การฝึกสติไม่ใช่้การฝึกให้เป็นคนทำอะไรช้าๆ แต่การฝึกสติ เปรียบเสมือนการฝึกถ่ายรูป คนที่ยังถ่ายรูปไม่ค่อยเป็นจะถ่ายรถขณะวิ่งเร็วๆ ได้ไหม แต่ถ้ารถยิ่งเคลื่อนช้า ก็ยิ่งฝึกถ่ายรูปได้หลายครั้ง

เหตุนำ  
     ความโชคดีประการหนึ่งที่อยู่ในเชียงใหม่ คือสามารถหาที่่ปฎิบัติธรรมได้ไม่ยากจนเกินไป แต่ตามประสาใกล้เกลือกินด่างจึงผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา.. ปีใหม่มีวันหยุดยาวปีนี้ ฉันมีจิตใจเป็นกลาง ค่อนไปทางสบายใจด้วยเรื่องต่างๆ ค่อยข้างจะเข้าที่เข้าทาง น่าจะเป็นโอกาสดีรีบเข้าเริ่มต้นศึกษา จะได้เป็น Primary prevention  หากรอให้จิตใจเศร้าหมองเป็นทุกข์แล้วก่อนเข้าวัด ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำ Secondary prevention ได้สำเร็จหรือเปล่า..
   เป้าหมายของฉันยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลับมาทำงานทางโลกอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม และอยากรู้ว่าคนที่แทบไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะอย่างฉัน จะเรียนรู้จากการปฎิบัติ ได้บ้างหรือไม่..
   เหตุที่ฉันเลือกวัดร่ำเปิง เป็นสถานที่เริ่มต้น ในการปฎิบัตินั้น ก็ด้วยเหตุผลสองประการ
1. มีคนแนะนำ  แต่บอกตามจริง ตอนนั้น ฉันไม่รู้หรอกว่า หลักสติปัฎฐาน 4 คืออะไร
2. อยู่ไม่ไกลจากบ้านเกินไปนัก เผื่อไว้ว่าหากแนวปฎิบัติถูกจริต ก็จะได้ไปได้บ่อยๆ ในช่วงวันเสาร์อาทิตย์
  
ประทับใจแรก
   เช้าวันแรก ไปถึงตั้งแต่ 6.45 ได้เข้าร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วย ที่นี่เริ่มอาหารเช้าประมาณ 6.30 น. สิ่งแรกที่ผิดคาดคือ ในช่วงปีใหม่อย่างนี้ มีคนเข้าวัดปฎิบัติจำนวนมาก จนล้นหอฉันออกมาข้างนอก  จำนวนห้องพักซึ่งปกติจะให้พักเดี่ยว ก็ต้องพักคู่...สิ่งนี้น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยเฉพาะส่วนใหญ่เป็นคนวัยหนุ่มสาว 20-35 ปี ( ผู้หญิง: ผู้ชาย น่าจะประมาณ 6:1)
   ตามระเบียบปฎิบัติ ผู้เข้ามาปฎิบัติใหม่ จะต้องรับกรรมฐาน สมาธานศีล 8 ก่อน ตอนประมาณ 8 โมง..แล้วฉันก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่จะได้เจอกันอีกหลายครั้ง นั่นคือ "ปวดขา" จากการนั้งท่าเทพธิดา..
   สุขแรกที่สัมผัสได้ ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มปฎิบัติ คือการได้ปิดมือถือ ไม่ต้องพูดกับใคร.. ไม่ใช่ฉันรังเกียจการอยู่ในสังคม เพียงแต่เพิ่งรู้ว่าการไม่ต้องพะวงในการโต้ตอบกับใครนั้นสบายเพียงไร มีเวลาได้ใช้สติในการมองตนเองอย่างแท้จริง...นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การปฎิบัติที่วัดดีกว่าที่บ้าน..

อยู่อย่างปัจเจกชนในชุมชนที่รู้หน้าที่ :
     วัดร่ำเปิง มีการจัดระเบียบในการฝึกฝนให้อย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน  หลังจาก "ปฐมนิเทศ" แล้ว ก็ยังมอบหมายใบบันทึกและให้ไปสอบอารมณ์กับพระวิปัสนาจารย์ทุกวัน ครั้งละสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาที การสอบอารมณ์เป็นการ reflect ว่า ในขณะปฎิบัติรู้สึกอย่างไร ประสบปัญหาอย่างไร แล้ววิปัสนาจารย์ท่านก็จะแนะนำ รวมทั้งให้"การบ้าน" เป็นจำนวนชั่วโมงเดินจงกรมและนั่งสมาธิที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น..ส่วนนี้ทำให้ฉันอดฟุ้งนึกไปถึงการค่อยๆปรับ dose ยาไม่ได้..
     สิ่งที่ฉันนิยมอย่างหนึ่ง คือ การอยู่แบบปัจเจกชนอย่างเป็นชุมชนผู้รู้หน้าที่...แม้แต่ละคนที่มาปฎิบัติจะไม่จับกลุ่มพูดคุยกัน..สื่อสารกันได้เฉพาะเท่าที่จำเป็น..แต่พบว่า ไม่เคยมีการแซงคิวหรือแก่งแย่ง..ห้องน้ำรวมทุกห้องของวัดจะสะอาดอยู่เสมอ ลานปฎิบัติธรรมจะได้รับการเก็บกวาดทั้งก่อนและหลังปฎิบัติ  ห้องพักนั้นผู้อยู่มาก่อนจะเก็บกวาดล้างห้องน้ำอย่างดี ไม่ให้ต้องเดือนร้อนแม่ชีและสามเณร..สังคมอุดมคติ คงเกิดได้หากทุกคนมีสติในการดำรงชีวิต
     กิจกรรมที่รวมกลุ่ม ได้แก่ทำวัตรเช้าและรับประทานอาหารเช้า (4.30- 7.30)  ฉันเพล (10.30-11.30) และำทำวัตรเย็นและปฎิบัติธรรมรวม ( 6.00-22.00)..อาหารมีทั้งอาหารมังสวิรัติและอาหารคาวปกติ สำหรับฉันแล้วแถวไหนสั้นกว่าก็เอาอันนั้น..ท่านพระีีครูเขียนในหนังสือว่า..การบริโำำภคเนื้อหรือไม่นั้นไม่สำคัญเท่ากับการลดนิวรณ์และมีสติ
     แต่ละคนสามารถแยกไปตามอัธยาศัย..ไม่มีใครคุม ต้องมีวินัยในตนเอง..แม้แต่กิจกรรมกลุ่ม ใครไม่มาร่วมก็ไม่มีใครตามไปบังคับให้มา...บทสวดมนต์หนึ่งที่ยังติดตราตรึงใจฉันอยู่ไม่เลือน..." คนเราเกิดมาต่างก็มีทุกข์กันคนละมากแล้ว ข้าพเจ้าขอไม่เพิ่มทุกข์ใดๆ ให้เขาอีกเลย "..จริงสิ เรามักจะกลัวทุกข์เกิดกับตนเอง แต่กลับไม่ระวังในการสร้างทุกข์ให้กับผู้อื่น.. 

สติปัฎฐาน 4
    ในส่วนหลักการปฎิบัติ ตามการรับรู้เท่าที่สติปัญญาฉันมีในขณะนี้ พอสรุปได้ว่า         การปฎิบัติหลักมีสามอย่าง ได้แก่การกราบสติปัฎฐาน การเดินจงกรม และการนั้งสมาธิ  กับการปฎิบัติในอิริยาบถย่อย ได้แก่ ขณะใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินเข้าออกที่พัก การรับประทานอาหาร เป็นต้น
     โดยให้ตั้งสติพิจารณา "ตาม" สิ่งที่เกิดขึ้นตามจริง ในน 4 ฐาน ได้แก่
     กาย : เป็นการกำหนดรู้อิริยาบถต่างๆ  ในขณะนั้งสมาธิก็กำหนดดูการเคลื่อนไหวของหน้าท้อง- พองหนอยุบหนอ - ตอนแรกฉันรู้สึกว่ายากมาก..จับไม่ได้เลย..ซึ่งท่านพระวิปัสนาจารย์ท่านก็บอกว่าเป็นธรรมดาของคนฝึกใหม่ๆ อันเป็นความจริง พอในวันที่สองที่สาม ฉันก็ค่อยๆ เห็นชัดขึ้นๆ แม้การหายใจจะเบาและยาวกว่าเดิม
    เวทนา, จิต และธรรม : เหล่านี้ฉันยังไม่ค่อยกระจ่างว่าจะแยกแต่ละประเภทจากกันอย่างไร  แต่เข้าใจว่าเป็นการกำหนดรู้ความรู้สึกต่างๆ..พอเริ่มปวดก็ภาวนาว่า "ปวดหนอๆ" พอได้ยินเสียงคุยก็ภาวนาว่า "ได้ยินหนอๆ" พอเริ่มคิดถึงงาน หรือจินตนาการ ก็ภาวนาว่า "คิดหนอๆ" กำหนดรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามจริง โดยพยายามไม่ปรุงแต่ง หรือถ้ามันเกิดความรู้สึกชอบไม่ชอบอย่างไรซะแล้ว ก็ให้ตามรู้มัน เช่น นั่งในที่เย็นๆ แล้วรู้สึกสบายอยากหลับ ก็ภาวนา "สบายหนอๆ" ตามด้วย"ง่วงหนอๆ"..
   สิ่งที่พบ พอกำหนดรู้แล้ว จึงรู้ว่า อาการปวด..แม้ไม่ต้องขยับ..ตามมันไปสักพักก็หายไปเองได้...อาการง่วง หากตามรู้ทันไม่งีบไปซะก่อน กลับหายง่วงไปเลย..จริงๆแล้ว หากการกำหนดอย่างว่องไว จะพบว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้น (ไม่ใช่นิมิต แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับกายและใจนี่เอง) ก็ไม่น่าจะหลับได้เลย..ยิ่งนั่งยิ่งพบว่าใจเบา สบาย สดชื่น
   ฉันเคยเรียนถามพระอาจารย์เจ้าอาวาสว่า..หากเราต้องการฝึกสติให้ว่องไว การเดินช้าๆ ทำอะไรช้าๆ จะฝึกได้อย่างไร..ท่านก็กรุณายกตัวอย่างอันแยบคายว่า...การฝึกสติไม่ใช่้การฝึกให้เป็นคนทำอะไรช้าๆ แต่การฝึกสติ เปรียบเสมือนการฝึกถ่ายรูป คนที่ยังถ่ายรูปไม่ค่อยเป็นจะถ่ายรถขณะวิ่งเร็วๆ ได้ไหม แต่ถ้ารถยิ่งเคลื่อนช้า ก็ยิ่งฝึกถ่ายรูปได้หลายครั้ง....    

บทสรุป
  ฉันตั้งใจว่า ต่อไป อาจขอสัก 1-2 วันอาทิตย์ของเดือนในการขออยู่กับตัวเอง ถือว่า เป็นวัน "ล้างทำความสะอาดใจ" ก็แล้วกัน ..เปรียบเหมือนการวิ่งในทางที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันอันวุ่นวายในโลกนี้  ก็เห็นแต่ความเปื้อนของคนอื่น ทั้งที่รถเรานี้เองก็เปื้อนและอาจเปื้อนเยอะกว่าด้วย แต่ไ่ม่เคยได้หยุดสังเกตเลย
  การเรียนรู้บางอย่าง ไม่สามารถเรียนได้ด้วยการอ่าน การฟัง การคิด หากแต่ต้องลงมือปฎิบัติและสัมผัสด้วยตนเอง..

   http://www.watrampoeng.com/