การโบกรถอีกครั้งในชีวิต..จำได้ก็หลายปีมาแล้วเป็น...อีกอารมณ์หนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ ความประทับใจจากธรรมชาติที่สวยงาม จากน้ำใจที่งดงามของคนขับรถที่เสี่ยงรับใครก็ไม่รู้ขึ้นรถตัวเองไป จะเป็นแก็งค์หลอกลวงต้มตุ้นมาในคราบนักท่องเที่ยวหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูเหมือนเขาจะมีคำตอบเดียวก็คือ...พวกเราเป็นคนดีไม่มีพิษภัยกับเขา...ทุกครั้งที่มีคนหยุดรถแล้วหมุนกระจก รับฟังสิ่งที่เราจะถาม แค่นี้ก็ทำให้เรารู้ว่าเขาเป็นคนมีคจิตใจที่งดงาม
คันแรก โบกรถน้องสาวผู้น่ารักข้างบ้านไปลงตัวเมืองหนองคาย
คันที่ 2 หลังจากโบกอยู่ประมาณ 10 คัน ก็มีรถเก๋งที่สวยที่สุดในโลกสีเลือดหมูคันหนึ่งจอดและหมุนกระจกให้ปะกับรอยยิ้มที่อบอุ่นของคุณนายว่าที่ ดร.อีกตำแหน่งหนึ่งทราบทีหลังว่าท่านเป็นรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต 2 ภรรยาท่านเป็นพยาบาล กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกทั้งคู่ ประเทศเราก็จะมี ดร.ที่มีคุณภาพทั้งความรู้ และจิตใจงดงาม เพิ่มอีก 2 ท่าน แต่เสียดายระยะทางที่ร่วมเดินทางกับท่านสั้นไปหน่อย ท่านจะไปเยี่ยมญาติที่อ.เพ็ญ ทำให้เราได้พูดคุยกันเพียง 10 กว่านาที แต่ก็ได้ข้อคิดดีๆในห้วงนั้นก็คือ "มุ่งมั่นในเป้าหมาย วิธีการจะตามมาเอง" ขอบคุณท่านรอง และคุณนาย ขอบคุณจริงๆครับ ......คันที่3..(ต่อฉบับหน้า)
คันที่3 หลังจากที่ก้าวลงจากรถท่านรองแล้ว เรา ก้อมีความหวังกับการเดินทางครั้งนี้เต็มที่ แต่คันแล้วคันเล่าผ่านไป บางคันก้อชลอแล้วมองด้วยความสงสัย บางคันชลอให้แล้วยิ้ม แต่เราต้องการมากกว่าร้อยยิ้ม เราต้องการพื้นที่ส่วนหนึ่งของรถตรงไหนก็ได้ไปให้ได้ระยะทางที่ใกล้ภูเรือให้มากที่สุด..แล้วก้อผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความมั่นใจลดลงเกือบครึ่ง และแล้วก้อมีเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งก้าวลงจากรถทัวร์ สักพักก้อมีรถ ฟอร์จูนเนอร์ คันหรูมาจอดรับ แล้วก้อขับผ่านหน้าเราไป ก่อนที่จะชลอรถเปิดกระจก เปิดโอกาสให้เราได้ ละลัก ถามด้วยความหวัง รอยยิ้มและสำเนียงภาษาเน่อๆของเด็กสาวคนนั้นเป็นเสียงที่ไพเราะน่าฟังมากและดูเธอไม่ใช่หญิงสาววัยรุ่นธรรมดาๆกับคำพูดเน่อๆที่พูดกับพ่อและยาย "เห็นโบกตั้งนานแล้ว ไม่มีใครจอดซักที" คงไม่บ่อยที่คนโบกรถเดินทางจะได้นั่งรถหรูขนาดนั้น เราไปลงหน้าโลตัสอุดร...ขอบคุณน้องสาวเน่อๆน่ารักมักๆอีกครั้ง..
คันที่4...นี่ไม่ได้โบกเลยเพียงเห็นเขากำลังรอรับน้ำซึ่งร้านพี่ใจดีเขียนป้ายไว้ว่า"พ่อ-ลูก"กินฟรีทั้งวัน เรามองเห็นสำภาระเต็มท้ายรถ วีโก้ ก้อพอจะเดาได้ว่า พวกเขากำลังเดินทาง จึงเข้าไปถาม เป๊ะ..เลย พวกเขากำลังจะไปหนองบัวลำภู ขอติรถไปด้วยได้ไหม และคำตอบก้อตรงกับที่เราต้องการ คนขับมาจัดของข้างหลังให้นิดหน่อยพอที่เราจะหย่อนตูดลงได้ จากนั้นก้อ Let go ......ถึงแยกหนองบัวลำภู....
คันที่5...ถึงแยกหนองบัวลำภูเราขอลงที่แยกทางเลี่ยงเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นรถบรรทุกเสียมาก แต่แล้วก็มีรถมาสด้า บีที สีดำคันงามจอดแล้วหมุนกระจกถามเราด้วยท่าทีสุภาพ พอทราบถึงความต้องการของเรา เจ้าของรถก็ยินดีให้เราขึ้นรถด้วยเพื่อที่จะไปส่งเราตรงทางสายหลักที่จะไปจังหวัดเลย ขอบคุณมากท่านอัยการหนุ่ม อนาคตเราคงมีผู้พิพากษาที่ใจดีอีกคนเป็นแน่....
คันที่ 6 เป้าหมายของเราคือไปให้ถึงจ.เลย ก่อนที่จะมืด ทำเอาท้อเหมือนกันโบกตั้งนานไม่มีคันไหนจอดเลย และแล้วคันที่เรารอคอยก้อมาถึง เป็นรถ ไทรทัน สีบรอนเทา 4 ประตู จอดพร้อมกับหมุนกระจกมาให้เราได้ถาม ได้รับคำตอบว่าไปไม่ถึงจ.เลย ไม่เป็นไรไปถึงไหนก้อได้ขอติดรถไปด้วยแล้วกัน แล้วเราก้อได้นั่งข้างในรถอีกคันหนึ่ง พี่เขาบอกว่า เขาขับผ่านไปรอบหนึ่งแล้ว คิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นหลงทาง ก้อเลยวนกลับมารับ ต้องขอบคุณหน้าตาตัวเองที่มีส่วนทำให้เราได้เดินหน้าใกล้เป้าหมายเข้าไปอีกนิดหนึ่ง เราไปลงตรงนากลางถ้าจำไม่ผิด บ่ายแล้วหิวข้าวพี่เขาก้อเลยพาไปส่งไว้ที่ร้านข้าวมันไก่แสนอร่อยของยาย อ๋อ..ลืมบอกพี่ทั้งสองคนเป็นตำรวจ สภ.เมืองหนองบัว อีกคนเป็น สันติบาล พี่เขาบอกว่าเราโชคไม่ดีที่มาเจอพี่เขาวันนี้ เพราะปกติเขาจะขับไปถึงเลยเกือบทุกวัน แต่คิดว่าเป็นความโชคดีของพี่เขาแล้วหล่ะ ขอบคุณมากคุณตำรวจ ผู้รับใช้ประชาชนโดยแท้.........
คันที่7 เราโบกไม่ได้เลยอาจเป็นเพราะเป็นเขตชุมชน ด้วยความจำกัดของเวลา เลยตัดสินใจโบกรถที่พร้อมจะจอดรับเราทุกเมื่อ...แน่นอน เราต้องใช้บริการรถโดยสาร ไปจนถึงจ.เลย คำนวนเวลาแล้วว่าถ้าเสียเวลาโบกต่ออาจจะถึง ภูเรือ มืด อาจจะมีปัญหาเรื่องที่พัก ก้อเลยจำใจต้องนั่งรถโดยสารจนถึงภูเรือ ไม่ได้เสียดายค่ารถหรอกแต่เสียความตั้งใจอยากจะโบกให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้...
ณ ภูเรือ ประมาณ 5 โมงกว่า เราลงรถพร้อมกับอีกหลายคนที่ความตั้งใจไม่ต่างกับเราและได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรถรับจ้างทั้งหลายที่อาจจะมองเราว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น แต่เราก้อปฏิเสธ และตั้งใจจะเดินหาที่พักเอง เราเดินเข้าไปในซอยที่จะขึ้นไปบนอุทยานภูเรือ โทรสอบถามห้องพักที่ติดเต็ม 2 ข้างทาง ส่วนมากได้รับคำตอบเต็ม ว่างเฉพาะที่กางเต้นท์ แล้วเราก้อมาหยุดที่ ..บ้าน 2 ภู... เข้าไปสอบถามกับเจ้าของบ้าน ที่ดูแล้วใจดี และเป็นที่น่าสนใจกับข้อเสนอ แต่เราก้ออยากได้ที่ที่ดีกว่านี้ จึงต้องเดินถามต่อไปอีก 2 ที่ แต่เหลือแต่ที่กางเต้นท์ ก็เลยกลับมารับข้อเสนอของบ้าน 2 ภู เหมือนเดิม เพราะเจ้าของบ้านให้เรายืมรถเครื่องด้วย หลังจากเรากางเต้นท์เก็บสำภาระเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นเราก้อลุยกันก่อนตะวันจะตกดิน เราบึ่งไปที่ บริษัท ที.เอช.เอ ตามคำแนะ
นำของเจ้าของบ้าน ออกจากตัวเมืองไปทางอ.ด่านซ้ายประมาณ 8-9 กิโล และก้อไม่ผิดหวังเขาจัดสวนดอกไม้ไว้สวยงามสมคำแนะนำ.......(ต่อฉบับหน้าคับ..ขอบคุณสำหรับผู้ติดตาม)
เรื่องเล่าจากนาย Kunchitta ช่วยmentกันหน่อย อนาคตเค้าจะเป็นกวีซีไรซ์.....(ใช่ป่ะตัวเอง)
สวัสดีค่ะ วันนี้น้องไอซ์ ครบ 3 ขวบเต็มแล้ว..มาเชิญกินหนมเค้กค่ะ..
ติดตามอยู่นะ
ใช้ได้เลยนะตะเอง เอ้า..สู้สู้
เมื่อไหร่จะมีต่อ
น้ำใจคนไทยมีทุกทิศทั่วไทย ผมก็เคยเดินทางแบบเดียวกันกับคุณ
สนุกและชีวิตเต็มไปด้วยรสชาตแห่ง Adventure
ถ้มมีโอกาส...อยากจะไปอย่างงั้นบ้างจัง
นายคงมีความสุขมากนะ อยากมีเวลาไปบ้างจัง
ขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็น
ดีนะ..เพลินดี
ยังมีคoให้นายขึ้นรถด้วยรึ...อนิสงค์คนไปด้วยแน่ๆๆๆ(ถ้านายคนเดียวเขาคงไม่กล้ารับแน่ๆๆ กัวอะ..!!!)
รสชาดของการโบกรถเคยมีปรสบการณ์แล้ว คนไทยมีน้ำใจจริง ๆ
เป็นเราไม่ให้นายไปด้วยหรอก
สวัสดี แวะมาเยี่ยม
เราก้อไม่กล้าขึ้นรถแกหรอก..กลัวคนขับว่ะ...คนกายกะใจตรงกัน(ดำ)
เค้าเรียกว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ที่เข้าเนี๊ยะ เราไม่อยากอ่านเล้ย แค่อยากรู้ว่านายเขียนอะไร ..!!
เท่านั้นเอง (จริงนะๆ)
แกไม่งงบ้างงัย..ที่แกพูดหน่ะ..คนหลงทาง
เมื่อไหร่จะจบซักที...