ปรัชญาในเนื้อหาของเพลง ผมคิดว่าน่าจะเชื่อมโยงไปยังพุทธปรัชญาของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ขึ้นชื่อว่าเพลงร็อค คนทั่วไปคงนึกถึงความเร่าร้อนสนุกสนาน กร้าวร้าว ถูกต้องแล้วครับ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผมคิดว่ายังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ถึงแม้ว่าเพลงร็อคจะมีท่วงทำนองที่หนักแน่น เร่าร้อน แต่ในด้านเนื้อหาแล้ว ผมคิดว่ามีหลายเพลงที่มีเนื้อหาค่อนข้างจะเป็นปรัชญาเอามากๆ เพลง “ด้วยตัวเราเอง” ของวง The Olarn Project จากอัลบั้มชุดแรกของวง (ชุด กุมภาพันธ์ 2528) เป็นเพลงหนึ่งที่ให้ข้อคิดด้านปรัชญาการดำเนินชีวติและทำงานได้เป็นอย่างดี The Olarn Project เป็นวงดนตรีเพลงร็อคภาคภาษาไทยยุคแรกๆ ที่เล่นได้ค่อนข้างหนักหน่วงที่สุดในยุคเมื่อกว่า 25 ปีก่อน ซึ่งเทียบเท่าวงของเมืองนอกได้ในระดับ Hard Rock จนถึง Heavy Metal ได้อย่างสบายๆ
ภาพและข้อมูลบางส่วนจาก http://www.theolarnproject.com
ด้วยตัวเราเอง
คำร้อง : ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์
ทำนอง : โอฬาร พรหมใจ
ขับร้อง : ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์
คนเรานั้นความฝันสลาย
เพราะต้องแพ้พ่ายลมปากคน
คนนั้นพูดอย่างโง้น
คนโน้นพูดอย่างนี้
คนละทีสองทีให้เราสับสน
* อย่าไปฟังคนอื่นเขาจนเราเสียการ
อย่าไปฟังคนอื่นเขาจนเราเสียงาน *
** เรา, เราต้องทำด้วยหัวใจที่มั่นคง
เรา, เราต้องทำด้วยหัวใจที่เบิกบาน
ด้วยแรงกาย ด้วยปัญญาของเราเอง
เราทำได้ด้วยตัวของเราเอง **
เลิกความคิดว่าทำไม่ได้
พยายามต่อไปคงสำเร็จดังหวัง
เลิกใส่ใจเสียงนกเสียงกา ศรัทธาอันแรงกล้ามิอาจหยุดยั้ง
ซ้ำ (*,**)
แล้วเราจะพึ่งใคร (ก็ตัวเราเอง)
แล้วใครจะช่วยเรา (ก็ตัวเราเอง)
ถ้าเราทำพลาดพลั้งไป (เราแก้ไขเอง)
แล้ว (ไอ้) พวกปากเสียละ ฮ่าๆๆ
ซ้ำ (**)
เพลงนี้ประพันธ์เนื้อร้องโดย ปฐมพงษ์ สมบัติพิบูลย์ หรือที่คนรุ่นหลังรู้จักกันดีในนามของ โป่ง หินเหล็กไฟ หรือ โป่ง The Sun นั่นเอง จะเห็นว่าเนื้อหาของเพลงจะเน้นนำเสนอในการให้กำลังใจให้คนมีความมั่นใจ เชื่อมั่นในหลักการ กล้าคิดกล้าทำ มองเห็นทางออกในทุกปัญหา (ทุกปัญหามีทางออก) พยายามแก้ไขด้วยตัวเองก่อน ก่อนที่จะขอความช่วยเหลือจากใคร แก้ปัญหาด้วยสติสมาธิ
จากปรัชญาในเนื้อหาของเพลง ผมคิดว่าน่าจะเชื่อมโยงไปยังพุทธปรัชญาของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดังนี้
- จากเนื้อเพลงในท่อนแรกๆ “คนเรานั้นความฝันสลาย เพราะต้องแพ้พ่ายลมปากคน คนนั้นพูดอย่างโง้นคนโน้นพูดอย่างนี้ คนละทีสองทีให้เราสับสน อย่าไปฟังคนอื่นเขาจนเราเสียการ อย่าไปฟังคนอื่นเขาจนเราเสียงาน “ จะเป็นการสอนให้คน มีความมั่นใจ เชื่อมั่นในหลักการ ซึ่งน่าจะเทียบได้กับการยึดหลักธรรมาธิปไตย คือ ยึดหลักธรรมทางสายกลางในการดำเนินชีวิต ไม่ยึดตัวเองเป็นใหญ่ (อัตตาธิปไตย) หรือเชื่อตามสังคมมากเกินไป เป็นไม้หลักปักเลน จนไม่มีหลักให้ยึด (โลกาธิปไตย)
- จากเนื้อเพลงในช่วงสร้อย “เรา, เราต้องทำด้วยหัวใจที่มั่นคงเรา เรา , เราต้องทำด้วยหัวใจที่เบิกบาน ด้วยแรงกาย ด้วยปัญญาของเราเอง เราทำได้ด้วยตัวของเราเอง” จะเห็นว่า การทำงานหรือแก้ปัญหา จะต้องทำด้วยสติ และสมาธิที่มั่นคง เมื่อมีสติและสมาธิที่มั่นคงแล้วก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาเอง การทำงานต้องทำด้วยความเบิกบานสำราญใจ ซึ่งตรงกับธรรมข้อแรกในอิทธิบาทสี่ (ฉันทะ) คือมีความชอบใจ พอใจกับงานที่ธรรม ทำงานด้วยใจรัก
- จากเนื้อเพลงในช่วง “เลิกความคิดว่าทำไม่ได้ พยายามต่อไปคงสำเร็จดังหวัง เลิกใส่ใจเสียงนกเสียงกา ศรัทธาอันแรงกล้ามิอาจหยุดยั้ง” จะเห็นว่าตรงกับธรรมข้อที่สอง และข้อสามในอิทธิบาทสี่ (วิริยะ และจิตตะ ) คือ มีความอดทน และตั้งใจทำอย่างใจจดใจจ่อ ไม่เลิกล้มความคิดง่ายๆ มองสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นการเรียนรู้ ดังตัวอย่างของทอมัส อัลวาเอดิสัน ที่ถูกถามว่าคุณการหาไส้หลอดมา 999 ครั้งแล้ว ทำไมยังไม่สำเร็จอีก แต่เขากลับตอบว่า 999 ครั้ง ที่ไส้หลอดยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เขาตอบว่า เขาค้นพบว่าเป็น 999 ครั้งของการเรียนรู้ถึงสิ่งที่ยังไม่เหมาะกับการเป็นไส้หลอดที่ดีต่างหาก
- จากเนื้อเพลงในช่วงสุดท้าย “แล้วเราจะพึ่งใคร (ก็ตัวเราเอง) แล้วใครจะช่วยเรา (ก็ตัวเราเอง) ถ้าเราทำพลาดพลั้งไป (เราแก้ไขเอง)” จะตรงกับหัวข้อธรรมใน อัตตาหิ อัตโนนาโถ (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) แก้ปัญหาด้วยเหตุผล ด้วยโยนิโสมนสิการ โดย คิดถูกต้องตามความเป็นจริงโดยอาศัยการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและคิดเชื่อมโยงตีความข้อมูลเพื่อนำไปใช้ต่อไป อันได้แก่การ การคิดถูกวิธี คิดอย่างมีระเบียบตามขั้นตอน คิดอย่างมีเหตุผลเชื่อมโยง และคิดอย่างเป็นกุศล



เป็นแฟนเพลงพี่โอ้ (โอฬาร) เหมือนกันครับ น่าแปลกที่วง Heavy Metal ,Speed Metal อย่าง ดอนผีบิน(วงที่ชอบ) หรืออีกหลายๆวง มีท่วงทำนอง ที่หนักหน่วง ปวดหัวกะบาล จะมีเนื้อหาที่แฝงปรัชญาชีวิตและสะท้อนสังคม ที่แยบคาย
ต่างกับพวก rock หน่อมแน้มที่ขายให้วัยรุ่นกันทุกวันนี้ เนื้อหาวนเวียนแต่ รักๆ อกหัก หักอก ฉันกับเธอ เธอกับฉัน ฟังแล้วสะอิดสะเอียน หรือว่าเรื่องชีวิตจริงมันหนักหัวกะบาล เลยต้องหาอะไรหวานๆประโลมใจ..
เป็นเพลงที่ทำให้ผมต้องนึกเนี้อเพลงนี้ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจอะไรในชีวิต หลายๆครั้ง ผมใช้เพลงที่พี่โป่งแต่งเป้นเหมือนสิ่งที่นำทางชีวิตและกำลังใจครับ แต่เพลงที่ให้กำลังใจ เพลงเฮฟวี่เมทัลกลิ่นอายยุค70-80 กลับหดหายจากวงการเพลงไทยไปทุกที เพราะการวิ่งตามเมืองนอกแนวเพลงใหม่ๆเพียงอย่างเดียว เมือมีอะไรเข้ามาใหม่ก้วิ่งตาม ขาดการพัฒนาปรับเปลี่ยนแนวทางสิ่งเดิมที่เคยมี เพลงไทยจึงอยู่ในสภาพที่วิ่งตาม ขาดความเป้นตัวของตัวเอง ไม่เกิดการตกผลึก ผมได้แต่หวังว่าเพลงของพี่โป่งและวงเอฟวี่เมทัลไทยยุคก่อนๆมา จะเป็นวงในตำนานที่เด็กรุ่นใหม่น่าจะให้การเค้ารพและจดจำตลอดไปครับ เฮฟวี่เมทัลจงเจริญ