เมื่อเดือนก่อนผมไปเป็นกระบวนการเรื่อง KM สำหรับคณะทันตแพทย์ มีคุณหมอที่รู้จักกันถามกัน หลังจากผมพูดถึงเรื่องคนไข้ ผมเล่าประสบการณ์ที่ผมเคยถามคนไข้มาให้คุณหมอฟัง ในประเด็นเรื่องการดูแลคนไข้ คุณหมอถามผมว่า “พวกเราเจอคนไข้หลายแบบนะ ถ้าต้องพัฒนากลยุทธ์สำหรับแต่ละคนนี่คงไม่ไหวหรอก”
ตัดมาที่คำถามนี้ครับ เคยสับสนและเหนื่อยใช่ไหมครับ เรื่องที่ต้องเจอกับคนหลายรูปแบบ ไม่รู้จะเอาใจกันอย่างไร ถึงจะถูกใจ สอนนักศึกษา/นักเรียน นี่ก็โอพระเจ้าจอร์จ มีหลายแบบ คุยกับผู้บริหารก็เอาใจยาก สำหรับนักธุรกิจก็มันส์ครับ ลูกค้าแต่ละคนก็คนละแบบ คุณหมอท่านถามต่อ “แล้วจะจัดการความรู้เกี่ยวกับคนไข้อย่างไร ในเมื่อแต่ละคนไม่เหมือนกัน” ผมเลยบอกท่านไปว่าจัดได้ครับ เราเรียกว่าการจัดระเบียบความรู้ครับ หรือในทฤษฎี The Organizational Knowledge Creation (Takeuchi and Nonaka, 1995) เราเรียกว่าขั้นตอนการทำ Combination ครับ
ตามประสบการณ์ผมเรื่องนี้สำคัญ เราจำเป็นต้องจัดระเบียบความรู้ หรือประสบการณ์ของเราครับ ไม่งั้นเราจะไปต่อไม่ค่อยได้ เพราะเราจะเจออะไรที่มากซับซ้อนเกินไปจนไม่รู้จะใช้ความรู้นั้นอย่างไร แล้วทำอย่างไรครับ อันนี้เป็นข้อเสนอครับ มองหาจุดต่างหลักๆ จากนั้นหาจุดร่วมของพฤติกรรมครับ ลองดูนะครับ เอาง่ายๆก่อนครับเช่น แบ่งเป็นสองประเภทครับ ผู้หญิงกับผู้ชาย นี่ก็ไม่เหมือนกันแล้วครับ
กรณีคนไข้หมอฟัน
ผู้หญิง ถ้าบอกเรื่องประโยชน์ของการรักษาจะช่วยลดความวิตกกังวลได้
ผู้ชาย ถ้าบอกว่าเจ็บระดับ 5 และไปเจ็บระดับ 2 คือเจ็บน้อยกว่าที่คาด จะไม่ชอบ หรือบกเจ็บแค่ 2 จริงๆแล้วเจ็บมากกว่า 4 อันนี้ยุ่งครับ จะไม่ชอบหมอเลยครับ
กรณีครูกับลูกศิษย์ (ป.โท)
ผู้หญิง เขาจะเรียนเป็นกลุ่ม อบอุ่น ต้องไปด้วยกัน สอนทีละขั้นตอน บอกประโยชน์ พยายามหาทางลดความกังวลเรื่องงาน
ผู้ชาย ปักธงว่ามีอะไรให้ เขาจะเข้ามาขอคำแนะนำเอง ต้องการเป็น Hero เพราะฉะนั้นต้องหาทางให้ทำโครงการที่เขาจะได้แสดงออกถึงความรู้เฉพาะทาง แล้วแต่ละคนต้องไม่เหมือนกัน อย่าแนะนำ แต่ให้คำแนะนำในรูปแบบของการขอความช่วยเหลือแทน เขาจะต้องการแค่ Expert Advice เท่านั้น เพราะฉะนั้นครูต้องเปิดโอกาสให้เขาดูเอง ด้วยการให้ข้อมูลว่าครูมีอะไร (ผมทำผ่าน Blog และ website)
กรณีนักธุรกิจ
ผู้หญิง ให้นึกถึงร้านเครื่องสำอาง มีให้เลือกครบ มีการสาธิต ได้ลอง ถ้าเป็นร้านเสื้อผ้า มีห้องลองเสื้อ ได้เปรียบเทียบราคาแบบจบในตัว มีเพื่อน/แม่ไปด้วย
ผู้ชาย ให้นึกถึงร้านขายเรื่องมือช่าง ผู้ชายซื้อของจะไม่พูดพล่ามทำเพลง เพราะเขารู้อยู่แล้วจะมาหาอะไร
พอแยกประเภทคนได้แล้ว ค่อยๆเรียนรู้พฤติกรรมที่เป็นจุดร่วม ถ้าให้เร็วขึ้นก็ลองแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในองค์กร หรือถามเพื่อนต่างสายงานก็ได้ คุณจะค่อยๆพัฒนานโยบาย วิธีการทำงานที่สอดคล้องกับทั้งสองเพศได้เอง การจัดการความรู้จะมีทิศทางมากขึ้นครับ ลดความซับซ้อนของการเรียนรู้ลง นอกจากนี้ยังช่วยให้ลูกค้า ลูกศิษย์ คนไข้ได้รับประสบการณ์ที่ดีจากองค์กรของเราได้ด้วยครับ
อ้างอิง:
Takeuchi, H. & Nonaka, I (1995). The theory of organization knowledge creation. In
Morey, M., Maybuy, M. &Thuraisingham, B. (Eds). Knowledge management:
Classic and contemporary works (pp.139-182). Massachusetts: The MIT
Press.
รู้ธรรมชาติของฝั่งตรงข้าม ? ถูกต้องไหมครับ
สวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์
ขอให้ให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรงครับ
ปีใหม่นี้ผมตั้งเป้าว่าจะนำความรู้ของอาจารย์ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด
และจะนำความรู้ด้าน Female Marketing ไปใช้ประโยชน์
ในด้านการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจให้ได้มากที่สุดครับ
ALMON : ผู้ก่อตั้ง ABC Club และ ร่วมก่อตั้ง Female Marketing Club
สวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์ ^^
ก็ขอให้อาจารย์ มีสุขภาพแข็งแรง
มีความสุขมากๆตลอดปี และตลอดไปนะครับ
บทความนี้ผมชอบกรณีนักธุรกิจครับ ตรงมากมาย
ผู้ชาย >>> โดยส่วนมากถ้าจะซื้ออะไรสักอย่าง เขาจะรู้อยู่แล้วว่าจะมาหาซื้ออะไรจริงๆครับ
ซึ่งต่างกับผู้หญิง ที่จะออกแนวขอเดินดูก่อน แล้วค่อยตัดสินใจอีกที
โดยส่วนตัวผมว่าการสร้าง Brand Loyalty กับผู้ชายจะอยู่ทนกว่าผู้หญิงครับ เพราะถ้าลองได้ใช้ของยี่ห้อนี้แล้วถูกใจ
โอกาสที่จะเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นนั้น ยากส์ มากมายครับ
ปีนี้ผมก็ตั้งใจว่าจะเป็นเจ้าแห่งการขอให้ได้ครับ จะพยายามเต็มที่ครับอาจารย์
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ดี ที่มีให้ผมตลอดเวลาครับ ^^
ตอบคุณบีเวอร์ ใช่ครับ เรามีกทำอะไรโดยคิดว่าคนเมหือนกันจริงๆ ไม่ใช่ครับ
ตอบคุณม่อน
ยินดีด้วยกับความคิดริเริ่มของคุณ เจ๋งมาก
ตอบคุณไพรัชช์
ประมาณนั้น
ผมก็คิดว่าเป็นอะไรที่ซับซ้อน
แต่ถ้าทำได้ก็เยี่ยมสุดๆ แต่คิดว่าทำได้นะครับอาจใช้เวลาสักหน่อยแค่นั้นเอง