ปัญญาวโร
พระเอ็ม พระเอ็ม ปัญญาวโร

วิจารณ์เรื่องภิกษุณี ๒


ไม่ต้องพูดถึงภิกษุณีแม้แต่ฆราวาสที่เป็นผู้หญิงก็ยังได้รับการยอมรับยกย่องจากพระโอฐ ในฐานะตามสมควร อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นต้น

ขอวิจารณ์เรื่องภิกษุณีต่ออีกสักหน่อยนะครับ เกี่ยวเนื่องด้วยมีข่าวคราวออกมาเรื่อยๆก็เลยมีความคิดอยาก(เขียน)เรื่อยๆ

หลังจากที่อาตมาภาพได้วิจารณ์ไปแล้วเป็นบางส่วน ต้องบอกว่าเป็นบางส่วนเพราะเรื่องนี้ยาว ปัณหานี้เกิดมาตั้งนานแล้วถ้าจะจารไนอย่างละเอียดจึงต้องใช้เวลาหน่อย เหมือนกันในการทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งก็คงต้องใช้เวลามากให้สมกับปัณหายุ่งยากเกิดมานานก็ต้องใช้เวลาสะสางนาน
อาตมาแน่ใจว่ามีท่านผู้รู้ยิ่งกว่านี้มากมาย แต่ท่านเหล่านั้นไม่มาสื่อสารในที่นี้ เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจว่าถ้าหากข้อความที่เขียนนี้ผิดพลาดประการใด ก็จะต้องมีผู้รู้กล่าวเตือนอย่างแน่นอน (ความหวังดีของผู้อื่นที่มีต่อเราหายากครับ)

ปัณหาที่จะกล่าวตรงนี้มี ๒ ประเด็นคือ

1.  การยอมรับในความเป็นภิกษุณี(ผู้หญิงบวชเป็นพระได้-ไม่ได้)

2.  องค์ประกอบในการบวชได้-ไม่ได้ในธรรมวินัยของแต่ละนิกาย

ประเด็นในการยอมรับว่าผู้หญิงสามารถบวชได้หรือไม่ได้นั้นในนิกายเถรวาทเราโดยเฉพาะที่อยู่ในประเทศไทย(มหานิกาย-ธรรมยุติ)ก็ให้การยอมรับว่าผู้หญิงสามารถบวชได้ในพระธรรมคำสั่งสอนนี้(ถ้าบวชได้ถูกต้องตามธรรมวินัย) ยอมรับตามอะไรครับ?

ยอมรับตามคำสั่งสอนที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว ดังจะเห็นว่าในพระวินัยของเถรวาทเองก็มี พระวินัยของพระภิกษุณีโดยเฉพาะอยู่แล้ว ในพระสูตรต่างๆก็กล่าวถึงคุณงามความดีของพระภิกษุณีไว้เกลื่อนกล่น ถึงกับในสมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระชนม์ชีพอยู่ ทรงตั้งภิกษุณีในตำแหน่งเอตทัคคะต่างๆมากมาย เช่น
  • พระนางปชาบดีโคตมีเถรี(น้องแม่) ตั้งไว้ในตำแหน่ง รัตตัญญู(เหมือนพระอัญญาโกณทัญญะ)

  • พระนางเขมาเถรี ตั้งไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศในทางมีปัญญามาก(เหมือนพระสารีบุตรเถระ)

  • พระนางอุบลวรรณาเถรี ตั้งไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศในทางมีฤทธิ์มา(เหมือนพระมหาโมคคัลลานะเถระ)

  • พระธรรมทินนาเถรีเป็นยอดแห่งผู้ธรรมกถึก

  • พระนางปฏาจาราเถรีเป็นยอดผู้วินัยธรฯฯฯ มากมายกว่านี้ผู้สนใจอ่านได้ในพระไตรปิฎกครับ

 ไม่ต้องพูดถึงภิกษุณีแม้แต่ฆราวาสที่เป็นผู้หญิงก็ยังได้รับการยอมรับยกย่องจากพระโอฐ ในฐานะตามสมควร อย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นต้น

แต่ที่สำคัญที่สุดทรงกล่าวว่า “พระศาสนานี้จะดำรงค์อยู่ได้หรือจะเสื่อมลงขึ้นอยู่กับบริษัท ๔ และปัจจัยภายนอกประกอบด้วย  ในบริษัท ๔ นั้นก็มีภิกษุณีอยู่ด้วย แม้แต่อุบาสิกาก็อยู่ด้วย อันหมายถึงว่าให้พวกเราทั้ง ๔ สามัคคีรวมพลังกันเพื่อความดำรงค์อยู่ของพระศาสนาอันเลิศ
เป็นอันว่าการยอมรับว่าผู้หญิงสามารถบวชได้ ปฏิบัติธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ เป็นการยอมรับมานานแล้ว พระพุทธศาสนาจึงไม่ได้กีดกันเพศแม่(ผู้หญิง)เหมือนอย่างบางท่านกล่าวหา (ถ้ามี)

ส่วนประเด็นที่สองนั้นว่า แล้วทำไมตอนนี้พระภิกษุเถรวาทในเมืองไทยถึงไม่ยอมบวช(ไม่ใช่ไม่ยอมรับ)ให้กับภิกษุณีถึงกลับต้องไปบวชในประเทศอื่น

ประเด็นนี้อธิบายว่าพระเถรวาทในเมืองไทยไม่มีภิกษุณีที่ถูกต้องตามธรรมวินัยมานานแล้ว ชึ่งภิกษุณีนี้แหละที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการบวชเป็นพระภิกษุณีของผู้หญิง เมื่อขาดองค์ประกอบที่สำคัญตามที่พระพุทธเจ้าสั่งไว้แล้วก็เลยไม่สามารถที่จะบวชให้ได้ แม้ว่าอยากจะบวชให้ใจแทบขาด
ก็พระภิกษุณีนี้ต้องถูกต้องตามธรรมวินัยเท่านั้นจึงจะทำสังฆกรรม คือการบวชให้ผู้หญิงอื่นได้(ตามกฏหมายของพระวินัย)

ถามว่าเราทำให้พระภิกษุณีเกิดมีขึ้นมาใหม่ไม่ได้หรือ (สิ่งที่ไม่มีหรือสูญหายไปแล้วทำให้กลับมีเกิดขึ้น)

ตอบว่า สามารถทำให้มีขึ้นได้แต่ไม่ถูกต้องตามธรรมวินัย(เป็นภิกษุณีเหมือนกันแต่ไม่ใช่นิกายนี้)
ถามว่าเมื่อเป็นอย่างนั้นทำไมเราไม่แก้พระวินัยเพื่อทำให้การบวชภิกษุณีเป็นไปถูกต้องได้
ตอบว่า ท่านทั้งหลายอย่าลืมว่าธรรมวินัยนี้ เป็นของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวก็ว่าได้เพราะพุทธองค์เป็นผู้ค้นพบ ถ้าไม่มีพระองค์สามารถกล่าวได้ว่า ศาสนาพุทธก็ไม่มี คนอื่น แม้แต่พวกเรา ถามจริงๆว่าใครที่จะกล้ากล่าวว่าตนเองมีปัญญาเทียบเท่าพระพุทธเจ้า การบัญญัติพระธรรมวินัยหรือแม้แต่การถอนบางข้อกล่าวว่าเป็นปัญญาของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำได้
ทำไมจึงกล่าวอย่างนั้น ตอบว่า ก็การที่เราไม่มีปัญญาเทียบเท่าพุทธเจ้านั้นแหละเป็นเหตุก็เลยไม่รู้ผลว่าเมื่อตนเองฯบัญญัติหรือถอนพระวินัยข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ผลจะดีอย่างที่เราคิดหรือไม่ประการใด สรูปว่า ใครที่สามารถมั่นใจว่ามีปัญญาเทียบเท่าพระพุทธเจ้าก็สามารถแก้ไขได้ตามปราถนา เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านก็เปิดช่องไว้เหมือนกัน
อันนี้ว่าตามคติเถรวาทในเมืองไทยครับ(โดยเฉพาะผม) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพระเถระผู้ใหญ่ท่านคิดอย่างไร แต่มั่นใจว่าพระมหากัสสปะเถระครั้งปฐมสังคายนาก็มีความประสงค์อย่างนี้จึ่งไม่มีการบัญญัติเพิ่มหรือถอนสิกขาบทใดๆตามมติที่ประชุม
อย่างไรก็ตามผมเคยกล่าวไว้แล้วว่าในกรณืที่พระในเมืองไทยไม่บวชให้ก็ไม่เป็นอะไรถึงจะบวชที่ไหนอาตมาก็กล่าวได้ว่าเป็นภิกษุณีโดยสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ในนิกายนี้(มหานิกาย-ธรรมยุติ)
เพราะถึงแม้ท่านจะบวชในเถรวาทในลังกาชึ่งความเป็นมาของพระภิกษุณีเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขาอย่าเอามาปนในเมืองไทย ในลักษณะนี้ก็เป็นว่าภิกษุณีที่ท่านบวชด้วยเป็นนิกายหนึ่ง พระภิกษุก็เป็นอีกนิกายหนึ่งเมื่อการบวชสำเร็จก็กล่าวได้ว่าท่านเป็นนิกายผสมใช่หรือไม่
ในกรณืที่เป็นข่าวพระภิกษุในสังกัดมหานิกายสาขาวัดหนองป่าพง ไปบวชให้ภิกษุณีที่ต่างประเทศ(ถ้าจริงตามข่าว)ก็เช่นกันกล่าวได้ว่า ภิกษุที่บวชให้เป็นนิกายหนึ่ง ภิกษุณีที่ทำการบวชให้ก็เป็นอีกนิกายหนึ่ง
สรูปอีกว่า ท่านเป็นภิกษุณีแน่นอน แต่เป็นนิกายใหม่ นิกายผสม นิกายอะไรก็ว่ากันเอาเองนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากกล่าวไว้ในที่นี้ก็คือเรื่องการบรรลุธรรมนั้นแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับนิกาย จะเป็นนิกายไหนก็สามารถบรรลุธรรมได้ ตามสามควรแก่การปฏิบัติ ไม่มีในคำสอนของพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าต้องเป็นนิกายนั้นนิกายนี้ถึงจะบรรลุธรรมได้ ไม่ได้สอนเรื่องกีดกัน เรื่องแตกสามัคคี สอนแต่เรื่องที่ดีงาม ให้สามัคคีกัน ให้เมตตาต่อกัน แม้ในคนศาสนาอื่นหรือแม้แต่ในสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย

แต่ที่เป็นปัณหากันทุกวันนี้ เป็นด้วยทิฏฐิสามัญญตา(ความไม่เสมอกันในความเห็น)หรือความเห็นต่างกัน และศีลสามัญญตา(ความไม่เสมอกันในข้อปฏิบัติ)หรือปฏิบัติต่างกัน แตกกันเพราะความเห็นไม่ตรงกัน เมื่อเห็นไม่ตรงกันก็ทำให้เกิดการปฏิบัติต่างกันเป็นเรื่องของบุคคล คณะ พวก ไม่เกี่ยวกับพระธรรมครับ
เขียนมายาวพอสมควรขอยุติไว้เพียงแค่นี้ก่อน ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน ให้ทุกท่านแสดงความเห็นได้เต็มที่ครับไม่ต้องเกรงใจ สวัสดี สวัสดี สวัสดีฯฯฯฯฯฯ
คำสำคัญ (Tags): #ภิกษุณี
หมายเลขบันทึก: 324584เขียนเมื่อ 2 มกราคม 2010 13:14 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 11:44 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (1)

กราบสวัสดีปีใหม่ 2553 ค่ะท่าน ..ไม่ค่อยสันทัดในเรื่องนี้เท่าไหร่ค่ะ ..โนคอมเม้นนะเจ้าคะ ..

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี