าประติมากรรมใหม่...เบอซาตู

และคงจะตรงกับความมุ่งหมายของเรื่อง เพราะในวันนี้เหตุการณ์ปล้นอาวุธปืน การเผาโรงเรียนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ถูกระบุว่าเป็นการกระทำของปิศาจตนหนึ่งที่มีชื่อว่าขบวนการเบอซาตู

เพราะเหตุนี้จึงจำต้องกล่าวว่าเบอซาตูคือประติมากรรมใหม่ที่มหัศจรรย์ของศตวรรษใหม่นี้ และกล่าวสำหรับประเทศไทยแล้วก็ต้องถือว่าเป็นประติมากรรมใหม่ล่าสุดของต้นปี 2547 ที่ได้มีการคิดค้นรังสรรค์เรื่องราวและสร้างปิศาจตนนี้ขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ที่สุด

ปิศาจตนนี้ในด้านหนึ่งทำให้คนที่รู้จักมันมาก่อนต้องหัวร่องอหงายจนฟันร่วงฟันหลุด ในอีกด้านหนึ่งทำให้คนที่ไม่รู้จักมันมาก่อนต้องตกใจและประหวั่นพรั่นพรึงว่าประเทศไทยของเราในวันนี้กำลังถูกปิศาจตนนี้ก่อความไม่สงบมาแล้วถึง 6 ขั้นในจำนวน 7 ขั้น และขั้นที่เหลือก็คือขั้นประกาศอิสรภาพของจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปิศาจตนนี้ได้ทำให้บรรดาผู้รู้และผู้วินิจฉัยคำสอนแห่งอิสลาม (ฟัตตวา) ทั่วโลกต้องแปลกประหลาดใจว่ามีขบวนการหรือวิถีทางแห่งอิสลามที่มีนามหรือที่เรียกว่าเบอซาตูอยู่ที่ไหน

ปิศาจตนนี้ได้ทำให้ประเทศมุสลิมทั่วโลกและขบวนการต่อสู้ต่าง ๆ ของชาวมุสลิมทั่วโลกต้องแปลกประหลาดใจว่าในทำเนียบขบวนรบของพี่น้องมุสลิมในโลกนี้มีชื่อขบวนการนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และมันอยู่ที่ไหนกันแน่

ถ้าหากใครมีโอกาสติดต่ออุซามะห์ บินลาดิน ก็คงจะได้รับคำตอบว่าอยากจะรู้จักเบอซาตูเหมือนกัน เพราะช่างมีความสามารถล้นเหลือ ทำการมาช้านานจนใกล้จะยึดประเทศไทยแล้วก็ยังไม่มีใครรู้สึกตัว ไม่เคยมีการเสียเลือดเนื้อ ไม่เคยถูกจับกุมคุมขัง โอ! ช่างน่ามหัศจรรย์อะไรเช่นนี้

เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่กล่าวได้อย่างหนักแน่นว่าเบอซาตูเป็นประติมากรรมใหม่จริง ๆ แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครหรือหน่วยงานไหนที่เป็นประติมากรในเรื่องนี้ เพราะถึงวันนี้ก็ไม่เคยปรากฏผู้คนใดยอมรับว่าเป็นสมาชิกของขบวนการเบอซาตู และทุกครั้งที่มีการแจกข่าวเรื่องเบอซาตูก็ล้วนไม่ปรากฏแหล่งข่าว คงระบุแต่เพียงว่า “แหล่งข่าวระบุว่า”

และไอ้แหล่งข่าวนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นไอ้โม่งตัวไหน เพราะถ้าหากเปิดเผยตัวให้ได้รู้จักกันแล้วก็อาจจะถูกส่งชื่อไปลงหนังสือกินเนสส์บุ๊คในฐานะประติมากรชั้นเลิศของโลก หรืออาจถูกซีไอเอเชิญตัวไปเป็นวิทยากรพิเศษ หรือแม้กระทั่งอาจถูกขบวนการต่าง ๆ เชิญตัวไปให้คำแนะนำสั่งสอน หรือบอกเล่าข้อมูลอันมหัศจรรย์ให้ได้รู้จักกันบ้าง

แต่มันช่างน่าเกลียดเสียนี่กระไรที่ออกข่าวกันใหญ่โตว่าผู้ก่อการร้ายและขบวนการต่าง ๆ หลายขบวนการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้และได้รับการสนับสนุนจากบางขบวนการในประเทศเพื่อนบ้านและขบวนการก่อการร้ายสากลได้รวมตัวกันเป็นองค์กรใหม่ในนามว่าเบอซาตู

มีรายละเอียดถี่ยิบว่ามีใครบ้างเป็นแกนนำ ใครบ้างเป็นผู้ปฏิบัติการระดับต่าง ๆ มีการประชุมกันที่ไหน กี่ครั้งกี่หน มีการฝึกอาวุธที่ไหน และทำกันอย่างไร รวมทั้งได้ปฏิบัติการเป็นขั้นตอนมาแล้ว ราวกับว่าได้รู้เห็นเสวนาอยู่ในขบวนการที่ว่านี้อย่างใกล้ชิด

ถ้าเป็นจริงดังที่ว่าขบวนการเบอซาตูที่ว่านี้ก็น่าที่จะถูกจับกุมทำลายล้างไปตั้งนานนักหนาแล้ว และเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็คงจะจับกุมผู้ปฏิบัติการได้อย่างง่ายดายเหมือนกับการจับไก่ในกรง

และถ้าเป็นจริงดังว่านี้ก็ย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าข้อเท็จจริงที่ไอ้โม่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งเรื่องเสนอรัฐบาลว่าภาคใต้มีแต่โจรกระจอกงอกง่อยหรือโจรห้าร้อยก็เป็นข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดร้ายแรงอย่างที่สุด

และถ้าเป็นจริงดังว่านี้ก็หมายความด้วยว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดในระดับจังหวัดและทำเป็นคดีย่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ล้วนไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏสู่สาธารณะ หรือว่าอาจมีวาระซ่อนเร้นประการใด

และถ้าเป็นจริงดังว่านี้ก็หมายความว่าตำรวจทั้ง 11 อำเภอในจังหวัดนราธิวาสมีปัญหาในการทำงาน เพราะเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้กลับไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีข้อมูลรายงาน ซึ่งรวมทั้งหน่วยข่าวทั้งหลายในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วย

จะจริงหรือไม่จริงไม่ใช่สิ่งที่คอลัมน์นี้จะตัดสิน หากเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะต้องวินิจฉัยกันเอาเอง แต่ในฐานะที่เป็นประชาชนชาวไทยที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมืองและพอจะรู้เรื่องเบื้องหลังอยู่บ้าง ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องนำความเก่ามาเล่าสู่กันฟัง

ว่าขบวนการเบอซาตูเป็นอย่างไร กำเนิดขึ้นและสลายตัวลงอย่างไร ส่วนใครจะเสกสร้างเบอซาตูให้เป็นปิศาจตนใหม่ย่อมไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการนำเสนอในวันนี้

เบอซาตูเป็นเรื่องของอดีต เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2520 ในช่วงเวลานั้นพรรคคอมมิวนิสต์มลายาซึ่งเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีน เป็นเหตุให้กองทัพปลดแอกประชาชนมลายาทั้งกรมที่ 8,10 และ 12 เกิดข้อพิพาทขัดแย้งกันอย่างรุนแรง มีการฆ่าฟันกันเองล้มตายลงเป็นอันมาก

ในขณะนั้นแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ก็มิได้ประสบปัญหาร้ายแรงเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ยังคงดำเนินหน้าในนโยบายชนชาติส่วนน้อยในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เพื่อสามัคคีชนทุกหมู่เหล่าทำการปลดแอกประเทศไทยด้วยกำลังอาวุธตามทฤษฎีชนบทล้อมเมืองของเหมาเจ๋อตง

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า และเพื่อระดมพลังพี่น้องมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมสงครามจรยุทธ์ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจึงได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยคือชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ขึ้นมาอีกกองหนึ่ง มีชื่อภาษาไทยว่ากองทัพปลดแอกประชาชนมุสลิมไทยมลายู มีชื่อเป็นภาษายาวีว่าเบอซาตู

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้จัดส่งนักรบคนสำคัญที่มีชื่อจัดตั้งว่าสหายชาติเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธนี้ และมีคนประสานงานระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับเบอซาตู ซึ่งผู้ประสานงานที่ว่านี้ขณะนี้ก็ยังมีตัวตนอยู่ บางคนก็เป็นภริยาของแกนนำคนสำคัญในรัฐบาล บางคนก็ยังช่วยงานด้านความมั่นคงให้กับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

พี่น้องมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ซึ่งเห็นด้วยกับนโยบายชนชาติส่วนน้อยของ พคท. ก็ได้เข้าร่วมขบวนการเบอซาตู และได้รับการสนับสนุนและหนุนช่วยจากพรรคคอมมิวนิสต์มลายาทั้งสามกรม แม้ว่าพวกเขาต่างก็มีความขัดแย้งกันเอง

พรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้ชื่นชมการจัดตั้งขบวนการเบอซาตูในครั้งนั้น และได้แต่งเพลงขึ้นเพลงหนึ่งในจังหวะรองแง็ง ชื่อว่าเบอซาตูระยัต มีเนื้อความตอนหนึ่งเท่าที่จำได้ว่า “เบอซาตูลาระยัต มาลายูไทย เบอซาตูฮาตี เบอซามอ ซัวซูวอ” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่าสามัคคีประชาชนไทยมลายู รวมกายรวมใจเป็นหนึ่งเดียว

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้จัดส่งเพลงนี้ไปออกอากาศทางวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยหลายครั้ง

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าเบอซาตูคือขบวนการหรือกองกำลังติดอาวุธของประชาชนไทยมุสลิม ที่ได้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตามนโยบายชนชาติส่วนน้อยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั่นเอง ไม่ได้มีนโยบายที่จะแบ่งแยกดินแดนหรือตั้งเป็นรัฐอิสระแต่ประการใด

รัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ โดยพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้พลิกแปรสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวายในประเทศไทยและในภูมิภาคเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อได้สำเร็จ ในส่วนพื้นที่ภาคใต้ได้มีการทำสนธิสัญญาสงบศึกสามฝ่ายคือไทย มาเลเซีย และพรรคคอมมิวนิสต์มลายากันที่หาดใหญ่ ซึ่งต่อเนื่องจากการทำความตกลงร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ตามนโยบาย 66/2523 เป็นผลที่สำคัญทำให้มีการยุติการสู้รบของกองทัพปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา และยุติการสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากภายนอกประเทศ

ที่สำคัญคือกองทัพปลดแอกประชาชนมุสลิมไทยมาลายูหรือเบอซาตูก็ได้สลายตัวตามไปด้วย จึงเป็นอันว่านับแต่ปี 2531 เป็นต้นมา ขบวนการเบอซาตูจึงได้กลายเป็นขบวนการที่มีเกียรติภูมิในประวัติศาสตร์การสู้รบเพื่อประชาธิปไตยของประชาชนมุสลิมไทยมลายูในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

นับแต่รัฐบาลทักษิณจัดตั้งขึ้นแล้ว กลุ่มซากเดน ศอ.บต. เก่า ได้แจกแผนภูมิเกี่ยวกับขบวนการก่อการร้ายต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้หลายครั้งหลายหน โดยระบุรายละเอียดว่าประกอบด้วยขบวนการอะไรบ้าง ใครบ้าง แบ่งหน้าที่อะไรกันบ้าง โดยที่ยังไม่มีเบอซาตู

กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงล้วนเคยได้รับแผนภูมิชนิดนี้มาแล้วทั้งสิ้น และดูเหมือนว่าหน่วยหลัก ๆ ก็ได้รับเอกสารแผนภูมินี้ “เป็นตั้ง” จนเกิดการตรวจสอบกันขึ้น แล้วรู้ว่าทำมาจากจังหวัดไหน

ในขณะที่หลายคนหลายหน่วยล้วนแปลกประหลาดใจว่าในเมื่อรู้ข้อมูลละเอียดยิบถึงปานนี้ ไฉนเล่าขบวนการก่อการร้ายต่าง ๆ เหล่านั้นจึงไม่ถูกจับกุมปราบปราม และทุกครั้งที่เกิดเหตุก็ไม่เคยจับใครได้ คงอ้างแต่เหตุผลอย่างเดียวว่าหนีไปประเทศมาเลเซียแล้ว ทั้ง ๆ ที่อ้างกันตลอดมาว่ามาเลเซียสนับสนุนร่วมมืออย่างดียิ่ง

จู่ๆ ในปีนี้บรรดาขบวนการทั้งหลายในผังภูมิเหล่านั้นก็ได้ถูกระบุว่ารวมตัวกันเป็นขบวนการเบอซาตู และเป็นผู้รับผิดชอบในปฏิบัติการเจาะไอร้องครั้งนี้ ซึ่งต่อมาคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำของสำนักพิมพ์ผู้จัดการก็ได้เปิดเผยว่าผู้นำขบวนการเบอซาตูที่ถูกระบุนั้นแท้จริงก็เป็นเพียงคนขายเนื้อสะเต๊ะแก่ ๆ ในมาเลเซียเท่านั้น

ระวังให้ดีปิศาจเบอซาตูนี่แหละที่จะหลอกหลอนจนทำให้การปราบปรามผู้กระทำความผิดที่แท้จริงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต้องล้มเหลวไม่เป็นท่าเหมือนกับที่ผ่านมาทุกครั้ง และยังจะสร้างปัญหาใหญ่ให้บานปลายต่อไปจนยากจะแก้ไขในที่สุด  

pasit:
พลีชีพสู้ตาย
โดย พระบาท นามเมือง
   
เมื่อกล่าวถึงการพลีชีพสู้รบเรามักนึกถึงระเบิดพลีชีพและนึกไปถึงวิธีการของมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ถือว่านี่คือภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการทำจิฮัดเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

แท้แล้วการสู้รบแบบพลีชีพซึ่งเป็นวิธีต่อสู้ในรูปแบบหนึ่งที่ใช้การเสียสละชีวิตที่ใช้กำลังส่วนน้อยทำลายกำลังส่วนใหญ่ของศัตรูนั้น ไม่จำเป็นเสมอไปว่าจะต้องโยงประเด็นไปยังเรื่องของศาสนาก็ได้

เอาเป็นว่าในสงครามโลกครั้งที่สองนั้นฝูงบินกามิกาเซ่ของญี่ปุ่น ขับโดยนักบินกล้าหาญบินด้วยน้ำมันเติมมาเที่ยวเดียวมีเป้าหมายบินลงปล่องเรือรบศัตรูเพื่อทำลายล้างเป้าหมายใหญ่ให้แหลกเป็นจุล เป็นการเสียสละเพื่อชาติและจักรพรรดิ์

การก่อการร้ายด้วยการพลีชีพที่ถือว่าเป็นรูปแบบเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองที่ชัดเจนอีกกรณีหนึ่ง ถือได้ว่าคลาสสิคก็คือกรณีของกลุ่มทมิฬไทเกอร์ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเป็นเอกราชจากศรีลังกาทางตอนเหนือ พวกพลีชีพทมิฬไทเกอร์เหล่านี้เคยบุกเข้าไประเบิดพลีชีพศูนย์การค้าเวิร์ดเทรดในกรุงโคลอมโบเมื่อปี๑๙๙๗และเคยใช้ระเบิดพลีชีพลอยสังหารผู้นำประเทศศรีลังกามาแล้วสองราย

ปฏิบัติการด้วยระเบิดพลีชีพของพวกทมิฬไทเกอร์นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี๑๙๘๗แล้ว  แต่มีแรงดลใจมาจากลัทธิบูชาผู้นำของตัวหัวหน้ากลุ่มขบวนการทมิฬไทเกอร์มากกว่าศรัทธาความเชื่อในเรื่องศาสนาหรือจากอุดมการหรือมีความโน้มเอียงไปในทางรักชาติด้วยซ้ำไป

เช่นเดียวกับขบวนการปลดปล่อยชาวเคิร์ดให้เป็นรัฐอิสระซึ่งผู้ร่วมขบวนใช้ระเบิดพลีชีพยอมตายเป็นวิธีการต่อสู้ แต่ก็เป็นการต่อสู้เพื่อให้มีการปล่อยตัวผู้นำของตนที่ถูกจับกุม มากกว่าใช้ศรัทธาทางศาสนามุสลิม อิทธิพลของศาสนามีน้อยกว่าอิทธิพลจากอุดมการมาร์กซิสและเลนินในการต่อสู้ของขบวนการนี้

พวกที่เสียสละชีวิตด้วยการพลีชีพนั้น แต่เดิมนั้นถูกมองว่ามาจากพวกที่สังกัดกลุ่มยากจน ดังกรณีพวกปาเลสไตน์กลุ่มพลีชีพแรกๆที่ส่วนมากเป็นเด็กวัยหนุ่มผู้ชายโสด เคร่งครัดในศาสนา และไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง โกรธแค้นพวกอิสราเอลไม่ก็มีญาติพี่น้องถูกฆ่าโดยทหารอิสราเอล ต้องการแก้แค้นหรือไม่ก็ไปพลีชีพเพื่อหวังผลตอบแทนทางการเงินเพื่อมาจุนเจือครอบครัวหลังตาย

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องความยากจนถูกตัดออกไปหลังเกิดเหตุการณ์๑๑กันยาฯ เงื่อนไขและความเชื่อเรื่องความยากจนหรือความคับแค้นใจว่าคือปัจจัยในการตัดสินใจพลีชีพถูกประเมินกันใหม่เพราะพวกสลัดอากาศที่พลีชีพขับเครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรดนั้น มาจากครอบครัวมีอันจะกิน บางคนมาจากครอบครัวมีฐานะดี มีชีวิตค่อนข้างจะอบอุ่น มีการศึกษาดีด้วยซ้ำไป

ระยะหลังๆนี้พวกมือระเบิดพลีชีพในปาเลสไตน์ก็ใช่ว่าจะมาจากกลุ่มที่ยากจนอีกต่อไป หลายคนมาจากครอบครัวมีฐานะดี และมีระดับการศึกษาสูงและไม่ใช่เป็นพวกเคร่งครัดศาสนาเหมือนสมัยก่อนๆ

พวกแบ่งแยกดินแดนทมิฬไทเกอร์ในศรีลังกา ก็ไม่ใช่ผู้ชายเสมอไป แต่นิยมใช้ผู้หญิงเช่นเดียวกับพวกกบฎเชเชนก็เป็นผู้หญิง และบางกลุ่มของพวกพลีชีพในปาเลสไตน์ก็เป็นผู้หญิงมากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงนั้นมักไม่ค่อยตกเป็นผู้อยู่ในข่ายที่ต้องจับตาสงสัยโดยเจ้าหน้าที่มากกว่าผู้ชายในการก่อการร้าย

ดังนั้นในระยะหลังๆนี้ แทนที่จะหาเอกลักษณ์ของผู้พลีชีพด้วยการดูจากรูปลักษณ์ภายนอกและประวัติส่วนตัวที่เป็นแบบแผนของกลุ่มผู้พลีชีพ ผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์กลุ่มผู้พลีชีพจึงหันไปสนใจผู้สนับสนุนและขบวนการผู้ฝึกฝนและผู้ว่าจ้างหรือกลุ่มการเงินและกลุ่มอุดมการให้ท้ายพวกพลีชีพว่าได้รับประโยชน์จากการระเบิดพลีชีพมากกว่า และได้ตัดประเด็นที่ว่าพวกระเบิดพลีชีพเป็นพวกบ้าบิ่นหรือพวกทำงานคนเดียวเพื่อความเด่นดังออกไปด้วย

กลุ่มฮามาสหรือกลุ่มปาเลสไตน์บางกลุ่มที่ใช้ขบวนการพลีชีพนั้นมีการจัดตั้งและจัดหามือระเบิดพลีชีพเข้าไว้ในสังกัดอย่างเป็นระบบและเป็นขบวนการ มีการอบรมทั้งในด้านความคิดอุดมการในเชิงปฏิบัติการ พวกพลีชีพจะเขียนบันทึกแสดงเจตนารมย์และมีการถ่ายภาพวีดีโอและภาพถ่ายไว้เพื่อจัดทำใบปลิวไว้ก่อนลงมือเพื่อทำการโฆษณาชวนเชื่อหลังปฏิบัติภารกิจ

ในแง่ยุทธวิธี ผู้ก่อการร้ายถือว่าการพลีชีพถือว่าการพลีชีพมีความเสี่ยงและความสูญเสียน้อยที่สุด ลงทุนต่ำ ขณะที่ได้ผลมากและมีอานุภาพในการทำลายล้างสูง คุ้มค่า มีผลในแง่การเขย่าขวัญ มีผลกระทบต่อจิตวิทยาการสูญเสียให้กับฝ่ายข้าศึกอย่างมาก โดยเฉพาะตะวันตกที่ให้ค่าความเป็นมนุษย์ของพวกตนเองไว้สูง

ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกเสมอก็คือระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อญี่ปุ่นใช้วิธีการพลีชีพกามิกาเซ่นั้น อเมริกันถึงกับเชื่อว่าญี่ปุ่นคงจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆแม้การศุ้รบจะถึงขั้นสู้รบขึ้นบกที่แผ่นดินญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นคงจะสู้ตายจนคนสุดท้าย และกล่าวกันว่าความเชื่อแบบนี้เองที่ทำให้อเมริกาตัดสินใจต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์ไปถล่มที่ฮิโรชิม่าและนางาซากิในขั้นตอนสุดท้ายของสงคราม

ทุกวันนี้โฉมหน้าของระเบิดพลีชีพได้กลายไปเป็นรูปแบบใหม่รูปแบบหนึ่งของกระบวนการทำสงครามนอกแบบและสงครามกองโจรในเมืองซึ่งเขย่าขวัญที่สุดไปแล้วในสงครามสมัยใหม่

ดังนั้นหลายประเทศในฝ่ายตะวันตกจึงพยายามค้นหาวิธีต้านสงครามระเบิดพลีชีพ โดยค้นหาแหล่งฝึกอบรมของขบวนการเหล่านี้โดยอาศัยกระบวนการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งข่าวกรองผ่านดาวเทียมและรูปแบบการข่าวแบบอื่นๆเช่นส่งสายลับเข้าไปแทรกซึม ที่ได้ผลก็คือหาทางจับเป็นคนในขบวนการโดยตรงและเค้นเอาความลับเพื่อทำลายวงในขบวนการให้สิ้นซาก แต่ในความเป็นจริงนั้นขบวนการพลีชีพนั้นแตกย่อยเป็นกลุ่มเล็กเล็กๆย่อยๆยากที่จะเจาะทำลายได้ทั้งหมด

ตราบใดที่ยังมีสงครามอธรรม มีการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ มีการยึดครอง การต่อสู้ที่ผิดศีลธรรมยังคงอยู่ ตราบนั้นมนุษย์ก็จะยังคงหาทางพัฒนากลวิธีและเท็คนิคต่างๆมาใช้ กระทั่งพร้อมที่จะสละชีวิตและใช้ร่างกายเป็นอาวุธในการต่อสู้เพื่อเอาชนะศัตรูที่เขาเห็นว่าเข้ามารุกรานในสงครามที่เห็นว่าไม่ชอบธรรมต่อไป