น้ำใจไทอาหม
กำหนดถึงกวาฮาตี ตี 5 ตอนที่ฉันลืมตาดูโลกนั้นปาเข้าไป 6 โมงกว่าแล้ว รถยังไม่มีทีท่าว่าจะจอด และที่สำคัญไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะสองฟากทางคือทุ่งนา ไม่มีป้ายสัญญาณใด ๆ บอกว่าคือส่วนไหนของอัสสัม
จู่ ๆ รถก็จอด แล้วผู้คนโดยเฉพาะผู้ชายก็ลงไปยืนยิงกระต่ายกันกลางทุ่งนา ผู้หญิงบางคนก็ลงไปกางส่าหรีคลุมตัวนั่งเก็บดอกไม้กับเขาด้วย ฉันดูแล้วท่าทางอีกนานกว่าจะถึงกวาฮาตี คนขับจึงยอมให้มีกิจกรรมแบบนี้เกิดขึ้น
D.K. โทรเข้ามาถามว่าพวกเรา o.k. ไหม ถึงไหนแล้ว ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าถึงไหนแล้วเขามารอเราตั้งแต่ตี 5 คุณกิรานก็มาด้วย และเป็นห่วงว่าเราอาจเกิดอุบัติเหตุ ฉันบอกเขาว่าเราสบายดี แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนเท่านั้น D.K. บอกให้ถามใครก็ได้แถวนั้นว่าอยู่ที่ไหน และเมื่อไหร่จะถึง ฉันหันซ้ายหันขวาไม่มีใครเหลือให้ถามได้สักคน แม้แต่คนขับรถกับเด็กกระเป๋า ก็ลงไปยิงกระต่ายกันชุลมุน
ฉันบอก D.K. ว่าไม่มีใครอยู่บนรถ เพราะรถจอดให้คนไปพักผ่อน และทำธุรกิจส่วนตัวอยู่กลางทุ่งนา D.K. หัวเราะกับคำตอบของฉัน ก่อนวางสายไป
หลังจากคนขับกลับมาได้ความว่า รถจะถึงประมาณ 8 โมง ช้ากว่ากำหนดไป 3 ชั่วโมง พวกเขาอ้างว่าถนนไม่ดี ที่จริงไม่น่าจะเป็นข้ออ้างได้ เพราะก่อนกำหนดตารางเวลารถก็รู้อยู่แล้วว่าถนนเป็นอย่างไร ใช่ว่าถนนเพิ่งไม่ดีเมื่อคืนนี้เสียเมื่อไหร่ ... ฉันละเบื่อจริง ๆ
ฉันกับนิดพยายามดูป้ายข้างทางว่าเราอยู่ที่ไหน อีกกี่กิโลเมตรจะถึงกวาฮาตี เผื่อ D.K. โทรมาจะได้บอกถูก สรุปว่ายังเหลือระยะทางอีกเกือบ 100 กิโลเมตร ก็น่าจะถึง 8 โมง ดังที่คนขับบอกนั่นแหละ
8 โมงเศษอีกนิดหน่อย รถก็เทียบท่าสถานีขนส่ง สถานีของเขาไม่ได้จัดให้มีที่ทางเป็นสัดส่วน เป็นช่องขาเข้า ขาออก ลานจอดรถ หรือที่รอรับญาติแบบหมอชิตบ้านเรา รถจะจอดให้ผู้โดยสารลงกันริมถนน คนรอรับก็จอดรถรอกันริมถนนเหมือนกัน แล้วถนนใช่ว่าจะสะอาดปราศจากฝุ่น เรียกได้ว่าสกปรกและฝุ่นตลบเลยทีเดียว ทำให้นึกเห็นใจ D.K. กับคุณกิรานที่ต้องมานั่งรอเราถึง 3 ชั่วโมงกว่า แม้จะนั่งอยู่ในรถ แต่สภาพรอบตัวก็ไม่น่าอภิรมย์ใด ๆ ทั้งสิ้น
ฉันรู้สึกเห็นใจและซาบซึ้งในน้ำใจของ 2 คนนี้อย่างยิ่ง และตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสก็จะหาทางตอบแทน เมื่อพวกเขามาเมืองไทย
D.K. ช่วยขนกระเป๋าไปขึ้นรถ แวะไปส่งคนจีนที่บ้านคุณกิรานก่อน ฉันกับนิดแวะเอากระเป๋าอีกใบที่ฝากไว้ก่อนขึ้นไปเดมาจิ จากนั้นคุณกิรานขับรถไปส่งที่โรงแรมเดิมที่เคยพักตอนมาวันแรก D.K. จะอยู่ดูแลความเรียบร้อย ส่วนคุณกิรานต้องรีบไปประชุม
D.K. บอกว่า เย็นนี้ภรรยาจะทำอาหารเลี้ยงพวกเรา 2 คนที่บ้าน ประมาณ 5 โมงเย็น หลังเลิกงานแล้วจะมารับ ส่วนมื้อเช้าและกลางวันเขาสั่งที่โรงแรมจัดการให้เรา ฉันบอกเขาว่าไม่ต้องกังวลกับพวกเรา เพราะพวกเราจะอาบน้ำนอน แล้วค่อยเจอกันตอนเย็น
ฉันกับนิด นับว่าเป็นเพื่อนที่เข้ากันได้ดีโดยเฉพาะในเรื่องการนอน เรามีความสุขมากกับการนอนในวันนี้ หลังจากที่เกือบสัปดาห์ที่ต้องเดินทางร่อนเร่อยู่ในดินแดนกันดาร ไม่มีโอกาสได้นอนกลางวันเลยสักงีบ ซี่งทำให้เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะปกติแล้วเราเป็นพวกนอนกลางวันทุกวัน ไม่งั้นสมองไม่แล่น ความคิดไม่บรรเจิด
เราชงอาหารเสริมกินกันคนละแก้วก่อนนอน หลับยาวไปจนถึงบ่าย ตื่นมากินอาหารกลางวัน ครั้นจะนอนอีกก็เกรงใจเตียง เลยลงไปเดินหาผลไม้อร่อย ๆ กิน และซื้อไปฝากภรรยา D.K. ตอนเย็นด้วย เราเดินดูข้าวของในตลาด ถ่ายรูป ซื้อน้ำ ซื้อขนม หาร้านอินเตอร์เน็ต แล้วก็กลับมากินผลไม้ กินขนมที่ซื้อมาอย่างเป็นสุข ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกรอบ ...
วันนี้เป็นวันที่เรามีความสุขที่สุข ที่มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีใครยุ่งกับชีวิตเรา
แท้จริงแล้วมนุษย์ต้องการอิสระ และอยู่กับคนที่ไว้ใจ คุ้นเคย บางห้วงเวลา หลายคนฝันถึงความแปลกใหม่ และประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่มนุษย์ไม่อาจสงบสุขกับสิ่งเหล่านั้นได้ และก็ค้นพบว่า คนคุ้นเคยเดิม ๆ ความเคยชินแบบเก่า ๆ ต่างหากที่ทำให้เราสุขสงบ ...
D.K. มาเคาะห้องตรงตามเวลานัด วันนี้เขาพาเพื่อนที่ทำงานมาแนะนำอีก 1 คน ตอนแรกนึกว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน แต่เพื่อนลงกลางทางเพื่อกลับบ้าน
“เพื่อนเขาอยากเห็นคนไทย” นี่คือคำบอกเล่าหลังจากนั้น
“ที่จริงน่าจะเก็บค่าดูเราสัก 100 รูปี” ฉันบอกกึ่ง ๆ ประชด เพราะเขามักจะพาเพื่อนมาดูเราอยู่บ่อย ๆ
บ้าน D.K. เป็นแฟลตข้าราชการที่สะอาดเอี่ยม และกว้างขวางอยู่สบาย Kitty ภรรยาของเขาทำอาหารอร่อย ๆ ให้เรากินหลายอย่าง ฉันว่าอร่อยกว่าอาหารทุกมื้อที่เราเคยกินมา แกงปลารสชาติคล้ายแกงเหลืองบ้านเรา กุ้งผัด แล้วก็ผัดผัก แม้จะเป็นอาหารพื้น ๆ แต่ก็อร่อยมาก ๆ
กำลังคุยกันอย่างออกรสหลังอาหาร ก็ต้องรีบกลับเสียแล้ว ก็คุณกิรานน่ะซีไปนั่งรออยู่ที่โรงแรม นิดแอบภาวนาว่าอย่ามีคนจีนไปด้วยเลย ไม่อยากเจออีกแล้ว ... งานนี้พระเจ้าเข้าข้างนิด
D.K. บอกว่าเขากับภรรยากำลังสร้างบ้านใหม่อยู่ใกล้ ๆ โรงแรมที่เราพัก ปีหน้าคงเสร็จ คราวหลังถ้าเรามาอีก เขาจะไม่ยอมให้เราอยู่โรงแรมสกปรกนั่นเป็นอันขาด ต้องอยู่ที่บ้านเขา คราวนี้แฟลตเขาเล็กเกินไป เลยทำให้เราลำบาก
เรา 4 คน ประกอบด้วย D.K. Kitty นิด และฉัน รีบตาลีตาเหลือกกลับมาที่โรงแรมจิ้งหรีด เราเชิญคุณกิราน และทุกคนไปดูห้องพักเล็ก ๆ ที่ D.K. สั่งให้พนักงานขัดถู ล้างเสียสะอาดเอี่ยม อุปกรณ์เครื่องนอนทุกอย่างเป็นของใหม่หมด ...
คุณกิรานคุยกับเราอยู่สักพักก็ลากลับ เพราะคืนนี้เราควรรีบนอน พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตี 5 เครื่องออก 7 โมงเช้า
เราร่ำลากัน ฉันรู้สึกได้ว่าไม่ได้โดดเดี่ยว เมื่อมาอยู่ในดินแดนนี้ ทุกคนดูแลเหมือนเราเป็นญาติพี่น้อง ... แม้จะไม่สะดวกสบายเหมือนที่บ้าน แต่ในความยากลำบากเราก็พอมองเห็นว่า มิตรภาพแท้จริงอยู่ที่ไหน
ชอบอ่านบันทึกการเดินทางด้วยสำนวนที่คุ้นเคยนี้ค่ะ
แท้จริงแล้วมนุษย์ต้องการอิสระ และอยู่กับคนที่ไว้ใจ คุ้นเคย บางห้วงเวลา หลายคนฝันถึงความแปลกใหม่ และประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่มนุษย์ไม่อาจสงบสุขกับสิ่งเหล่านั้นได้ และก็ค้นพบว่า คนคุ้นเคยเดิม ๆ ความเคยชินแบบเก่า ๆ ต่างหากที่ทำให้เราสุขสงบ ...
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณเช่นกันค่ะคุณ poo