พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ สรรพสิ่งของโลกนี้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และเกิดดับตลอดเวลา เช่นตัวของเราก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เซลล์หนึ่งตายเซลล์หนึ่งเกิดขึ้น เป็นกระบวนการต่อเนื่องจนเราสังเกตไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ เช่นเดียวกับองค์กรที่มีวัฒนธรรม มีประวัติความเป็นมา มีผู้คนทำงาน และก็มีอารมณ์ความรู้สึก จึงไปเปลี่ยนแปลงทันทีทันใดไม่ได้ ต้องค่อย ๆ จัดการกับการเปลี่ยนแปลงนี้ และอย่าลืมต้องดูเงื่อนไขให้เรียบร้อย ให้รอบคอบแล้วจึงค่อยจัดการการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่เราควรจะสนใจให้มากที่สุดก็คือ เราต้องการสร้างมหาวิทยาลัยรูปแบบไหน เป็นรูปแบบมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน หรือมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ หรือเป็นมหาวิทยาลัยในอุดมคติ เราพบว่ามหาวิทยาลัยในอุดมคตินั้น มหาวิทยาลัยของรัฐทำไม่ได้ เพราะต้องขึ้นกับกรอบ ระบบกฎเกณฑ์ของกระทรวง และมหาวิทยาลัยเอกชนเองก็ต้องกังวลอยู่กับเรื่องของทุน การแข่งขันกับรัฐ การอยู่รอด จนต้องมีมีค่าเล่าเรียนที่แสนแพง จนไม่สามารถจะเอาจุดแข็งที่เป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบรัฐมาใช้ได้
หากเราจะทำมหาวิทยาลัยในอุดมคตินอกระบบรัฐ อย่างที่ อ.สุธิศ เคยพูดไว้ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาคนมาเติมเต็ม (Full fill) เพื่อให้เราได้คนที่เหมาะสม เชื่อมั่นและศรัทธาในอุดมคติของเรา ไม่ใช่ใครก็ได้ ไม่ใช่อุดมคติเป็นอย่างอื่น มิฉะนั้น จะไม่สามารถเดินหน้าได้ตามอุดมคติ แม้อาจจะไม่ตลอดไป แต่อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่งเหมือน อ.ปรีดี สร้าง ม.ธรรมศาสตร์, อ.ป๋วย สร้างธนาคารแห่งประเทศไทย, อ.วิจิตร สร้าง ม.สุโขทัยฯ
มหาวิทยาลัยอุดมคติต้องสร้างปรัชญาขององค์กร สร้างวัฒนธรรมขององค์กรตามแบบฉบับของผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยอุดมคติ จะเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือก และทางเลือกวันนี้ อยู่ที่ตะวันออก ไม่ได้อยู่ที่ความรู้แบบตะวันตก ซึ่งคำตอบมีอยู่แล้วว่าเป็นความหายนะ แก้ปัญหาของโลกไม่ได้ ดูแค่ปัญหาโลกร้อน ประเทศตะวันตกก็แก้ไขไม่ได้ ต้องกลับมาขอเครดิตคาร์บอนจากประเทศตะวันออก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชนของเราอีกมากมาย ซึ่งปัจจุบันนี้ มันยังไม่ปรากฏชัดเจน
มหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ จะเป็นมหาวิทยาลัยที่สนใจปัญญา ไม่ใช่ความรู้ ไม่ใช่ไอคิว แต่เป็นใจ + สมอง มาพบกันและทำงานไปพร้อมๆ กัน เป็นพัฒนาการทางอารมณ์และสังคม ไม่ใช่พัฒนาแต่ความจำ และการพัฒนาแบบนี้ จะต้องเป็นการเรียนการสอนที่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความเคารพซึ่งกันและกัน ต้องเป็นการเผชิญหน้าและดูแววตาของลูกศิษย์และอาจารย์ด้วย วัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่จะต้องถูกสร้างขึ้นจากการเดินไปพบ เดินไปพูดคุยเหมือนในหลวงของเราที่เดินทางไปทั่วประเทศ เหมือนพระพุทธเจ้าของเราที่ลงจากราชบัลลังก์มาใช้ชีวิตที่ต่ำกว่าพวกจัณฑาล เพราะไม่มีอะไรเป็นทรัพย์สมบัติ ผ้าที่จะใช้ยังต้องใช้ผ้าห่อศพอีก พระองค์จึงได้ค้นพบหลักธรรมชาติ มาจนถึงปัจจุบัน ตำราของพระองค์ยังยิ่งใหญ่ มีคุณค่ามากมายมหาศาลอย่างไม่มีนักปรัชญา นักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร์คนใดมีผลงานเทียบเท่า
เป้าหมายของการศึกษาแบบนี้ ระบบอินเตอร์เน็ตหรือระบบออนไลน์ ไม่สามารถจะสร้างขึ้นมาได้ คอมพิวเตอร์ไม่มีจินตนาการ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่เคยเห็นใจและเข้าใจความทุกข์ยากของมนุษย์ คอมพิวเตอร์อาจจะสอนให้เราจดจำ ให้เราสามารถสอบแข่งขัน ให้เราเอาชนะคนอื่นได้ จึงไม่อาจจะตอบสนองมหาวิทยาลัยในอุดมคติที่ต้องการรวมพลัง การสร้างสรรค์ และสร้างมิตรภาพของประชาชน แต่เราจะเอาออนไลน์มาเป็นเครื่องมือของการบริหารได้
การศึกษาในโลกใหม่ ต้องยกระดับจิตใจของมนุษย์ ให้มนุษย์สามารถปรับตัวได้ในโลกใบใหม่ มีความสามารถในการจำแนกแยกแยะ โดยไม่ถูกครอบงำหรือการชักจูงจากฝ่ายใด ไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร จะสังเกตว่าประชาชนของเรา ถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่ลืมหูลืมตา
มหาวิทยาลัยต้องมีเสาหลักอย่างน้อยสี่เสา ก็คือ เสาที่เป็นการศึกษาทั้งในห้องเรียนและออนไลน์ เสาของกิจกรรมทางสังคม เสาที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ และเสาการบริหารจ้ดการเชิงระบบฃองมหาวิทยาลัย เราจะต้องสร้างความสมดุลของสี่เสานี้ มหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ จึงจะดำเนินไปได้
การคัดเลือกคนเข้ามาบริหารเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย เป็นครูอาจารย์ ต้องเชื่อเรื่องปรัชญาของมหาวิทยาลัยซึ่งจะสถาปนาโดยผู้สถาปนา และถ่ายทอดปรัชญาเหล่านี้ไปสู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป การคำนึงถึงแต่ต้นทุน การต่อรองผลประโยชน์จากการบริหาร การต้องการอำนาจในการบริหาร จะเป็นอันตรายสำหรับมหาวิทยาลัยที่ต้องการมีอุดมคติและวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นนวัตกรรมใหม่อันงดงาม
ตนเองอยู่ในวัยที่คิดว่ากำลังค้นหาการมีสติเพี่อเข้าถึงการหยั่งรู้จากภายใน จึงไม่อยากจะเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย เพราะมักไม่ได้บริหารปัญญา แต่ไปบริหารงานธุรการแทน ไม่ต้องการมีตำแหน่ง ไม่ต้องการมีอำนาจ อำนาจจะเป็นตัวกิเลส และเป็นหลุมดำ ตนรู้จัก อ.ปริญญา ตั้งแต่เรียนสวนกุหลาบ เป็นคนฉลาดมาก แต่ออกจะมีจริตบางประการที่อาจไม่เหมาะตั้งแต่เรียนมัธยมที่สวนกุหลาบมาด้วยกัน เขาจบจากออสเตรเลียตั้งแต่ ป.ตรี ถึง ป.เอก เขาคิดแบบอินเตอร์ หากเข้ามาเป็นอธิการบดีแล้ว คนอย่าง อ.ศักดิ์ อาจจะต้องถูกขับออกเป็นคนแรกก็ได้
อ.สุธิศ ต้องบอกถึงมหาวิทยาลัยในรูปแบบที่ต้องการให้เป็น กำหนดปรัชญาของมหาวิทยาลัยขึ้นมา คัดเลือกคนทำงานที่มีศรัทธาต่อปรัชญานี้ และถ่ายทอดไปสู่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ มหาวิทยาลัยจึงจะมีคุณค่าต่อโลกและสังคมอย่างที่ต้องการให้เป็น
(เรียบเรียงจากการสนทนาโดย ดร.ศักดิ์ ประสานดี เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2552 เวลา 15.00 – 18.00 น. ณ ร้านบัว งามวงศ์วาน)
ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๓
ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุขดังบทบาลีที่ว่า เต อัตถลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธสาสเน อโรคา สุขิตา โหถะ สหสัพเพหิ ญาติภิ. ขอให้ท่านและครอบครัวพร้อมด้วยหมู่ญาติ จงประสบสุขในสิ่งที่ปรารถนา มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ปราศจากโรคภัยและเจริญงอกงามไพบูลย์ในพุทธธรรมตลอดไป เทอญ.
สาธุ ครับ
ขออำนวยพรด้วยคาถาบทนี้ครับ
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ.
สิ่งใดที่ท่านปรารถนาแล้ว ประสงค์แล้ว จงสำเร็จแก่ท่านโดยพลัน