หลังจากที่ได้ยกเอาเนื้อความในพรหมชาลสูตรทีฆนิกายมาสู่สายตาท่านผู้อ่านพอสมควรแล้ว ข้าพเจ้าขอยกเอาอรรถกา(คำอธิบาย)มาให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาบ้าง ในที่นี้ท่านอรรถกถาจารย์ได้สาธกอุทาหรณ์ถึงการเกิดมีขึ้นของคำภีร์ทีฆนิกายนี้เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อพระพุทธองค์ได้อุบัติขึ้นมาในโลกและดับขันธ์ปรินิพพานในวันเพ็ญวิสาขปูรณมีขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๘๐ พระวัสสา
ต่อมาท่านพระมหากัสสปะผู้สังฆเถระได้สดับคำของหลวงตาสุภัททหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๗ วันว่า “พอกันทีอาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกไปเลย อย่าร่ำไรไปเลย เราทั้งหลายพ้นดีแล้วจากพระมหาสมณะนั้น ด้วยว่าพวกเราถูกท่านจู้จี้บังคับว่า สิ่งนี้ควรแก่เธอทั้งหลาย สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้ แต่บัดนี้พวกเราปรารถนาสิ่งใด จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด จักไม่กระทำสิ่งนั้น ดังนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ท่านจึงประสงค์ที่จะรวบรวมพระธรรมวินัยไว้เพราะเหตุไร? ก็เพราะว่าตราบใดที่พระธรรมวินัยดำรงอยู่ ปาพจน์(คำสอน)ก็หาชื่อว่ามีศาสดาล่วงแล้วไม่ อยู่ตราบนั้น สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดอันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้นจักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ดังนี้” พระเถระคิดว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงสังคายนา(รวบรวม)พระธรรมวินัย โดยวิธีที่พระศาสนานี้จะมั่นคงดำรงอยู่ชั่วกาลนาน.
ต่อจากนั้นพระเถระกล่าวว่า เอาเถิดท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราทั้งหลายจะสังคายนาพระธรรมวินัย ต่อไปเบื้องหน้าอธรรมรุ่งเรือง ธรรมจะร่วงโรย ต่อไปเบื้องหน้าอวินัยจะรุ่งเรือง วินัยจะร่วงโรย ต่อไปเบื้องหน้าอธรรมวาทีมีกำลัง ธรรมวาทีจะอ่อนกำลัง ต่อไปเบื้องหน้าอวินัยวาทีมีกำลัง วินัยวาทีจะอ่อนกำลัง. (ต่อมาเหตุการณ์ก็เป็นดังนั้นจริงๆ)
ภิกษุในที่ประชุมจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอพระเถระโปรดเลือกภิกษุทั้งหลาย(เพื่อทำการสังคายนา)เถิด.
ฝ่ายพระเถระเว้นภิกษุปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์สุกขวิปัสสก ผู้ทรงพระปริยัติ คือ นวังคสัตถุสาสน์ทั้งสิ้น เป็นจำนวนหลายร้อยหลายพันรูป เลือกเอาเฉพาะภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ประเภทเตวิชชา เป็นต้น ซึ่งทรงพระปริยัติ คือ พระไตรปิฏกทั้งหมด บรรลุปฏิสัมภิทา มีอานุภาพยิ่งใหญ่ โดยมากพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะที่พระสังคีติกาจารย์หมายกล่าวคำนี้ไว้ว่า ครังนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะเลือกพระอรหันต์ไว้ ๕๐๐ หย่อนหนึ่งองค์ ดังนี้.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระมหากัสสปะเถระจึงทำให้หย่อนไว้องค์หนึ่ง?
ตอบว่า เพื่อไว้โอกาสแก่พระอานนท์เถระ เพราะทั้งร่วมกับพระอานนท์ ทั้งเว้นจากพระอานนท์เสีย ไม่อาจทำการสังคายนาพระธรรมวินัยได้.
แต่เพราะนวังคสัตถุศาสน์มี สุตตะ เคยยะเป็นต้นข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งพระทศพลแสดงแล้ว ที่ชื่อว่าไม่ประจักษ์ชัดแก่พระอานนท์ชื่อว่าไม่มี ดังคาถาที่ท่านประพันธ์ว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นไปแก่ข้าพเจ้า ธรรมเหล่านั้น ข้าพเจ้ารับมาจากพระพุทธเจ้าแปดหมื่นสองพัน รับมาจากภิกษุสองพัน รวมเป็นแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ เพราะฉะนั้น เว้นพระอานนท์เสียก็ไม่อาจทำสังคายนาได้.
ถามว่า แม้เป็นเช่นนั้นแม้พระอานนท์จะยังเป็นพระเสขะ(ยังต้องศึกษา)อยู่พระเถระก็ควรเลือก มิใช่หรือ เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะในการสังคายนาพระธรรมวินัยมาก แต่เหตุไฉนจึงไม่เลือก?
ตอบว่า เพราะจะหลีกเลี่ยงคำติเตียนของผู้อื่น.
ความจริงพระเถระเป็นผู้คุ้นเคยกับท่านพระอานนท์อย่างยิ่ง จริงอย่างนั้น ถึงท่านพระอานนท์จะศีรษะหงอกแล้ว พระมหากัสสปะเถระยังเรียกด้วยคำว่า เด็ก ในประโยคว่าเด็กคนนี้ไม่รู้จักประมาณเลยดังนี้.
อนึ่งท่านพระอานนท์เกิดในตระกูลศากยะ เป็นพระอนุชาของพระตถาคต เป็นโอรสของพระเจ้าอา. ในการคัดเลือกพระอานนท์เถระนั้นภิกษุบางพวกจะเข้าใจว่า ดูเหมือนจะลำเอียงเพราะรักใคร่กัน จะพากันติเตียนว่า “พระมหากัสสปะเถระมองข้ามภิกษุผู้ได้บรรลุปฏิสัมภิทาชั้นอเสขะไปเป็นจำนวนมาก แล้วเลือกพระอานนท์เถระผู้บรรลุปฏิสัมภิทาชั้นเสขะ” เมื่อจะหลีกเลี่ยงคำติเตียนนั้น ด้วยการพิจารณาว่า
เว้นท่านพระอานนท์เสีย ไม่อาจทำการสังคายนาธรรมวินัยได้ เราจักรับท่านพระอานนท์นั้นโดยอนุมัติของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายพากันขอร้องพระมหากัสสปะเถระเพื่อเลือกพระอานนท์เสียเอง สมดังคำพระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวกะท่านพระมหากัสสปะเถระดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญท่านพระอานนท์นี้แม้จะยังเป็นพระเสขะอยู่ก็จริง แต่ก็ไม่ถึงอคติเพราะรัก เพราะชัง เพราะกลัว เพราะหลง ด้วยว่าพระอานนท์ได้เล่าเรียนพระธรมวินัยในสำนักพระศาสดาเจ้าเป็นจำนวนมาก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระเถระโปรดเลือกพระอานนท์เถิด.
ครั้นแล้วท่านพระมหากัสสปะจึงได้เลือกท่านพระอานนท์ โดยนัยดังกล่าวอย่างนี้ จึงเป็นพระเถระ ๕๐๐ องค์ รวมทั้งท่านพระอานนท์ ที่พระมหากัสสปเลือกโดยอนุมัติของภิกษุทั้งหลาย.
ครับนี้เป็นการเล่าย้อนกลับไปก่อนที่คัมภีร์ทีฆนิกายนี้มีความเป็นมาอย่างไร โดยได้กล่าวถึงตั้งแต่พระพุทธองค์ปรินิพพาน แล้วพระเถระ ๕๐๐ องค์เริ่มทำสังคายนา เรื่องการเลือกภิกษุเพื่อทำการสังคายนารวบรวมพระธรรมวินัยนี้ ถ้าท่านทั้งหลายจำได้รู้สึกว่าจะเป็นประเด็นปัณหาอยู่เหมือนกันถึงกับมีหนังสือออกมาโต้ตอบกันก็เคยมาแล้ว และก็จะเป็นต่อไป
ผมจึงขอยกมาให้ท่านผู้อ่านได้เห็นเหตุที่มาอันเป็นไปทั้งหมด เพื่อประดับการศึกษาไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ที่ยกมาทั้งหมดนั้นเป็นเพราะผมชอบสำนวนอรรถกถาครับ อ่านแล้วไพเราะดี จับใจ จับใจ จับใจฯฯฯฯ
สวัสดีค่ะ
จริงๆแล้วต้องขอบคุณหลวงตาสุภัททะนะคะที่กล่าวประโยคดังกล่าวขึ้น
พระมหากัสสปะจึงยกมาเป็นเหตุในการสังคายนาพระธรรมวินัย
ทุกอย่าง เป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยแท้นะคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบพระคุณ คุณณัฐครับปีใหม่คงสบายดีนะครับ ช่วงนี้กำลังยุ่งเลยไม่ค่อยได้เขียนติดต่อกันเท่าไร ผมยอมรับนะครับว่าการจัดระเบียบลำดับเหตุการณ์ค่อนข้างสับสนหน่อย สาเหตุเป็นเพราะว่ายกมาเขียนตามอารมณ์ไม่ได้วางแผนมาก่อนเพราะฉะนั้นจึงขออภัยท่านผู้อ่านมาในที่นี้ด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ไม่เป็นระเบียบเพราะเป็นเอกลักษ์ของนักเขียนวนิพก ครับ เห็นคุณณัฐมาให้กำลังใจทำให้อยากจะเขียนต่อ เพราะว่าธรรมดาเรื่องธรรมะนี่คนส่วนมากมักไม่ค่อยอยากอ่านจะเป็นด้วยสาเหตุอะไรก็เหลือจะคาดเดา เพราะฉะนั้นท่านที่เข้ามาให้กำลังใจ ๑๐ กว่าท่านนี่ผมถือว่าคุ้มครับ
สวัสดีปีใหม่ครับ...ไกรษร
อ่านแล้วคิดถึง "พระอานนท์พุทธอนุชา" เป็นที่สุด