คุณตาเป็นครูคนแรกที่สอนครูขิมไม่ให้มองโลกนี้แค่สีดำกับขาว ให้รู้จักว่าโลกนี้ยังมีมุมมองอีกหลายอย่างเกินกว่าที่เราจะไปตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก

ถ้าครูขิมจะมีความฉลาดหรือหัวทางด้านดนตรีและศิลปะติดในมายีนซักน้อยนิด...ก็คงได้ส่วนหนึ่งมาจากคุณตานั่นเอง

หลายครั้งที่คุณตาของครูขิมโผล่ขึ้นมาในความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เจอกับปัญหาหรือสถานการณ์อะไร หรือแม้แต่เหตุการณ์บางอย่างเล็กๆน้อยๆ ครูขิมมักจะนึกว่า ถ้าตาอยู่ ตาคงจะบอกว่า....

เพราะคุณตามักจะมีคำพูดคำสอนหรือแนวคิดต่างๆที่ฟังแล้วได้ทั้งความรู้ ทางออกและความสบายใจ ใครๆก็ชอบอวดอ้างว่าคนที่ตัวเองรักฉลาด แต่จะเอาอะไรมาพิสูจน์ว่าคนที่เราอวดอ้างอยู่นั้นฉลาดจริงๆ หรือว่าเราแค่คิดไปเพราะความลำเอียง

ตาจบ ป.4 ตามสูตรคนบ้านนอกในยุคนั้น(ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ  คุณตาอายุประมาณ 20) เป็นชาวนามาตั้งแต่รุ่นทวด ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เช่านาเขาทำกับยาย ตามีหัวทางด้านช่าง ตาแกะสลักรูปเทวดาขายหรือที่พวกลูกๆหลานๆเรียกกันว่า รูปพรหมสี่หน้า แกะสลักเครื่องเรือนเอง สร้างบ้านเอง เขียนแบบเอง คุมก่อสร้างรวมถึงลงมือเองด้วย สมัยที่สร้างพระตำหนักภูพิงค์ ตาก็เป็นคนงานในนั้น และหัวหน้าคนงานก็ยังอยากได้ตาไปเป็นทีมงานด้วยตอนที่จะเดินทางไปสร้างพระตำหนักภูพานต่อ แต่ตาก็มียายและมีแม่แล้ว ก็เป็นอันจบงานก่อสร้างเพียงเท่านั้น

ในสมัยนั้นไม่มีใครนิยมให้ลูกเรียนสูงๆ เรียนจบภาคบังคับแล้วก็ให้ออกมาช่วยทำมาหากินแต่บ้านเรา(บ้านตากับยาย)เป็นบ้านเดียวที่ตาให้ลูกๆทั้ง 3 คนเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แม่สอบทุนได้ไปเรียนต่อถึงเมืองนอกและกลับมาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย(ถือว่าหรูมากสำหรับสมัยนั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนบ้านนอกจนๆอย่างบ้านเรา)

หลังจากที่เช่าเขาทำนามานาน ตากับยายเก็บเงินได้และซื้อที่ดินผืนหนึ่ง(ประมาณ 10 ไร่) และตอนนี้มันก็ตกมาถึงมือครูขิม และก็คงจะตกถึงมือลูกหลานต่อไปเพราะมันเป็นอนุสรณ์ความขยันและอดทนของตากับยาย ใครจะอยากขาย...จริงไหม

ตอนเล็กๆ ครูขิมโตมาด้วยมือของตากับยายไม่น้อยกว่าด้วยมือของพ่อกับแม่ คนที่เล่านิทานก่อนนอนก็คือคุณตานี่แหละ นิทานของตาส่วนใหญ่ก็เป็นชาดก(เพราะคุณตาคุณยายเป็นอุบาสก-อุบาสิกา นอนวัดทุกช่วงเข้าพรรษา)แล้วก็มีคติธรรมสอนใจไปในตัว มานั่งนึกๆดูแล้ว ที่ทุกวันนี้ครูขิมเกรงกลัวเรื่องบาปบุญคุณโทษจนเข้าสายเลือดก็คงอิทธิพลจากตากับยายนี่แหละ

เวลาเกิดความเปลี่ยนแปลงกับตัวเอง การพัฒนาการทางด้านสังคม ทำไมคนนั้นถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมเวลาหลับตาแล้วมันเห็นเหมือนมีแสงสลัวๆลอยผ่านตาไป ตามีคำอธิบายที่ฟังง่าย วิธีการบอกก็ฟังแล้วสบายใจ ไม่น่ากลัว ฟังแล้วรู้สึกปลอดภัย เวลาครูขิมไปทะเลาะกับใครหรือโดนเพื่อนแกล้ง แล้วมาถามตาว่าทำไมมันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตาก็ตอบได้เข้าใจง่าย ไม่เข้าข้างหลาน ไม่เข้าข้างเพื่อน คุณตาเป็นครูคนแรกที่สอนครูขิมไม่ให้มองโลกนี้แค่สีดำกับขาว ให้รู้จักว่าโลกนี้ยังมีมุมมองอีกหลายอย่างเกินกว่าที่เราจะไปตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก

เมื่อคืนนี้ครูขิมส่องกระจก มองเห็นตัวเองในทรงผมเมื่ออยู่มหาวิทยาลัยบนใบหน้าที่เริ่มเห็นถุงใต้ตาและร่องแก้มชัดเจนขึ้น ถ้าถามตา ตาก็คงจะบอกว่า หน้าครูขิมเหมือนลูกโป่งสวรรค์ ตอนเป่าใหม่ๆมันก็ตึง แต่ตอนนี้มันตึงมานานแล้วมันก็ต้องเหี่ยวต้องหย่อนเป็นธรรมดา แต่ยังไงก็ตาม สีของลูกโป่งมันก็ยังเป็นสีเดิม เราเคยชอบสีของมันยังไง มันก็ยังเป็นสีนั้นอยู่ จะไปดูที่รอยเหี่ยวของมันทำไมในเมื่อสิ่งสำคัญมากกว่าที่เราชอบลูกโป่งลูกนี้คือสีสันของมัน

ทั้งที่คุณตาไม่อยู่แล้วตั้งแต่เมื่อปี 41 แต่ทำไมครูขิมยังจินตนาการออกชัดแจ๋วก็ไม่รู้ว่าตาจะต้องพูดอย่างนี้

บางที คุณตาอาจจะไม่เคยจากไปไหนเลยก็ได้....