หากจะกล่าวถึงภัยคุกคามที่สำคัญในปัจจุบันของประชาคมโลกคงจะหนีไม่พ้นภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ เห็นได้จากกรณีของเกาหลีเหนือที่เคยมีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ใต้ดินเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2006 กับ กรณีของอิหร่านที่ถูกสันนิษฐานว่าอาจกำลังลักลอบผลิตอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากที่ผ่านมาอิหร่านมีการปกปิดการดำเนินกิจกรรมนิวเคลียร์บางส่วนที่ควรแจ้งแก่สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมีการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับสูง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้
ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์มิได้ถือเป็นเรื่องใหม่ของประชาคมโลก หากแต่เป็นภัยคุกคามที่ประชาคมโลกเริ่มตระหนักมาตั้งแต่อดีตโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐฯที่เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1945ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของประชากรเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ นำมาซึ่งแนวความคิดของประชาคมโลกเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์เป็น 2 ลักษณะคือ
1. การแสวงหามาตรการมาสกัดกั้นการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อมิให้เทคโนโลยีทางด้านอาวุธนิวเคลียร์นั้นขยายวงกว้างไปสู่ประเทศอื่นๆ อันอาจนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศในอนาคตได้ ยกตัวอย่างกรณีของสนธิสัญญาห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ค.ศ. 1968 (Nuclear Non - Proliferation Treaty: NPT)[i]
2. การแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองเพื่อสร้างความเป็นมหาอำนาจและความมั่นคงให้กับประเทศตน อันเป็นการป้องกันภัยคุกคามจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ตัวอย่างของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองต่อจากสหรัฐฯ ที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์สำเร็จเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1945 ได้แก่ อดีตสหภาพโซเวียต (23 กันยายน ค.ศ. 1949) สหราชอาณาจักร (3 ตุลาคม ค.ศ. 1952) ฝรั่งเศส (13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960) และจีน (15 ตุลาคม ค.ศ. 1964) ซึ่งต่อมาประเทศเหล่านี้ได้กลายมาเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Weapon State : NWS) ภายใต้สนธิสัญญาห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์[ii]
อย่างไรก็ตาม แม้ประชาคมโลกจะมุ่งแสวงหามาตรการมาสกัดกั้นการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่จากสถานการณ์ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า อาวุธนิวเคลียร์ก็ยังคงถือเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลกต่อไป ดังกรณีของเกาหลีเหนือและอิหร่านที่ดิฉันได้กล่าวไปในข้างต้น ประกอบกับประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครองอย่างชัดแจ้ง อาทิ อินเดีย กับ ปากีสถาน หรือแม้แต่อิสราเอลที่ถูกสันนิษฐานว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นเรื่องที่จะได้หยิบยกมากล่าวในโอกาสต่อๆ ไป
Astro Girl
[i] ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญาคือประเทศที่สามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองได้ พิจารณาจากรัฐที่มีการผลิตและใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน วันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1967
[ii] เรื่องของสนธิสัญญาห้ามแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์จะได้มีการกล่าวถึงรายละเอียดในบทความลำดับถัดๆ ไป
สมัยเรียนมัธยมเคยดูนิทรรศการเกี่ยวกับภัยของอาวุธนิวเคลียร์ จัดที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬา มีภาพจำลองของกรุงเทพหากถูกทะลายด้วยระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy... มีภาพเหยื่อระเบิด ภาพความทุกข์ยากที่ตามมา รวมทั้งมีโมเดลจำลองของ Little Boyตั้งอยู่กลางงาน น่ากลัวมากๆ อดคิดไม่ได้ว่าทำไมคนเราต้องสร้างสิ่งที่มันมีอันตรายขนาดนี้ให้มีในโลก...
ภายหลังความล้มเหลวทางเศรษฐิกจของนโยบาย "เปเรสทรอยก้า" ทำให้รัฐบริวารต่างๆของ อดีตสหภาพโซเวียตพากันแยกตัว จนนำมาสู่ความล่มสลายในที่สุด องค์ความรู้ทางด้านนิวเคลียร์ต่างๆที่สั่งสมมาในช่วงสงครามเย็น ก็ติดตัวบรรดาเหล่านักวิทยาศาตร์และวิศกรนิวเคลียร์ ที่พากันพาเหรดออกจากประเทศ ไปหาผู้อุปถัมค้ำชูใหม่ในตะวันออกกลาง อันนี้ผมว่าเป็นจุดเริ่มของการเผยแพร่ธรรมะทางนิวเคลียร์ให้กับโลก... อะตอมที่แตกออกด้วยความไม่เที่ยง กำลังจะทำให้สันติภาพของโลกนี้เดี้ยงในที่สุด